งานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลสงฆ์
โรงพยาบาลสงฆ์เป็นโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นแห่งเดียวในในโลก ที่รัฐบาลได้ดำเนินการสร้างขึ้นเพื่อมีวัตถุประสงค์ในการบริการ
และการรักษาพยาบาลแก่พระภิกษุสงฆ์ และสามเณร ที่อาพาธจากทั่วประเทศ
โดยวัตถุประสงค์ของ รพ.สงฆ์ นั้นมีจุดสำคัญคือ
1. ต้องการให้พระภิกษุสงฆ์และสามเณร มีสุขภาพดี และมีคุณภาพชิวิตที่ดีในสังคม
2. ต้องการให้พระสงฆ์ได้รับการบริการด้านสุขภาพที่ได้มาตรฐาน
3. ต้องการให้พระสงฆ์มีองค์ความรู้ รูปแบบและเทคโนโลยีที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้แก้ปัญหาและสุขภาพ ตามรูปแบบของพระสงฆ์ได้
4. สร้างเครือข่ายของสงฆ์ให้ได้รับการพัฒนาให้มีความรู้เข้มแข็งในด้านสุขภาพของสงฆ์
5. เพิ่มระบบบริหารจัดการได้รับการพัฒนาให้มีสุขภาพ และมาตรฐานเอื้อต่อการดำเนินงานของสงฆ์
ในปี พ.ศ. 2492 ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูล สงคราม นายกรัฐมนตรีของไทยในขณะนั้น ได้ดำริให้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลขึ้นโดย แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาโครงการก่อสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ ซึ่งประกอบด้วยบรรพชิตและ ฆราวาสรวมกัน 13 ท่าน คณะกรรมการฯ ได้เลือก ที่ดิน ณ ตำบลพญาไท คือที่ตั้งในปัจจุบันนี้วางศิลาฤกษ์เมื่อ วันพุธที่ 11 พฤษภาคม 2492 ตรงกับวันวิสาขบูชา โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงวางศิลาฤกษ์และทรงขนานนามให้ว่า “โรงพยาบาลสงฆ์” พิธีเปิด รพ.สงฆ์ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ 2494 และได้มอบให้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รับไปดำเนินกิจการต่อไป ต่อมา สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งสังฆนายก ได้แต่งตั้งกรรมการสงฆ์ขึ้น 2 ชุด เพื่อให้การดำเนินงานของแพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลได้รับความสะดวกขึ้นเนื่องจาก
เป็นงานที่เกี่ยวกับ บรรพชิตโดยเฉพาะ ดังนี้
1. คณะกรรมการอำนวยความสะดวกและอนุเคราะห์พระภิกษุสามเณรอาพาธประจำโรงพยาบาลสงฆ์
(หรือคณะกรรมการอำนวยการฝ่ายสงฆ์) ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล วางระเบียบข้อปฏิบัติและแก้ไขปัญหาต่างๆ ช่วยเหลือพระภิกษุ
สามเณร อาพาธให้ได้รับความสะดวก และช่วยเหลือ ในกิจการของโรงพยาบาลสงฆ์ตามความจำเป็น
2. คณะกรรมการสงฆ์ โรงพยาบาลสงฆ์ทำหน้าที่เพื่อ แก้ปัญหา และวินิจฉัย ให้ความเห็นแก่โรงพยาบาลด้วยเรื่อง
พระภิกษุสามเณรอาพาธ และช่วยอนุเคราะห์ พระภิกษุสามเณรอาพาธ รวมทั้งเรื่องอื่นๆ ตามความจำเป็น โดยผลัดเปลี่ยนกันมา
ปฏิบัติงานประจำวันที่โรงพยาบาลสงฆ์ วันละ 1 องค์
วัตถุประสงค์ของการก่อตั้งโรงพยาบาลสงฆ์
1.เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่เหมาะสมในการที่พระภิกษุและสามเณรอาพาธจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลร่วมกับฆราวาส
2. เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุสามเณรอาพาธให้ได้มีโอกาสปฏิบัติตามวินัยนิยมบรมพุทธานุญาต
3. สนองพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “โย ภิกฺขเวมํ อุปฏฐเหยฺย โส คิลานํ อุปฏฐเหยฺย” ซึ่งแปลว่า “ผู้ใดปรารถนาอุปัฏฐากเราตถาคต ผู้นั้นพึงอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด
แหล่งอ้างอิง http://www.centerwedding.com/