งานสังคมสงเคราะห์ของสมเด็จย่า ในหลวง ร.๙ และศาสนา

งานสังคมสงเคราะห์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ร.๙)

โครงการสวัสดิการสังคมหรือสังคมสงเคราะห์ เป็นโครงการช่วยเหลือราษฎรให้มีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน และมีเครื่องอำนวยความสะดวกโนขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิต ขจัดความทุกข์เมื่อเกิดมหันตภัยทางธรรมชาติ อุบัติเหตุหรือเกิดโรคระบาดร้ายแรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีทั้งภาครัฐบาล และภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคเอกชนนั้น ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นสมาคมหรือมูลนิธิ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อยู่โนพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แก่

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูถัมภ์

จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ด้วยความร่วมมือของกรมประชาสงเคราะห์ (เดิม) และองค์การสงเคราะห์เอกชน ๘ องค์การ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและประสานงานด้านสังคมสงเคราะห์ ทั้งของทางราชการและเอกชน ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓

วันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๐๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับเป็นองค์ประธานกิตติมศักดิ์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น และเป็นสิริมงคลยิ่ง สภาสังคมสงเคราะห์ฯจึงถือว่าวันที่ ๑๐ สิงหาคมของทุกปีเป็นวันน้อมเกล้าฯ รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และได้จัดงานวันน้อมเกล้าฯ เป็นประจำทุกปี นอกจากนี้ยังทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงิน ๑ ล้าน เป็นทุนริเริ่มการสร้างตึกที่ทำการบนพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โดยพระราชทานนามตึกว่า “ตึกมหิดล” เพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติคุณในด้านสังคมสงเคราะห์ของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดตึกนี้เมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๐๘

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จ่ายพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นค่าเช่าที่ดิน อันเป็นที่ตั้งของ “ตึกมหิดล” เดือนละ ๔๐๐.- บาท ตั้งแต่เดือนกันยายน ๒๕๐๖ จนกระทั่งปัจจุบัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ขณะนี้สภาสังคมสงเคราะห์ แห่งประเทศไทยฯ มีสมาชิกจำนวน ๙๖๔ องค์การ

วิสัยทัศน์

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เป็นองค์การผู้นำภาคเอกชนในการส่งเสริมและพัฒนางานสังคมสงเคราะห์และสวัสดิการสังคม เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ด้อยโอกาสและผู้ตกทุกข์ได้ยาก

พันธกิจ

๑. ให้การสงเคราะห์ผู้ประสบปัญหาทางสังคมทุกกลุ่มเป้าหมาย
๒. ส่งเสริม ป้องกัน แก้ไขปัญหา และพัฒนาสังคม
๓. ร่วมมือและประสานงานกับองค์การสมาชิก องค์การภาครัฐ และภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน

ค่านิยม
ยึดมั่นคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต จิตมุ่งบริการ

ที่มา : http://www.ncswt.or.th/index.html


มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ประวัติความเป็นมา

เมื่อคืนวันที่ ๒๕ ต่อกับวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๐๕ ได้เกิดพายุโซนร้อนชื่อ "แฮเรียต" พัดผ่านทางตอนใต้ของประเทศไทยยังความเสียหายให้เกิดแก่จังหวัดภาคใต้ถึง ๑๒ จังหวัดในคืนวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๐๕ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. นายปกรณ์ อังศุสิงห์ นายกมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ ได้รับโทรศัพท์จาก คุณพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ อดีตเลขาธิการสำนักพระราชวัง ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่ง หัวหน้ากองมหาดเล็กว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นห่วงผู้ประสบภัยและทรงติดต่อขอเครื่องบินจากกองทัพอากาศไว้แล้ว ขอให้รีบเดินทางไปช่วยเหลือโดยด่วน ขณะนั้น กรมประชาสงเคราะห์ ได้เตรียมสิ่งของไว้พร้อมแล้ว จึงเดินทางไปในวันรุ่งขึ้น คือ วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๐๕ นายปกรณ์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย อาทิ หลวงอรรถวิภาคไพศาลย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และ หลวงยุกตเสวีวิวัฒน์ อธิบดีกรมโยธาเทศบาล โดยมีนายประวิทย์ หาญณรงค์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย กรมประชาสงเคราะห์ เป็นเลขานุการคณะ ได้เดินทางไปพร้อมกับแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สภากาชาดไทย ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถองค์สภานายิกาได้มีกระแสรับสั่งให้ร่วมเดินทางไปกับกรมประชาสงเคราะห์เพื่อทำการสงเคราะห์และบรรเทาทุกข์ในครั้งนี้ด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สถานีวิทยุ อส. พระราชวังดุสิตประกาศโฆษณาเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคทรัพย์ และ สิ่งของ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยทรงรับและพระราชทานสิ่งของด้วยพระองค์เอง ความช่วยเหลือได้ หลั่งไหลเข้าสู่สถานีวิทยุ อส. ชั่วระยะเวลา ๑ เดือน มีผู้บริจาคทรัพย์ถึง ๑๑ ล้านบาท และสิ่งของประมาณ ๕ ล้านบาท ส่วนผู้ที่ไม่สามารถบริจาคทรัพย์ และสิ่งของได้ก็บริจาคแรงงาน ที่น่าปลื้มใจก็คือ งานนี้ทำโดยอาสาสมัคร ซึ่งส่วนมากเป็นนิสิต นักศึกษา ลูกเสือและนักเรียน ได้ทำการจัดและขนส่งสิ่งของเหล่านั้นไปบรรเทาภัยแก่ประชาชน โดยมีนายเจริญ มโนพัฒนะ รองอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ รักษาการแทน อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์เข้าเฝ้าฯรับพระราชทานเงินและสิ่งของไปดำเนินการตามพระราชประสงค์ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานเงินให้กระทรวงศึกษาธิการ สร้างโรงเรียนประชาบาลที่ถูกพายุพัดพัง รวม ๑๒ โรงเรียน ใน ๖ จังหวัดภาคใต้ และภายหลัง พระราชทานชื่อว่า "โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ๑,๒,๓,๔,๕ ถึง ๑๒" ตามลำดับนับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ วันที่ ๒๓ สิงหาคม เป็นต้นมา

วัตถุประสงค์

๑. เพื่อให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

๒. เพื่อให้การสงเคราะห์ด้านการศึกษา

๒.๑ ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่เรียนดีเยี่ยมในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ฯ และเด็กกำพร้าหรืออนาถาที่ครอบครัว ประสบสาธารณภัย

๒.๒ บูรณะ ซ่อมแซม ปรับปรุงโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ฯ

๓. เพื่อให้มีการป้องกันสาธารณภัยที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

๔. เพื่อให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือเป็นส่วนรวมแก่ประชาชนที่ได้รับความทุกข์ยากเดือดร้อนประการอื่น ซึ่งคณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นสมควร และได้รับความเห็นชอบจากนายกมูลนิธิฯ

ที่มา : http://www.rajk.org/index.php/home-topmenu


งานสังคมสงเคราะห์ของสมเด็ขศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า)

สมเด็จย่าทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์มาตั้งแต่สมัยที่พระองค์ยังมิได้มีพระราชอิสริยยศเป็นที่ปรากฏ ด้วยมีพระราชดำริว่า สตรีไทยที่เป็นแม่บ้านก็สามารถจะให้ความช่วยเหลือในกิจการสังคมสงเคราะห์ได้ เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ดังนั้น ใน พ.ศ. ๒๕๗๕ ขณะที่สมเด็จย่าประทับอยู่ ณ ตำหนักใหม่ วังสระปทุม เมื่อพระโอรสธิดาเจริญพระชนมายุมากขึ้น และทรงเข้าศึกษาในโรงเรียนทุกพระองค์แล้ว สมเด็จย่าทรงมีเวลาว่าง จึงทรงตั้ง คณะเย็บผ้า (Sewing Circle) ตามแบบสตรีอเมริกาขึ้น มีสมาชิกประกอบด้วยผู้ที่ทรงคุ้นเคย คือ หม่อมเจ้าหญิงสิบพันพารเสนอ โสณกุล (ผู้ทรงแปลคำว่า Sewing Circle เป็น “คณะเย็บผ้า”) ท่านผู้หญิงประยงค์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา คุณหญิงแฉล้ม บูรณศิริ คุณหญิงศรีวิสารวาจา คุณหญิงเพิ่ม ดำรงแพทยคุณ คุณหญิงอรุณ เมธาธิบดี คุณหญิงเชิด อุดมราชภักดี หม่อมราชวงศ์รสลิน คัคณางค์ คุณแพ ยุกตะนันทน์ ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร ท่านผู้หญิงฉลวย สุทธิอรรถานฤมล Mrs. Zimmerman Mrs. Davis Mrs. Langesen Mrs. Nedergard Mrs. Pendleton Mrs. Reeve สุภาพสตรีชาวต่างประเทศเหล่านี้เป็นภริยาของนักการศึกษา สอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมิชชันนารี คณะเย็บผ้าเริ่มด้วยการเย็บเสื้อของตัวเอง ต่อมาได้เย็บเสื้อผ้าให้เด็กอนาถาตามโรงพยาบาล ดังที่ท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร บันทึกไว้ว่า
“สมาชิกเหล่านี้มาประชุมกันนั่งตัดเย็บเสื้อผ้าให้แก่เด็กตามโรงพยาบาล รับรองได้ว่าไม่มีการนินทาว่าร้ายใคร สมาชิกเหล่านี้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเจ้าภาพจัดการเลี้ยงน้ำชากันอาทิตย์ละครั้ง ตั้งแต่เวลา ๑๖.๐๐ น. ถึง ๑๘.๐๐ น.”
ใน พ.ศ. ๒๕๐๓ สมเด็จย่าได้พระราชทานเงินจำนวนสองแสนบาท เพื่อสร้างหอพักธรรมนิวาสที่หลังวัดมกุฏกษัตริยาราม สำหรับเป็นที่พักนักศึกษาที่ขัดสนและไม่มีที่อยู่

ใน พ.ศ. ๒๕๑๐ ได้พระราชทานทุนริเริ่มเป็นจำนวนเงินหนึ่งล้านบาท ตั้งมูลนิธิสงเคราะห์ตำรวจตระเวนชายแดนและครอบครัว และทรงรับมูลนิธินี้ไว้ในพระอุปถัมภ์
พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้ทรงรับ มูลนิธิชีวิตใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ไว้ในพระอุปถัมภ์ มูลนิธินี้มีวัตถุประสงค์จะช่วยจัดตั้งหมู่บ้านตามชนบทของประเทศไทย เพื่อให้ผู้ที่หายป่วยจากโรคเรื้อนและโรคจิตสามารถมีที่ดินบ้านเรือนของตนเอง รวมทั้งส่งเสริมการประกอบอาชีพของบุคคลเหล่านี้ให้มีงานทำ มีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขตามควรแก่อัตภาพ
ทุกครั้งที่สมเด็จย่าเสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรตามจังหวัดต่างๆ ได้ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อข้าวของต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แล้วนำไปพระราชทานแก่ประชาชนตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล เช่น พระราชทานเสื้อยืด ผ้าเช็ดตัว ผ้าขาวม้า เครื่องเขียนต่างๆ แก่คณะครูประจำโรงเรียน ส่วนนักเรียนนั้นจะได้รับพระราชทานเครื่องแบบนักเรียน สมุด ดินสอ ยางลบและอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ ส่วนชาวบ้านจะได้รับพระราชทานผ้าห่ม ผ้าขาวม้า ผ้าถุง ด้ายดำ ด้ายขาวและเข็มเย็บผ้า ยาตำราหลวง อาหารกระป๋องและอาหารแห้งต่างๆ สำหรับเด็กๆ จะได้รับพระราชทานของเล่นที่เหมาะกับเพศและวัย เช่น เครื่องเขย่ากรุ๊งกริ๊ง แตรรถเล็กๆ และตุ๊กตาสวมเสื้อกระโปรง เป็นต้น
พระราชทรัพย์ที่พระราชทานช่วยเหลือสมาคม มูลนิธิ และหน่วยงานต่างๆ มาจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ และจากการขายของฝีพระหัตถ์เพื่อการกุศล ทรงริเริ่มทำบัตรอวยพรความสุขในโอกาสต่างๆ แต่งด้วยดอกไม้ทับแห้งแปลกตา พระราชทานให้ขายเป็นรายได้แก่การกุศล โปรดเกล้าฯ ให้ข้าหลวงช่วยกันทำไม้กวาดป่านศรนารายณ์หรือแปรงศรนารายณ์ เพื่อขายนำเงินเข้าการกุศล เนื่องจากทรงใช้ป่านย้อมสีสวยๆ มีประโยชน์ทั้งในแง่ใช้สอยและการตกแต่ง จึงมีผู้สั่งจองกันมาก แปรงศรนารายณ์นี้ทำรายได้ดีมาก ได้พระราชทานเงินรายได้แก่มูลนิธิช่วยคนโรคเรื้อน จังหวัดลำปาง
ในด้านการสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชูปถัมภ์และทรงจำหน่ายดอกป็อปปี้ด้วยพระองค์เองเพื่อเป็นรายได้สงเคราะห์แก่ทหารผ่านศึก
ใน พ.ศ. ๒๕๒๘ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกรรมการส่งเสริมและพัฒนางานสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ กำหนดให้วันที่ ๒๑ ตุลาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จย่า เป็นวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระองค์ทรงอุทิศพระวรกายและเวลา เพื่อประโยชน์ให้บังเกิดแก่ประชาชนตลอดมา โดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหนื่อยยาก สมควรเป็นปูชนียบุคคลที่นักสังคมสงเคราะห์ควรถือเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติงานของตนต่อไป ดังนั้น ในวันที่ ๒๑ ตุลาคมของทุกปี ภาครัฐบาลและภาคเอกชนจึงได้ร่วมกันจัดงานแสดงกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าโดยไม่เลือกเชื้อชาติศาสนา

ที่มา : http://www.theprincessmothermemorialpark.org/page....

งานสังคมสงเคราะห์ในบริบทของศาสนา

โรงพยาบาลสงฆ์

โรงพยาบาลสงฆ์เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวในประเทศไทยและในโลกที่รัฐฯได้จัดสร้างขึ้นเพื่อให้บริการด้านการรักษาพยาบาลแก่พระภิกษุ-สามเณรอาพาธทั่วประเทศ เริ่มตั้งขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๔๒๘ ในสมัยรัฐบาลของ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ดำริที่จะสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ขึ้นที่บริเวณ วัดพระศรีมหาธาตุ แต่หากต้องระงับไปเนื่องจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๙ ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ได้ดำริให้มีการรื้อฟื้นเรื่องการสร้างโรงพยาบาลสงฆ์ โดยได้แต่งตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ เรียกว่า “คณะกรรมการพิจารณาการก่อสร้างโรงพยาบาลสงฆ์” ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๙๒ คณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วย บรรพชิตและฆราวาสรวมกัน ๑๓ ท่าน ได้ร่วมกันประชุมพิจารณาปรึกษา ดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลสงฆ์เป็นลำดับ และได้ตกลงคัดเลือกได้ที่ดิน ณ ตำบลทุ่งพญาไท คือที่ตั้งในปัจจุบันนี้ และเริ่มวางศิลาฤกษ์เมื่อ วันพุธที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๔๙๒ เวลา ๐๙.๓๒ น. อันตรงกับวันวิสาขบูชาโดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวง วชิรณาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหารได้ทรงเป็นประธานในพิธีและทรงขนานนามให้ว่า“โรงพยาบาลสงฆ์” พิธีเปิดโรงพยาบาลได้กระทำอย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๔ และได้มอบให้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รับไปดำเนินกิจการต่อไปโดยมีนายแพทย์วิรัช มรรคดวงแก้ว เป็น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงฆ์ คนแรก และเริ่มปฏิบัติงานเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๙๔ กาลต่อมา สมเด็จพระสังฆราช (กิตติโนภณมหาเถระ) เจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตร ซึ่งสมัยนั้นทรงสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต และทรงดำรงตำแหน่งสังฆนายก ได้พิจารณาเห็นว่ากิจการของโรงพยาบาลสงฆ์ ได้เจริญรุ่งเรือง เป็นสถานที่อำนวยประโยชน์สุขแก่พระภิกษุ-สามเณรผู้อาพาธได้จริง แต่การดำเนินงานของนายแพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลสงฆ์บางประการต้องได้รับความไม่สะดวกบ้างเพราะเป็นงานที่เกี่ยวกับกิจของสงฆ์โดยเฉพาะ ถ้ามีกรรมการฝ่ายสงฆ์ร่วมปฏิบัติงานกับกรรมการฝ่ายฆราวาสของโรงพยาบาลด้วยก็จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระและช่วยให้เกิดความสะดวกเรียบร้อยขึ้น กรรมการสงฆ์ชุดแรก เรียกว่า “คณะกรรมการอำนวยความสะดวกและอนุเคราะห์พระภิกษุ-สามเณรอาพาธประจำโรงพยาบาลสงฆ์” ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จสังฆนายก เมื่อวันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๙๖ (และเนื่องจากชื่อคณะกรรมการชุดนี้ยาวมาก ต่อมาจึงนิยมเรียกกันให้สั้นลงว่า “คณะกรรมการอำนายการฝ่ายสงฆ์” ทำหน้าที่ช่วยควบคุม ดูแลวางระเบียบข้อปฏิบัติและขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระภิกษุ-สามเณรอาพาธใน โรงพยาบาลสงฆ์ ทั้งช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อให้พระภิกษุ-สามเณรอาพาธ ได้รับความผาสุกและความสะดวกเท่าที่ควร กับช่วยเหลือในกิจการของโรงพยาบาลสงฆ์ ตามความจำเป็น เป็นครั้งคราว ฯลฯ กรรมการสงฆ์ชุดที่สอง ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จสังฆนายก เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๖ เรียกว่า “คณะกรรมการสงฆ์โรงพยาบาลสงฆ์” ทำหน้าที่ผลัดเปลี่ยนกันมาปฏิบัติงานประจำวันที่โรงพยาบาลสงฆ์ วันละ ๑ องค์ เพื่อแก้ปัญหาและวินิจฉัยให้ความเห็นแก่โรงพยาบาลด้วยเรื่องพระภิกษุ-สามเณรอาพาธ และช่วย อนุเคราะห์พระภิกษุ-สามเณรอาพาธให้ได้รับความผาสุก สะดวกเท่าที่ควร รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ที่ทาง โรงพยาบาลขอร้องให้ช่วยปฏิบัติเป็นครั้งคราว ฯลฯ จากการที่พระภิกษุ-สามเณร มีกิจวัตรปฏิบัติแตกต่างกับฆราวาส เนื่องจากต้องประพฤติตามหลักแห่งพระวินัยนิยมบรมพุทธานุญาต ในสมัยก่อนเมื่อพระภิกษุ-สามเณร อาพาธ และจำต้องอยู่รับการบำบัดในโรงพยาบาล ซึ่งสมัยนั้นสถานพยาบาลมิได้แยกไว้สำหรับสงฆ์โดยเฉพาะ ย่อมเป็นการไม่เหมาะสมในทางพระวินัย ที่พระสงฆ์และฆราวาสจะร่วมสถานพยาบาลแหล่งเดียวกันถึงแม้ว่าโรงพยาบาลต่าง ๆ ได้พยายามที่จะจัดสถานที่พิเศษสำหรับพระภิกษุ-สามเณรแล้วก็ตาม แต่สถานที่นั้น ๆ ก็มีจำนวนจำกัดและจำนวนผู้ป่วยเจ็บไข้ก็เพิ่มมาขึ้นเป็นลำดับ จึงเป็นเหตุให้พระภิกษุ-สามเณรจำต้องปะปนกับฆราวาสอยู่เสมอ ด้วยสาเหตุดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุให้เกิดวัตถุประสงค์ของการตั้งโรงพยาบาลสงฆ์ขึ้นมา ๓ ประการคือ
๑. เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่เหมาะสมในการที่พระภิกษุ-สามเณรจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลร่วมกับฆราวาส
๒. เพื่อช่วยเหลือพระภิกษุ-สามเณรอาพาธให้ได้มีโอกาสปฏิบัติตามวินัยบรมพุทธานุญาต
๓. สนองพุทธพจน์ขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า“โย ภิขเวมํ อุปฏฐ เหยย โสคิลานํ อุปฏ.ฐเหยย” ซึ่งแปลว่า “ผู้ใดปรารถนาอุปัฏฐากเราตถาคตผู้นั้นพึงอุปัฏฐากภิกษุไข้เถิด”
หน้าที่ความรับผิดชอบของโรงพยาบาลสงฆ์
๑. ดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์และวิจัยทางการแพทย์ ด้านโรคทั่วไป และจักษุวิทยาแก่พระภิกษุ-สามเณร
๒. ดำเนินการเกี่ยวกับการให้การศึกษาและฝึกอบรมแก่แพทย์ และแพทย์ประจำบ้าน เพื่อให้ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาที่รับผิดชอบ ตลอดจนถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการแพทย์ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข
๓. ให้บริการตรวจวินิจฉัย บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อพัฒนาวิชาการแพทย์ด้านโรคทั่วไปและจักษุวิทยาแก่พระภิกษุ-สามเณร
๔. ปฏิบัติงานหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือได้รับมอบหมาย

ที่มา : http://www.priest-hospital.go.th/web/home.html


วัดพระบาทน้ำพุ

โครงการเมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

โครงการเมตตาธรรม ค้ำจุนโลก มีลักษณะของโครงการเป็นโครงการต่อเนื่อง ซึ่งมีผู้รับผิดชอบ คือ คณะสงฆ์จังหวัดลพบุรีและมีสถานที่ตั้งอยู่ที่ วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี

สภาพปัญหา

โรคเอดส์ได้เข้ามาเผยแพร่ระบาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา ๒๐ ปี ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างไม่อาจประเมินได้ และที่สำคัญคือปัญหาทางสังคมที่เกิดการรังเกียจ ทอดทิ้ง ไม่ยอมรับผู้ติดเชื้อหรือผู้ป่วยให้อยู่ร่วมกันในสังคม และยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ เนื่องจากผู้ที่ติดเชื้อมีจำนวนมากกว่า ๑ ล้านคน และ ส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตนเองได้รับเชื้อ จึงทำให้เกิดการแพร่ระบาดไปสู่บุคคลอื่นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีการประชาสัมพันธ์เรื่องโรคเอดส์ไม่เพียงพอ ประชากรไทยจึงขาดความตระหนักในการป้องกันตน โดยเฉพาะเยาวชนนักเรียน นักศึกษา ได้มีการติดเชื้อโรคเอดส์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงถึง ๓๕% ของผู้ติดเชื้อโรคเอดส์รายใหม่ ซึ่งนับได้ว่าเป็นปัญหาวิกฤติในปัจจุบัน

หลักการและเหตุผล

โรคเอดส์ได้แพร่ระบาดอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบัน โดยที่การแพร่ระบาดยังไม่สามารถที่จะควบคุมได้ แม้ทางรัฐจะได้ใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการแก้ปัญหา แต่การประชาสัมพันธ์เรื่องโรคเอดส์ลดน้อยลง ทำให้ประชากรขาดความตระหนักในการป้องกันตนเองมากขึ้น ผู้ติดเชื้อนั้นเกิดจากการมีพฤติกรรมเสียง เช่น การเสพสิ่งมึนเมา, การเที่ยวหญิงบริการ, ยาเสพติด เป็นต้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว หลักการในการแก้ปัญหาจึงควรที่ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือการขาดความตระหนักในศีลธรรมโดยเร่งส่งเสริมให้ประชาชนได้เรียนรู้ถึงโทษภัยของโรคเอดส์ว่าเกิดจากพฤติกรรมที่ขาดความตระหนักในศีลธรรม ซึ่งบทบาทดังกล่าวควรเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์โดยตรง ที่จะต้องให้การอบรมสั่งสอนประชาชนทั้งประเทศอย่างจริงจัง

วัตถุประสงค์

- เพื่อส่งเสริมบทบาทของคณะสงฆ์ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติทางสังคม
- เพื่อลดอัตราการติดเชื้อโรคเอดส์ของประชากรไทย
- เพื่อสร้างความมีเมตตาในการอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยในสังคมอย่างปกติ
- เพื่อสร้างความตระหนักให้ทุกองค์กรร่วมกันในการแก้ไขปัญหาโรคเอดส์
- เพื่อสร้างแบบอย่างในการแก้ไขปัญหา โดยใช้แนวทางของพระพุทธศาสนา

ที่มา : http://www.phrabatnampu.org/index.html

จะเห็นได้ว่างานสังคมสงเคราะห์นั้นมีอยู่ทุกบริบทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราขชชนนี และในบริบทของศาสนา จะพบว่างานสังคมสงเคราะห์นั้นช่วยเหลือโดยมุ่งหวังให้ประชาชนกินดีอยู่ดี และดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Social Work



ความเห็น (0)