ไขข้อข้องใจ มีเวลา ๑๕ วันหลังรับทราบคำสั่ง จริงหรือไม่ ?

ผ่านการปฏิบัติงานในช่วงครึ่งแรกของปีงบประมาณ ซึ่งช่วงเวลานี้มีการพิจารณาเลื่อน ย้ายข้าราชการ ที่แสดงความประสงค์ ในโอกาสดังกล่าวนี้กลุ่มงานนิติการจึงขอนำเสนอขั้นตอนการปฏิบัติราชการในกรณีมีคำสั่งย้ายข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่ง หรือไปปฏิบัติงานในสถานที่ปฏิบัติราชการแห่งใหม่ ซึ่งในทางปฏิบัติในขั้นตอนดังกล่าวนี้มิได้มีรายละเอียดยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแต่มีข้อปฏิบัติบางประการที่อาจยังเป็นข้อถกเถียง หรือยังเป็นที่สงสัยไม่แน่ใจในการอธิบายให้เข้าใจต่อผู้เกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะเรื่องผลของคำสั่ง ขั้นตอนการแจ้งคำสั่ง การเริ่มปฏิบัติตามคำสั่ง ดังความเข้าใจของข้าราชการหลาย ๆ คนที่เมื่อกล่าวถึงการลงนามรับทราบคำสั่งของทางราชการแล้ว เชื่อและรับรู้ต่อเนื่องกันมาว่ายังมีเวลาอีก ๑๕ วันที่จะยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้น แท้จริงแล้วเป็นเช่นนั้นหรือไม่ มีระเบียบที่เกี่ยวข้องว่าไว้อย่างไร

ในระบบราชการของประเทศไทย นั้น มีหลักปฏิบัติงานราชการที่ต้องมีความชัดเจนแน่นอน มีขั้นตอนลำดับการบังคับบัญชา และมีระเบียบวินัยที่ควบคุมกำกับให้เกิดความพร้อมเพรียงเป็นระเบียบเรียบร้อย เนื่องจากการปฏิบัติราชการทุกขณะขั้นตอน นั้น มีลักษณะการใช้อำนาจบริหารที่เกี่ยวข้องกับ การออกกฎระเบียบ การออกคำสั่ง การลงมือกระทำการ และการก่อให้เกิดสัญญาหรือนิติกรรมทางปกครอง ดังนั้นทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานที่หมายถึงการใช้อำนาจดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีวิธีการปฏิบัติกำหนดขอบเขตของการให้อำนาจและกรอบระยะเวลาดำเนินการไว้ ทั้งนี้ย่อมประกอบด้วยเหตุผลที่อ้างอิงได้ถึงความจำเป็น และสำคัญของการปฏิบัติราชการเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้บริการสาธารณะ

กล่าวเฉพาะถึงคำสั่งเลื่อน ย้ายข้าราชการ นั้น ถือได้ว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามความหมายที่บัญญัติไว้ใน พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ “คำสั่งทางปกครองหมายความว่าการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ”

คำสั่งเลื่อน ย้าย ข้าราชการจะมีผลเมื่อใดนั้น แม้ว่าในท้ายคำสั่งนั้นผู้มีอำนาจจะสั่งไว้ให้คำสั่งมีผลเมื่อใด โดยถ้อยคำ เช่น “ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” หรือ “ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่... เป็นต้นไป” ก็ตาม แต่ผลของคำสั่งทางปกครองจะเริ่มมีผลตั้งแต่เมื่อใดจะต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในหมวดที่ว่าด้วยผลของคำสั่งทางปกครองที่กล่าวว่า “คำสั่งทางปกครองให้มีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ผู้นั้นได้รับแจ้งเป็นต้นไป” หมายความว่าผู้ต้องปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครองจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งในทันทีที่ได้รับแจ้งคำสั่งนั้น ถ้าหากยังไม่ได้รับแจ้งก็ไม่จำต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้นแต่อย่างใด ส่วนการแจ้งและรับแจ้งคำสั่งมีบัญญัติไว้ในกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ว่า “การแจ้งคำสั่งทางปกครอง การนัดพิจารณา หรือการอย่างอื่นที่เจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบอาจกระทำด้วยวาจาก็ได้ แต่ถ้าผู้นั้นประสงค์จะให้กระทำเป็นหนังสือก็ให้แจ้งเป็นหนังสือ การแจ้งเป็นหนังสือให้ส่งหนังสือแจ้งต่อผู้นั้น..”

ส่วนข้อสงสัยที่เหตุใดมีการกล่าวว่า “เซ็นต์รับทราบคำสั่งแล้วยังมีเวลาอีก ๑๕ วัน ที่จะเดินทาง” นั้น ไม่มีระเบียบใด ๆ รองรับการปฏิบัติดังลักษณะที่กล่าวนี้ และไม่มีหลักปฏิบัติใด ๆ ของทางราชการที่จะถือได้ว่ามีเหตุผลจำเป็นใด ๆ ที่จะถืออ้างได้ว่าเมื่อลงนามรับทราบคำสั่งแล้วจะใช้เวลาเดินทางไปปฏิบัติราชการ ณ ที่ตั้งสำนักงานใหม่ได้ถึง ๑๕ วัน ทั้งนี้ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับกรณีการเดินทางไปราชการ มีดังนี้

  • พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526 บัญญัติว่า “การเดินทางไปราชการ

ประจำได้แก่การเดินทางไปประจำต่างสำนักงาน ไปรักษาการในตำแหน่ง หรือรักษาราชการแทนเพื่อดำรงตำแหน่งใหม่ ณ สำนักงานแห่งใหม่”

2. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2550 บัญญัติว่า “การอนุมัติระยะเวลาเดินทางไปราชการการ ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการและการจัดประชุมของทางราชการอนุมัติระยะเวลาเดินทางล่วงหน้าหรือระยะเวลาหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติราชการได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม”

ระเบียบที่เสนอในข้อ 1 และ 2 เห็นได้ว่า เมื่อข้าราชการได้รับคำสั่งให้ย้ายไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานแห่งใหม่ เป็นกรณีการเดินทางไปราชการประจำ โดยต้องได้รับอนุมัติให้เดินทางไปราชการโดยผู้บังคับบัญชาในระยะเวลาที่เหมาะสม และมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายได้ตามระเบียบของทางราชการ

สำหรับระยะเวลา 15 วันนั้น ใช่ว่าไม่มีมูลเหตุที่มา แต่พบได้ในระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งระเบียบดังกล่าวใช้ประกอบกันกับ พระราชกฤษฎีกาการจ่ายเงินเดือน เงินปี บำเหน็จ บำนาญ และเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน พ.ศ.2535 บัญญัติว่า “การจ่ายเงินเดือนในกรณีต่าง ๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้ ( ๑ ) ลาออก ให้จ่ายได้ถึงวันก่อนวันถึงกำหนดลาออก แต่ถ้าถึงกำหนดลาออกแล้วยังไม่ได้รับทราบคำสั่งอนุญาตให้ลาออก และข้าราชการผู้นั้นยังคงรับราชการต่อมา ให้จ่ายได้ถึงวันรับทราบคำสั่งหรือควรได้รับทราบคำสั่ง ( ๒ ) ให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกให้จ่ายได้ถึงวันก่อนวันที่ระบุในคำสั่ง แต่ถ้ายังไม่ได้รับทราบคำสั่ง และข้าราชการผู้นั้นยังคงรับราชการต่อมา ให้จ่ายได้ถึงวันรับทราบคำสั่งหรือควรได้รับทราบคำสั่ง ( ๓ ) ในกรณีตาม ( ๑ ) และ ( ๒ ) หากจำเป็นต้องส่งมอบงานในหน้าที่ ก็ให้จ่ายต่อไปได้จนถึงวันส่งมอบงานเสร็จภายในเวลาอันไม่ชักช้าตามที่ผู้บังคับบัญชาจะกำหนดตามสภาพของงาน แต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ระบุในคำสั่งหรือวันรับทราบคำสั่ง หรือควรได้รับทราบคำสั่ง แล้วแต่กรณี

ระเบียบดังกล่าวนี้นอกจากจะไขข้อข้องใจถึงวิธีการปฏิบัติตามคำสั่งที่หลายคนยังไม่เข้าใจชัดเจนเรื่องช่วงระยะเวลาของการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นแล้ว ยังสอดคล้องกับเรื่องระยะเวลาการแจ้งและรับแจ้งคำสั่งทางปกครองที่กฎหมายปกครองถือหลักความชัดเจนแน่นอนของคำสั่งทางปกครอง ว่าผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งทางปกครองจะต้องได้รับทราบโดยการแจ้งคำสั่งไม่ว่าในทางวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนที่จะเริ่มมีผลในทางปฏิบัติตามคำสั่งทางปกครอง

อย่างไรก็ตามเกี่ยวกับระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ข้าราชยังคงปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งหน้าที่และสถานที่ปฏิบัติราชการเดิมได้ต่อไปภายหลังจากรับทราบคำสั่งให้ย้ายหรือพ้นตำแหน่งเดิมแล้วนั้น เป็นกรณีการมอบหมายงานในหน้าที่ภายหลังจากที่ได้รับทราบคำสั่ง ซึ่งปรากฏอยู่ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับส่งงานในหน้าที่ราชการ โดยมีรายละเอียดการปฏิบัติที่ควรศึกษา และกลุ่มงานนิติการจะนำเสนอในโอกาสต่อไป

เอกสารอ้างอิง

1. พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

2. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนเงินปี บำเหน็จ บำนาญและเงินอื่นในลักษณะเดียวกัน

พ.ศ. 2535

3. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2526

4. ระเบียบ ก.พ. ว่าด้วยการจ่ายเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

5. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ พ.ศ.2550

6. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการอนุมัติให้เดินทางไปราชการและการจัดการประชุมของทางราชการ

พ.ศ. 2524