สิ่งที่นักเรียน ป.๕ – ๖ ใส่ใจเป็นพิเศษ ก็คือเมื่อไหร่ ครูจะให้ทำหนังสือเล่มเล็ก เขาจะได้บอกเล่าเรื่องราวกระบวนการทำนา พร้อมวาดภาพระบายสี เป็นผลงานเล่มโปรด ที่สวยที่สุดในชีวิตของเขา.... แล้วช่วยกันทำแผนภูมิความคิดกับคำถามเดิมๆของครู ที่ถามนักเรียนทุกปีว่า.. แปลงนาของโรงเรียนมีความสัมพันธ์อย่างไรกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว......

แปลงนา ในช่วงปิดภาคเรียนปีนี้ ไม่ได้แตกต่างอะไรกับแปลงนาเมื่อปีที่แล้ว จะผิดแผกแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยก็ตรงที่ ปีที่แล้วมีน้ำโอบล้อมต้นข้าวอยู่ทั่วแปลง ปีนี้น้ำน้อยกว่า น้ำจึงไหลไปไม่ทั่วแปลง มีเหือดแห้งเป็นหย่อมๆ แต่ก็พอมองเห็นความแฉะชื้นบ้าง คงพอให้ต้นข้าวเติบโตได้เต็มที่จนถึงช่วงออกรวงเหลืองอร่าม ก็คงใช้เวลาอีกราวเดือนเศษ....

ปีนี้ใช้วิธีดำนา ไม่ได้โยนกล้าเหมือนปีก่อน ตอนแรกผมคิดว่าการโยนกล้าจะไม่สิ้นเปลืองต้นกล้า แต่เอาเข้าจริงๆ ใช้ต้นกล้าไม่ใช่น้อยเลย นักเรียนทุกชั้นโยนกล้ากันอย่างสนุกสนาน โยนเป็นบ้างไม่เป็นบ้าง จึงดูสะเปะสะปะ ต้นกล้าที่ลอยขึ้นไปเพราะแรงโยน ชนกันกลางอากาศ นักเรียนหัวเราะชอบใจ จนซวนเซตกคันนาไปพร้อมๆกับต้นกล้า ที่ปักจมดินเลนในนาแบบเบียดชิดติดกัน พอต้นข้าวโตขึ้นก็เลยอัดแน่นเต็มแปลงนา มองเห็นแต่ใบข้าวเขียวไสวไปหมด

การดำนาปีนี้ ผู้ปกครองนักเรียนมาช่วยสอน ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็เสร็จเรียบร้อย ระยะความถี่ห่างของต้นกล้าจึงดูพอดิบพอดี มองดูเป็นแถวเป็นแนว เป็นระเบียบเรียบร้อย เหมือนมีช่องว่าง ให้กอข้าวได้มีโอกาสหายใจ

ต้นข้าวกำลังเริ่มออกรวง แต่ยังไม่ทั่วแปลง รวงยาวสีเขียวอ่อนดูงดงามนัก เมล็ดข้าวใสๆ เรียงเป็นแถวๆอยู่ในรวง โบกสะบัดไปมา อวดโฉมอย่างเริงร่าท้าทายให้ใครต่อใคร นำไปทำน้ำนมข้าว แต่ไม่มีใครสนใจไปถึงขั้นนั้น เพราะเป็นนาแปลงน้อย...แปลงนาแบบพอเพียงของโรงเรียน

นักเรียนเรียนจบกันไปแล้วหลายรุ่น ผ่านหลักสูตรการทำนามาแล้วก็หลายคน ทุกคนคงเห็นแปลงนาจนชินตา และไม่รู้สึกว่าการทำนาจะยากอะไร เพราะเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของพวกเขา ที่ผมไม่ต้องสอนอะไรพวกเขามากมายนัก เพียงแค่ความรู้สึกอย่างหนึ่ง ที่เชื่อว่าสักวัน..พวกเขาจะเข้าใจว่าการทำนาที่ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเป็นอย่างไร และทำไมถึงไม่ใช้ยาฆ่าแมลง...

เรียนรู้คู่การปฏิบัติ จะทำให้นักเรียนตระหนัก จนหยั่งรากฝังลึกซึ่งความรู้ความเข้าใจ แล้วนำไปประยุกต์ใช้เมื่อเขาเติบโตขึ้น เมื่อลงมือทำงานหลังฤดูเก็บเกี่ยว ช่วยกันทำแปลงผักสวนครัว ใส่ขี้วัวตามด้วยฟางข้าว ราดรดด้วยน้ำหมักชีวภาพ พอถึงฤดูทำนาก็ไถกลบคลุกเคล้าจนเป็นปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี ไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่อย่างใด

แต่สิ่งที่นักเรียน ป.๕ – ๖ ใส่ใจเป็นพิเศษ ก็คือเมื่อไหร่ ครูจะให้ทำหนังสือเล่มเล็ก เขาจะได้บอกเล่าเรื่องราวกระบวนการทำนา พร้อมวาดภาพระบายสี เป็นผลงานเล่มโปรด ที่สวยที่สุดในชีวิตของเขา....

แล้วช่วยกันทำแผนภูมิความคิดกับคำถามเดิมๆของครู ที่ถามนักเรียนทุกปีว่า.. แปลงนาของโรงเรียนมีความสัมพันธ์อย่างไรกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัว......

นักเรียนจะช่วยกันระดมความคิดเขียนลงในกระดาษขาวแผ่นใหญ่ จับประเด็นเหมือนกันโดยที่มิได้นัดหมาย เริ่มจาก... เหตุผล พอประมาณ และภูมิคุ้มกัน ไปจนถึงความรู้และคุณธรรม

พี่เขียนน้องอ่านตรวจทาน เรียนย้ำซ้ำทวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเช่นนี้ทุกปี จนนักเรียนรู้ว่าเหตุผลที่ต้องทำนา เพราะโรงเรียนมีที่ดิน มีน้ำและนักเรียนก็เป็นลูกหลานเกษตรกร ทำนาอยู่โดยรอบโรงเรียน สมควรที่จะต้องเรียนรู้ไว้

ส่วนความพอประมาณ นักเรียนบอกว่า ครูและนักเรียนมีน้อย ควรทำแต่พอดี ไม่ต้องทำมาก จะได้ไม่สิ้นเปลืองเวลา ส่วนภูมิคุ้มกัน นักเรียนบอกว่าการทำนาเป็นงานที่สำคัญ ยึดเป็นอาชีพได้ และการไม่ฉีดยาฆ่าแมลง ช่วยรักษาสุขภาพชาวนา

นอกเหนือจากความรู้และประสบการณ์ในการทำนา นักเรียนยังได้สัมผัสความสนุกสนานเพลิดเพลินจากการร่วมกิจกรรม ทุกขั้นตอน ต้องอาศัยความอดทน ร่วมแรง สมัครสมานสามัคคี เป็นคุณธรรมที่นักเรียนได้รับการบ่มเพาะ... โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว

ชยันต์ เพชรศรีจันทร์

๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๙