เหวดำของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์

"เหวดำของมนุษย์ทุกเผ่าพันธุ์"

(Genesis of Man's bad root)



ต้นกำเนิดของสัตว์มนุษย์มาจากน้ำ ตามหลักวิวัฒนาการ ต้นกำเนิดตามสายพันธุ์และแหล่งปฐมกาลคือ แอฟริกา ต้นกำเนิดทัศนะการกำเนิดของมนุษย์คือ อาดัม อีว่าต้นกำเนิดที่ไกลกว่านี้คือปฐมโลกที่กำเนิดโลกในฐานะบ้านของสรรพสิ่งจะกำเนิดขึ้นมา มากกว่านี้คือปฐมกาลของจักรวาลทั้งหมดนี้หาหลักฐานอ้างอิงไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน ที่จะเป็นมาตรฐานสากล อันจะทำให้ทุกเผ่าพันธุ์ยอมรับกันได้อย่างสนิทใจ จึงเกิดพหุทัศนะที่หลากหลาย และถกเถียงกันไปตามหลักฐานของตนหรือตามสาขาที่เรียนมา ที่สุดก็กลายเป็นข้อขัดแย้งด้านข้อมูล แต่หลักฐานที่เหล่านักวิชาการทั้งหลายพยายามหามาอ้างนั้น อยู่ตามพื้นดิน ตามสิ่งมีชีวิต อยู่ตามน้ำ อยู่ตามดีเอนเอ อยู่ตามอวกาศ อยู่ตามเอกสาร และอยู่ตามทัศนะต่างๆ ที่หลากหลาย

หากมนุษย์ศึกษาสสารและแหล่งกำเนิดของตัวเองได้ละเอียดเท่าไหร่ ก็จะเห็นเส้นทางในอนาคตข้างหน้าได้ดี และที่จะบอกได้ชัดเจนยิ่งขึ้นคือ จะเข้าใจในความเป็นตน เป็นคน และจิตใจตนเองมากขึ้น เพราะนี่คือ ตัวคัดแยกสายพันธุ์ที่จะแตกต่างจากสัตว์ ถ้าไม่รู้จักต้นกำเนิดของตนดี ก็จะลืมว่า ตนเองอยู่ในตระกูลใด สายพันธุ์ใด เมื่อนั้น มนุษย์ (โดยพื้นฐานคือ อันเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในแง่กายภาพ) ก็จะหลงลืมว่า ตนเป็นใครหรืออาจมโนไปได้ว่า ตนเองอยู่เหนือทุกวรรณะ ทุกเผ่าพันธุ์ โดยมีแค่ทัศนะ อัตตา ที่เชื่อว่า ตนมีความรู้ รู้สึก นึกคิด สติ ปัญญา เท่านั้น เป็นเครื่องคัดแยกแตกต่างกันการคิดดังกล่าว อาจผูกมัดตนเองให้แคบและจมดิ่งในมุมมืดหรือหลุมดำที่ไม่อาจเจอแสงสว่างได้เลย

นอกจากนั้น มนุษย์ยังมีมุมมืด ในแง่จิตวิสัย ที่นำพา ขับเคลื่อนทางกายภาพและจิตกรรมด้วย อาจเรียกตามภาษาจิตวิทยาได้ว่า"สัญชาตญาณ" โดยทั่วไป ผู้คนแยกไม่ออกว่า ระหว่างนิสัยใจคอและสัญชาตญาณหรือจิตใจ มันอันเดียวกันหรือต่างกัน เวลามนุษย์แสดงพฤติกรรมภาพรวม มันคือ ภาพทั้งหมดของร่างกาย จิตใจ ของชีวิตๆ หนึ่งที่ปรากฎออกมาทางกาย ภาษา และนิสัย เมื่อแยกไม่ออกเราจึงเหมาเป็นได้แค่ ๒ ภาพคือ พฤติกรรมและจิตใจ แท้จริงมันยังมีแรงขับอื่นๆ อีกที่ผลักดันให้มนุษย์ดิ้นรน ค้นหา ใฝ่ฝัน จินตนาการไปตามเหตุ ตามปัจจัยต่างๆ เช่น ความอยาก ความโกรธ ความลุ่มหลง ความรัก ความชอบ ความพอใจ ความไม่พอใจ แรงขับทางเพศ แรงขับการสร้างฝัน ความสำเร็จ ชื่อเสียง ฯ

ทั้งหมดนั้น มันฝังอยู่สันดานของมนุษย์มาตั้งแต่เกิด หากจะว่าตามพุทธนัยมองว่า มีสันดานหรือวาสนามาตั้งแต่อดีตชาติ นั่นก็ถือว่า เป็นเชื้อ เป็นสายพันธุ์แห่งต้นกำเนิดของมนุษย์ได้เช่นกัน พอกำเนิดในสายพันธุ์มนุษย์ รูปแบบ เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ คุณลักษณ์ของมนุษย์จึงเกิดขึ้น ทั้งนี้อาศัยต้นแบบของบรรพบุรุษ ที่ถูกระบบธรรมชาติหล่อหลอมให้กลายเป็นสายพันธุ์เฉพาะกลุ่ม (มนุษย์) ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมแบบกำเนิดของตน ในกลุ่มนี้ แม้จะมีกลุ่มพวกไพรเมต ลิง ที่เป็นญาติใกล้ชิดกับมนุษย์ก็ตาม ก็ยังถือว่า พวกเขาเหล่านั้น ไม่อาจก้าวข้ามสัญชาตญาณเดิมได้ หรือยังไม่อาจพัฒนาไปสู่ความเป็นอัจฉริยะทางสติ ปัญญาได้ มีพวกมนุษย์เท่านั้น ที่ถือว่า อยู่เหนือสายพันธุ์ทั้งปวงได้

กระนั้นก็ตาม อย่าพึงลิงโลดหรือเย่อหยิ่งในฐานะมนุษย์ ถึงแม้นมนุษย์จะมีสายพันธุ์เหนือกว่าพวกนั้น ก็ไม่ได้หมายถึงว่า จะมีมาตรฐานความเป็นอัจฉริยะเสมอเหมือนกันทุกคน จริงอยู่แม้ทางกายภาพคือ มนุษย์ แต่คุณภาพและปริมาณด้านนี้ยังน้อยอยู่ ยังมีอีกมากที่ตกอยู่ในสภาพ"กายมนุษย์ แต่ใจมาร"ยังไม่ตระหนักรู้ในสายพันธุ์ เพราะปัจจุบันคุณธรรม จริยธรรม ระเบียบวินัย กฎ กติกา มารยาท ในสังคมมนุษย์เริ่มถูกละเมิด ถูกทำลาย เพราะความอิสระ เสรีภาพของตน จริงอยู่ แม้ทุกคนเกิดมาไม่อยากอยู่ภายใต้การกดขี่ ข่มเหง อยากมีอิสระ อยากทำอะไร อยากไปไหนได้ตามปรารถนา แต่นั้น ก็เป็นการคิดที่ตีกรอบกว้างเกินโลก สังคม ที่อยู่ เพราะพันธกิจหรือสัญญาร่วมกันคือ กฎหมาย ระเบียบ ศีลธรรม ที่จะปลูกฝังให้มนุษย์มีคุณภาพด้านภายใน ที่ดีงาม ละเอียดอ่อน และเป็นมนุษย์สมคำเรียก (มนุ :ใจ, อุษย : เหนือ : อริยชน)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าโลกมนุษย์จะมีสถาบันดัดนิสัยมีกฎหมาย มีหลักการสากล ที่จะฝึกฝนมนุษย์ ให้คิดไปในทางโลกสวย ดีงาม มีหลักจริยธรรม เพื่อปฏิบัติต่อกันก็ตาม เมื่อเนิ่นนานไป หลักการ กฎหมาย ก็ถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์เอง แล้วพฤติกรรมแบบสัตว์ตามสัญชาตญาณก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาในใจของมนุษย์เอง จนกลายเป็นกระแส จนเหมือนจะถูกยอมรับไปแล้ว มนุษย์คือ พันธุ์ที่โหดเหี้ยมเหมือนสัตว์ แต่สัตว์มีเจตจำนงเพื่อรักษาชีพและถิ่นของตน มิได้มีหลักยึด ปฏิบัติ เพื่อความดีงามด้านจิตใจ เหมือนมนุษย์ เป้าหมายหลักของมนุษย์คือความเห็นอก เห็นใจ การเข้าใจสัตว์โลกด้วยกันนี่คือ แหล่งกำเนิดคุณธรรม มโนสำนึกที่จิตใจของมนุษย์ อย่างที่บอกคือ กระแสสัญชาตญาณเดิม ที่ถูกกดทับไว้ด้วยหลักจริยศาสตร์ คุณธรรม ฯ เมื่อพลังด้านศีลธรรม จริยธรรม อ่อนแอลง พลังสัญชาตญาณดิบเถื่อนก็จะโดดเด่นขึ้นมา

จิตใจ จึงเป็นเหมือนเพชร ทอง ในชีวิตของมนุษย์ ที่จะพัฒนาไปจากการดึงดูดของสัญชาตญาณเดิม ให้ตกต่ำ ทำอย่างไรให้สายพันธุ์นี้ รู้ซึ้งถึงคุณค่าของ คำว่า"มนุษย์" หรือคำนี้ มันไม่สมควรใช้อีกต่อไป เนื่องจากกระแสโลก ล้วนตกต่ำ เกินที่จะใช้คำนี้เรียกพวกเราต่อไป เพราะมีแต่ความเหี้ยมเกรียม โหดร้าย สงคราม หลอกลวง แย่งชิง เห็นแก่ตัว ขาดมารยาท ความสุภาพ ความสง่างาม ความอดทน อดกลั้น ความเมตตา กรุณาต่อกันแล้ว นี่คุณลักษณ์ของสัตว์ป่าหรือไม่ หรือมันเป็นกฎแห่งกรรมที่พุทธศาสนาตราหน้า ชี้ชัด บอกให้มนุษย์ได้รู้ถึงภัยแห่งภพ ที่มาเกิดร่วมกัน แล้วมาสร้างวิบากกรรมร่วมกัน จึงกลายมาเป็นสายพันธุ์ที่คอยล้าง คอยผลาญ ข่มเหงกันไม่จบสิ้น มันเป็นเช่นพุทธองค์กล่าวถึงหลักการนี้หรือกระแสพฤติกรรมนี้ มีอยู่แล้วตั้งแต่เกิดหรือเพราะพระเจ้ากำหนดไว้

ในหลักพระพุทธศาสนาเน้นกันมากเรื่อง"การปล่อยวาง" แต่มันยังมีมนต์ขลังที่จะสามารถสั่งสอนกันอยู่ รับรู้กันอยู่หรือไม่ หรือต้องสรรหาคำพูดใหม่ หรือจะต้องอธิบายต้นธาตุความหมายจริงๆ หรือจะต้องชี้แจงตามพุทธประสงค์ของตัวเองใหม่ เนื่องจากโลกเดินทางไปไกล เกินที่ศาสนาจะเดินทัน หรือศาสนาเดินไปหลายโค้ง เกินที่โลกจะแหกโค้งไปได้ อะไรคือ พิกัดความหมายของคำว่า ปล่อยวาง หากศาสนามองว่า ให้มนุษย์ปล่อยว่างในแง่พฤติกรรมความชั่ว อะไรคือความชั่ว อะไรคือ ความดี ทั้งสองต้องชี้แจงไปพร้อมๆ กัน เนื่องจาก หากจะพูดในด้านใด ด้านหนึ่ง จะต้องพูดในอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เกิดการชั่งน้ำหนัก หรือเปรียบเทียบได้ชัดขึ้น ถ้าหากศาสนามองว่า ปล่อยวางความชั่ว เพื่อให้เกิดความดี ข้อนี้ มันไม่ง่ายดั่งพูดกัน

ดังนั้น ศาสนกรหรือนักธรรมทูตหรือนักเผยแผ่ศาสนาทั้งหมด จะต้องหาคำหรือหลักการใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับโลกสมัย และไม่ควรจะมาโต้แย้งกัน เพียงปลอบใจกันเองว่า หลักธรรมคำสอนของศาสนานั้นดีแล้ว แต่มนุษย์ต่างหากไม่ดี ไม่ทำตาม ข้อนี้เห็นว่า มองมนุษย์เป็นต้นเหตุ แล้วศาสนามิใช่ผลงานของมนุษย์หรือ ที่จริง ก็ไม่ควรมีฝ่ายใดผิดทั้งหมดหรือเต็มร้อย หากแต่ว่า ต้องอาศัยกัน ประคับประคองกัน เพื่อศึกษาต้นแท้ๆ ของมนุษย์เอง มนุษย์เกิดมาจากโลก ธรรมชาติ ป่า น้ำ ดิน ลม แสงแดด ฯ นี่คือ ต้นกำเนิดแท้ๆ และพวกเขาจึงต้องอาศัยสิ่งเหล่านี้สนับสนุน หากสิ่งเหล่านี้ล้มเหลวหรือขาดแคลน ไม่สมดุล ผลร้ายก็จะเกิดขึ้นมา ส่วนศาสนาเกิดมาทีหลัง ที่ต้องการให้มนุษย์ที่มีสัญชาตญาณดิบเถื่อน เมื่ออยู่ในป่า ในถ้ำ ให้เกิดพัฒนาที่ดีขึ้น ละเอียดขึ้น

เมื่อมนุษย์อพยพจากป่า มาสู่ชุมชนคนเมือง กลายเป็นสังคมบ้านเมือง นี่คือ จุดเริ่มต้นในการสร้างจุดบอด จุดดำในใจของมนุษย์ ไปพร้อมๆ กับพัฒนาการด้านเทคโนโลยี ภาษา การพัฒนาการปกครอง ความคิด ฯ ทำให้จิตใจ เกิดความฮึกเหิม เกิดความคิด จินตนาการใหญ่โต เกิดระบบเศรษฐกิจ ที่จะข้ามพ้นความอดอยาก เพื่อพัฒนาพลเมือง ประเทศชาตินั้นๆ ให้ใหญ่โตและมั่งคั่ง แต่สุดท้าย ก็ต้องแปรผันไปตามกฎสังคมโลก ผลพวงที่มนุษย์สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ที่ต่างจากสมัยอยู่ป่าคือ เกิดความฝันเกินฐานะ เกิดการสะสมขยะความคิดในใจ เกิดความอยากไม่มีสิ้นสุด เกิดความเห็นแก่ตัวมากขึ้น เกิดความขัดแย้ง จนกลายเป็นสงคราม ฯ โดยเฉพาะสังคมเมือง คือ รากเหง้าของความเจริญ (ไปสู่ความเสื่อม) และความเสื่อม (ไปหาทางให้เจริญ)

ในมุมมองของผู้เขียน บนฐานของศ.พุทธ ขอนำเอาคำว่า"กรรม"(การกระทำ) มาเป็นตัวเชื่อมโยงของมนุษย์กับพฤติกรรมของเขา พัฒนาทางกายภาพของมนุษย์ได้ไปไกลเกินที่นักวิทยาศาสตร์จะตามทัน ส่วนพัฒนาการด้านจิตวิญญาณ ยังคงลุ่มๆ ดอนๆ หน้าที่ของมนุษย์จริงๆ คือ ๑) หน้าที่ในการสืบค้นกายภาพของตนเอง เพื่อควาามยั่งยืนของการดำรงชีวิต ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และ ๒) การสืบค้นต้นธาตุแท้ของคุณสมบัติของจิต ที่มีคุณและโทษ ต่อมนุษย์เองว่า จะนำมาสร้างสรรค์และหาทางทำลายอย่างไร ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาคำว่า มนุษย์ ให้สู่จุดหมายที่เหนือกว่านี้ (อริยชน) จะเป็นไปได้ไหม ๒ หน้าที่หลักคือ พันธกิจของการอยู่รอด ส่วนหน้าที่ของนักปกครองก็มีหน้าที่หลักแตกต่างไปจากนี้ คือ ความมั่นคง เศรษฐกิจ การเมืองฯ

ในตัวมนุษย์ มีกล่องดำหรือเหวดำที่ถูกขุดเอาไว้ เพื่อสะสมผลการกระทำของตนเอง ตั้งแต่เกิด เพื่อเก็บข้อมูลเอาไว้ตอบสนองการดำรงชีวิต เมื่อข้อมูลถูกเก็บสะสมมากเข้า บางส่วน มันก็กลายเป็นผลที่กระตุ้นให้เกิดความคิดเกิดความอยาก ความฝัน และบางส่วน ก็กระตุ้นให้เกิดความไม่ชอบ เอนเอียง หรือเกิดการตอบโต้ ท้าทาย เพราะเชื่อมั่นในข้อมูล หลักการของสมองและความจำ ที่สุดมันก็กลายเป็นพฤติกรรม ของบุคคลิกภาพส่วนตัวไปเช่น นักศาสนา มีหน้าที่สอนคนอื่น นักการเมือง มีหน้าที่หาข้อมูลมากล่าวชี้แจง นักธุรกิจ มีหน้าที่หาทางสร้างผลกำไร นักปกครอง มีหน้าในการตรวจสอบความผิด ความยุติธรรม ทนายมีหน้าที่ แก้ต่าง ตำรวจมีหน้าที่จับ ตรวจ ฯ ตัวอย่างเหล่านี้ คือ บุคคลที่ได้สะสมข้อมูลของตนมา จึงเชื่อมั่นในหลักการของตน ถ้าบุคคลที่แอบแฝงหรือคนชั่ว อ้างในข้อมูลของบ้างละ จะเกิดอะไรขึ้น

ดังนั้น การกระทำคือ การสะสมผลพวงของตนเอง เมื่อข้อมูลของผลกรรมนั้นมากเข้า มันก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบุคคลิกภาพหรือกลายเป็นตัวตนของบุคคลนั้นได้ ที่สุดมันก็จะสะสมเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจ รอผลหรือรอข้อมูลสายพันธุ์ไม่ดีมาผสม บางทีอาจกลายพันธุ์เป็นคนชั่วร้าย เป็นนักการเมือง เป็นนักธุรกิจที่ไม่ดี นี่คือส่วนที่ถูกสะสมเอาไว้เป็นมรดกด้านพฤติกรรมของบุคคล ที่จะแสดงเอาข้อมูลเหล่านี้ออกมา ผ่านทางกายภาพคือ ทางตา ทางปาก ทางมือ เท้า และทางความคิด ทัศนะ ความเห็น ความฝัน ฯ จนกลายมาเป็นแรงปะทะกันกับคนอื่นๆ ที่มีทัศนะแตกต่างกัน ที่สุดก็เกิดขัดแย้ง แข่งกัน ตอบโต้กัน ทะเลาะกัน ท้าทายกันไปมา นี่คือ กระบวนการเสี้ยมสอนคน หลอมคนในเมืองให้เกิดความเห็นแก่ตัว เกิดความบาดหมางกัน เช่น การวิวาทะทางสื่อโซเชี่ยลมิเดีย เป็นต้น

นี่คือ ผลที่เกิดขึ้นในชุมชน สังคม ถ้าเกิดการพิพาทกันระหว่างประเทศอะไรจะเกิดขึ้น หนักไปกว่านี้ เกิดข้อพิพาททางทวีปละ นั่นคือ ชนวนที่จะนำพาไปสู่การเกิดสงคราม นี่คือ การสะสมผลกรรม ที่แต่ละคนสร้างไว้ และสร้างมาตั้งแต่เกิด (ไม่กล่าวถึงอดีตชาติ) มันจะกลายเป็นข้อมูลที่จะผลักดันตนเอง ให้ไปสู่การคิด การกระทำ ด้วยความเชื่อมันของตนเอง ส่วนสังคม ประเทศชาติ ก็มาจากการสะสมความขัดแย้งระหว่างประเทศ ด้านการเมือง เศรษฐกิจ ความมั่นคง ฯ จนสะสมไปสู่การหวาดระแวงกัน และนำไปสู่การสะสมอาวุธ เพื่อทำลายกัน นี่คือกรอบของกรรมของมนุษย์เอง ที่ไม่ได้มองเห็นผลการกระทำของตนเองหรือผู้นำ ที่จะนำผลร้ายมาสู่ส่วนรวม มองให้กว้าง ในแง่ผลลัพธ์ เพราะเราเกิดร่วมกัน ร่วมโลกกัน จึงต้องรับผลร่วมกัน

ที่กล่าวมาทั้งหมด ทั้งมวลนี้ ผู้เขียนพยายามโยงให้เห็นต้นกำเนิดของความเป็นมนุษย์ในตัวมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ได้วิเคราะห์ตนเองให้รอบคอบ เราทั้งหมดคือ เป็นต้นเหตุให้พวกเราเอง หลงกระแสโลก และเส้นทางของชีวิต ซึ่งแท้จริงแล้ว เราไม่ได้ถามตนเองลึกๆ เดี่ยวๆ สงบๆ เลยว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร เพื่อตนเอง เพื่อลูกเมีย ญาติ ชุมชน สังคม ประเทศชาติหรือโลก เราแยกออกได้ไหมว่า ลูกเมีย ญาติ สังคม ประเทศ โลก ช่วยพัฒนาเราด้านในหรือด้านจิตอย่างไร พระพุทธศาสนาเน้นมากที่สุดที่ "ตัวเอง : จิตพิสัย ทัศนพิสัย"ที่จริง จิตเองก็ไม่ได้วิเศษ วิโส ขนาดไม่อาศัยสิ่งภายนอก หากแต่มันเองก็ต้องได้รับแรงจากภายนอกหรือตัวแปรจากข้างนอก เป็นเครื่องส่งเสริมให้พัฒนาเจริญขึ้นด้วย จิตจะมีกัมมันตะด้วยตัวเอง ก็ต่อเมื่อมีแรงสนับสนุนกล่าวคือ กาย และตัวแปรด้านนอก แต่อย่าลืมว่า หากตัวมันเองได้รับตัวแปรจากด้านนอกมากเกินไป มันก็จะกลายเป็นทรยศหรือพยศ เพราะมันเหลิงในข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าไป นั่นเรียกว่า"วาสนาของจิต"(Disposition)

เมื่อสืบค้น วิเคราะห์ตามพุทธทัศน์แล้ว รากเหง้าของพฤิตกรรมมนุษย์ยุคใหม่ มาจาก"ไตรวาสนา"(Tree Roots of Behavior) กล่าวคือ --

๑)"ความอยาก"(Desire) มันคือ รากเหง้าในการเอาตัวรอด เมื่อมันเอาตัวรอด มันก็ต้องการเสวยกาลของชีวิต ด้วยการเสพสุข สบาย อิสระ ความพอใจ ในสิ่งต่างๆ ที่ตนเองอยากตามสัญชาตญาณเก่า โดยไม่สนใจว่า ใครจะเดือดร้อน หรือหิวโหย ขอเพียงตนได้เสวยสุขก็พอ ที่น่ากลัวคือ มันไม่มีลิมิตในการแสวงหาความต้องการ เหมือนเศรษฐีที่มีฐานะรุ่งรวย แต่ไม่เคยจนความอยากเลย หากทบทวนชีวิตในแรกเริ่ม เราอาจเห็นความก้าวหน้า การพัฒนาของมนุษย์ที่ก้าวไปไกล แต่เป็นเพียงพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ศ.พุทธจึงกระตุ้นให้คิดสละ การบริจาค เพื่อสลัดความยึดในตนเอง และเครื่องเคียงที่ได้มา ออกจากจิตเสียบ้าง เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น ที่สำคัญคือ เพื่อความเบาจิต เมื่อคราสิ้นลม ลาโลกอย่างไร้กังวลใดๆ

๒)"ความไม่พอใจ"(Dislike) มันเริ่มต้นเมื่อเป็นทารก เมื่อหิวก็ร้องเอา เมื่อไม่ชอบก็ร้องปฏิเสธออกมา ความชอบและไม่ชอบเกิดมาตั้งเด็กทารก พอเป็นเด็กก็อาศัยวิธีแบบทารกอีกคือ ร้องไห้ เพื่อเรียกร้องขอความเห็นใจ นั่นคือ ความไม่ชอบให้ใครขัดแรงใจที่เรียกร้องเอา ลักษณอาการของอารมณ์ทั้งสอง จึงผลัดกันขึ้น ผลัดกันครองจิตใจ ที่สะอาดมาแต่เดิม เมื่อถูกสะสมอารมณ์ดังกล่าวครอบงำ มันจึงถูกเทคโอเวอร์ในที่สุด ความชอบ ความพอใจ กับความไม่ชอบ ไม่พอใจ เหมือนจะมาใกล้กันเสมอ แต่ดูน้ำหนักของความไม่ชอบใจ นะเหลื่อมล้ำนำหน้าเสมอ อะไรคือ รากฐานความไม่พอใจ ที่กระตุ้นไปสู่ความเข้มข้นคือ ความโกรธ น่าคิดว่า สมัยเด็กเราถูกตามใจ พ่อแม่ตามใจ พอไม่พอใจก็ยิ่งได้ใจ พอโตขึ้นมีความสามารถ เก่งขึ้น ได้กลายเป็นผู้นำชน มีอำนาจประเทศ ก็สะสมความไม่พอใจไว้มากมาย นั่นคือ พลังการเก็บสะสมความไม่ชอบใจ จึงแสดงผลหรือสาธิตความจริงของจิตใจลึกๆ ออกมาในปัจจุบัน

ในทางศ.พุทธก็มีวิธีเรียนรู้เรื่องนี้ เพื่อให้ระงับความโกรธ ความไม่พอใจลง กล่าวคือ การสะสมการทบทวนพฤติกรรมตัวเองหลังการทำกิจกรรม หรือขณะทำกิจกรรมสร้างสติ ให้เข้มข้น เช่น นั่งสมาธิ ดูลมหายใจ นั่งนิ่งๆ ดิ่งในตนเอง ดึงกิจกรรมเก่ามาทบทวนใหม่ เพื่อให้เห็นภาพพจน์ตัวเองมากขึ้น ถ้าเข้มกว่านี้คือ ฝึกอิริยบถย่อยของกาย ที่เคลื่อนไหว อย่างช้าๆ เพื่อให้เห็นเจตจำนงของจิตและกาย ว่ามันสัมพันธ์กันอย่างไร พูดง่ายๆคือ ระเบิดภายในออกมาดูพฤติกรรมภายนอกของตน แต่วิธีนี้ มันไม่เวิร์กดอก สำหรับคนที่มีโทสะจริต เพราะเขายังคิดว่า มีพลัง อำนาจ มีร่างกายแข็งแรง มีจิตในกล้าหาญ เขาจะค่อยๆ ลดพลังความก้าวร้าว เย่อหยิ่ง อัตตา และยอมรับความจริงได้ เมื่อถึงวัยชราภาพลง ถ้าถึงเวลานั้น ไม่ลดความโกรธ ความไม่พอใจลง เห็นทีความสุภาพชน ความสง่างาม ความเมตตา อ่อนโยน คงหาได้ยากจากคนแก่ชรา นั่นคือ ผลที่การสะสมพฤติกรรมไว้ เป็นวาสนาสันดานในจิตใจ จนถึงวันตาย

(๓) "ความเขลา"(Ignorance) ความเขลาหรือความโง่ ไม่มีในมนุษย์ดอก หากแต่ผู้คน (ที่มีอำนาจ เจ้านาย) มักจะเรียกหรือดูหมิ่นคนดื้อหรือคนไม่ทำตาม ยกเว้นคนสติปัญญาอ่อน ความเขลามีมาแต่เกิดตามที่ศ.คริสต์บอกไว้ว่า อาดัม อีวา ดื้อพระเจ้า นั้นจริงหรือไม่ หรือมันเกิดมาจากการไม่รับรู้ ไม่แสวงหาความรู้ ไม่ฝึกฝนตนเอง มากกว่าจะเชื่อในอำนาจที่ถูกผูกติดกับโชคชะตาราศีของมนุษย์ อริสโตเติ้ลมองว่า มนุษย์เกิดมามีศักยภาพ (Potential) อยู่ในตัวเองแล้ว ในขณะพระพุทธองค์ก็เน้นว่า มนุษย์คือ สัตว์ชนิดเดียวที่สามารถเป็นอรหันต์ เพียงแต่อย่าดูหมิ่นตนเอง แม้เราจะอ้างหลักการ วิชาการ จิตวิตทยา ชีวิวทยา ศาสนา ฯ ว่า มนุษย์โง่ตามเหตุนั้น ปัจจัยนั้นก็ตาม มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมดหรือไม่ใช่มาตรฐานสากลที่วัดค่าได้

ความเลขาหรือความโง่ เป็นเพียงภาษาที่บัญญัติขึ้นมาเปรียบเทียบกับคนที่รู้เท่านั้น แท้จริงมนุษย์มีคุณสมบัติในตัวเอง แต่มนุษย์ถูกสัญชาตญาณเบียดบัง แทรกแซงหรือถูกแรงกรรม ผลวิบากเบียดเบียน ให้พลิกผันชะตาชีวิตเป็นไปเช่นนั้น เรื่องนี้ดูเหมือนจะแยกกันออกยาก ระหว่างความโง่กับความแรงกรรม หรืออาจเป็นทั้งสองที่เกื้อกูลหนุนเนื่องให้เกิดความเขลาขึ้นมา อีกประการ ปัจจัย ๒ อย่างข้างต้นนั้น (อยาก โกรธ) ก็เป็นเหตุ เป็นผล ให้ผู้คนกลายเป็นคนโง่ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดี มนุษย์ทุกคน (ที่ไม่พิการ) มีพลังงานหรือมีศักยภาพในตัวเองทุกคน อยู่ที่ว่า จะมีโอกาส มีช่องทางที่แปลงพลังตนเองได้หรือไม่ ดังนั้น ความเขลา ความโง่ เป็นพื้นฐานของมนุษย์อยู่แล้ว อยู่ที่ว่า เราจะมีโอกาสก้าวกระโดดหนีความเขลาหรือจะถูกสัญชาตญาณหล่อหลอมจนเขลาหรือให้ อยากได้ หรือว่าจะโมโห จนโง่เขลาหรือไม่

ดังนั้น เหวดำหรือหลุมดำของมนุษยชาติที่เป็นสมบัติเฉพาะตัวของแต่ละคนคือ ๑) การสะสมความอยากมาตั้งแต่ทารก จนก่อร่างสร้างอยาก เป็นความฝัน ที่ถูกกระตุ้นต่อยอดให้กลายเป็นอัตตาของตนเอง ๒) การสะสมความต้องการ ไม่ต้องการมาตั้งแต่ทารกเช่นกัน ในคราวไม่ชอบก็ร้องไห้ ในคราวชอบก็เรียกร้องเอา จนกลายเป็นวาสนา ที่ฝังแน่นในกระแสจิตใจ เรื่องนี้เป็นกลไกทางด้านชีววิทยาที่ต้องการหาข้อมูลไว้ตอบสนองในการเอาตัวรอด จนเติบโต จนกลายเป็นความไม่ชอบ ใช้อำนาจ ใช้กำลัง เพื่อแย่งชิง เช่น สัตว์ตัวผู้ต้องมีร่างกายกำยำ บึกบึน แข็งแรงเป็นต้น มันก็เลยผสมผสาน ก่อร่างสร้างกลไกขึ้นมาเป็นตัวตน ๓) ความโง่ ความเขลา ความหลง คือ พื้นฐานของมนุษย์ที่เกิดมาเป็นทารก หากเขาไม่ได้ศึกษา หาความรู้ พื้นฐานนี้ จะไปสนับสนุนสัญชาตญาณให้เข้มแข็งแทน เหมือนคนป่า กระนั้น คนป่านั้น ก็ไม่ได้โง่อย่างที่คนเมือง (มีการศึกษา) ด่าเขาว่า โง่

แต่สิ่งที่ทั้งคนป่าและคนเมืองมี"ความหลง"หลงในภาพมายา หลงในตัวเอง ในชีวิต หลงสมบัติ หลงในอำนาจ หลงในการเสพสุขหรือ หลงทั้งหมด ที่ไม่รู้ความจริงของเป้าหมายชีวิต จึงติดในกับดักเหวลึก หลุมดำของตนเอง คิดว่า ตนเองฉลาดพอ ที่จะเอาชนะพลังอำนาจธรรมชาติได้ (กฎของธรรมชาติในตัวเอง : กรรม กฎ กาล) ประเด็นนี้ไม่ได้ยกตัวเอง หากแต่เราทั้งหมดคือ ผู้ที่ร่วมโลกด้วยกัน เรากำลังพากันไปสู่ความฝันคือ รุ่งรวย อิสระ ความสุข นี่คือ สังคมโลกพาเราไป เราไม่ได้คิดเลยว่า เขาจะพาเราไปเป็นเช่นนั้นจริง หรือจะเป็นกลไกให้เขาหลอก โดยไม่รู้ตัว นี่คือ ความเขลา ที่เรามีกันทุกคน แหละนี้คือ เหวดำของแต่ละคนครับ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ค้นหาตัว



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

....สำหรับคนที่มีโทสะจริต เพราะเขายังคิดว่า มีพลัง อำนาจ มีร่างกายแข็งแรง มีจิตในกล้าหาญ เขาจะค่อยๆ ลดพลังความก้าวร้าว เย่อหยิ่ง อัตตา และยอมรับความจริงได้ เมื่อถึงวัยชราภาพลง ถ้าถึงเวลานั้น ไม่ลดความโกรธ ความไม่พอใจลง เห็นทีความสุภาพชน ความสง่างาม ความเมตตา อ่อนโยน คงหาได้ยากจากคนแก่ชรา นั่นคือ ผลที่การสะสมพฤติกรรมไว้ เป็นวาสนาสันดานในจิตใจ จนถึงวันตาย....

อ่านได้มัน คันยุกยิกเลยล่ะครับท่าน

ขอบคุณครับ