หนังสือ กระบวนการภาวนาศึกษา เมื่อความรู้แปรเป็นความรักแปลจาก Meditation as Contemplation Inquiry : When Knowing becomes Love เขียนโดย Arthur Zajonc ปี 2009 แปลโดยพินทุสร ติวุตานนท์ พิมพ์โดยสำนักพิมพ์สวนเงินมีมา พ.ศ. ๒๕๕๖ บอกเราว่าในยุคนี้การปฏิบัติสมาธิภาวนา ได้ออกจากวัดสู่ วงการฆราวาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกตะวันตก ผู้คนเห็นคุณค่าของการปฏิบัติสมาธิภาวนาต่อทักษะชีวิต ช่วยให้เผชิญชีวิตที่มีความวุ่นวายได้โดยไม่เครียด รวมทั้งช่วยยกระดับมิติของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ รวมทั้งให้เป็นคนมีจิตใจดี มีเมตตากรุณา ดังชื่อของหนังสือ


หนังสือเล่มนี้เน้นความสงบวิเวกสำหรับปฏิบัติสมาธิภาวนา ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ แต่ชื่อหนังสือว่า “ภาวนาศึกษา” ทำให้ผมตีความว่า กินความมากกว่า “สมาธิภาวนา” ที่มีผลฝึกใจจดจ่อแน่วแน่ เป็นจิตที่มีพลัง ผมมีความเห็นว่า ในการปฏิบัติภาวนานั้นต้องมีส่วน “ปัญญาภาวนา” คือพิจารณาเรื่องผิดชอบดีชั่วด้วย มิฉนั้นก็จะเกิดผู้เชี่ยวชาญสมาธิภาวนาขี้โกง ตั้งตัวเป็นเจ้าสำนัก แต่จูงใจสาวกด้วย ความโลภ จนจิตใจตนเองก็มัวเมาไปด้วย จนเจ้าสำนักโกงเงินวัด และร่วมมือกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน โกงเงินชาวบ้านอย่างที่เห็นอยู่

เก่งสมาธิ แต่ขาดปัญญา เดินสู่ทางอบายที่เป็นมิจฉาทิฐิได้ง่าย


การปฏิบัติภาวนาจึงต้องมีทั้งสองด้านในขณะเดียวกัน คือ “ใส่ใจอย่างจดจ่อ” กับ “ใส่ใจอย่างเปิดรับ” (รูปในหน้า ๕๔) ผมจึงตีความว่า “ใส่ใจอย่างเปิดรับ” ฝึกได้ในชีวิตการทำงานประจำวัน โดยผู้เขียนหนังสือคือ ศาสตราจารย์ซาย็องค์ แนะนำว่า ต้องใช้พลังของความถ่อมตน ความรักความเมตตา และปิติสุข (ผู้แปลใช้คำว่าความ ปลาบปลื้ม) ที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติภาวนา


เมื่ออ่านไปถึงหน้า ๗๒ มีหัวข้อ การปฏิบัติจิตตปัญญาจากฐานกาย ที่บอกว่าได้แก่ไทเก๊ก โยคะ และการปฏิบัติโดยการเคลื่อนไหวอื่นๆ รวมทั้ง eurythmy ทำให้ผมได้คำอธิบายว่า ผมเป็นคนไม่ถนัดทำสมาธิภาวนาจากฐานใจ แต่ได้ปฏิบัติมาตลอดเวลา ๓๔ ปีโดยการวิ่งตอนเช้า เข้าใจอย่างนี้ถูกหรือผิดก็ไม่ทราบ


แล้วในหน้าตรงกันข้าม (หน้า ๗๓) ก็มีหัวข้อ ชุมชนจิตตปัญญา ที่ผมนึกถึงวัดที่กำลังฉาวโฉ่เรื่อง เจ้าอาวาสโกงเงินทันที ผมคิดว่านั่นเป็นชุมชนที่มีพลังมาก จากอานุภาพของสมาธิภาวนา จึงน่าจะเรียกว่าเป็น “ชุมชนจิตตภาวนา” แต่ไปไม่ถึงจิตตปัญญา เพราะปัญญามีมิติของความดีงามเป็นฐาน ไม่ใช่ความโลภและ ขี้โกงเป็นฐาน


ในหน้า ๑๔๓ มีหัวข้อ สัมผัสในภาวนา และในหน้าต่อๆ ไปเรียกว่าผัสสภาวนา ทำให้เห็นว่าสิ่งที่ใช้ เพ่งสมาธิภาวนาอาจเป็นอะไรก็ได้ และเมื่อถึงหน้า ๑๙๔ มีหัวข้อ การภาวนาในสถานการณ์ ก็ยิ่งยืนยันว่าคนเราสามารถภาวนาเมื่อไรก็ได้


ผมตีความหนังสือเล่มนี้ว่า การภาวนาเป็นการฝึกฝน “ทักษะหยั่งรู้” ต้องคู่กับการฝึกฝน “ทักษะรับรู้” (บทที่ ๖) ซึ่งคนรุ่นผมถูกลดทอนความสามารถนี้ลงไปมาก จากการศึกษาแบบสอนความรู้สำเร็จรูป สอนให้เชื่อ ตำรา หรือครู ตอนนี้เรามี “การศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑” ที่เน้นการเรียนจากการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญ ไตร่ตรองสะท้อนคิด คนที่ผ่านการศึกษาแบบใหม่ จะมีทั้งทักษะรับรู้และทักษะหยั่งรู้ดีกว่าคนรุ่นผมเป็นอันมาก


ผมเข้าใจว่าคุณค่าของการปฏิบัติสมาธิภาวนาหลายส่วนมีลักษณะเป็นความรู้สึก ไม่สามารถสื่อสารได้ลึกผ่านตัวหนังสือ คนที่จะรู้คุณค่าที่ลึกคือผู้ที่ปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่ใช่ผ่านการอ่านหนังสือ แต่การอ่านหนังสือก็ช่วยให้เกิดการตีความ และเกิดปัญญากว้างขวางยิ่งขึ้น ยิ่งอ่านหนังสือที่เขียนโดย ศาสตราจารย์ ซาย็องค์ ศาสตราจารย์สาขาฟิสิกส์ ผู้ผ่านการปฏิบัติสมาธิภาวนาอย่างสม่ำเสมอมาเป็นเวลานานถึง ๓๕ ปี ยิ่งจะเป็นหนังสือที่มีความลุ่มลึกและเชื่อมโยง แต่การอ่านหนังสือไม่ทดแทนการปฏิบัติ


เวลานี้การปฏิบัติสมาธิภาวนาได้เข้าสู่โรงเรียนแล้ว ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ดังตัวอย่าง โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา นักเรียนทุกคนทุกชั้นเริ่มวันด้วยกิจกรรมจิตศึกษา ที่มีเป้าหมายพัฒนาเด็ก จากด้านใน ซึ่งอาจมองอีกมุมหนึ่งว่า เพื่อพัฒนา Executive Function & Self Regulation ซึ่งเป็นการเรียนรู้ อย่างหนึ่งที่สำคัญต่อการมีชีวิตที่ดี เวลานี้ผมเชื่อว่ามีโรงเรียนในประเทศไทยประมาณสองสามร้อยโรง ฝึกจิตศึกษาให้แก่นักเรียนในตารางสอนประจำวัน


คุณค่าของภาวนาศึกษาที่แท้ ไม่ใช่แค่เพื่อจิตที่มีพลังเท่านั้น แต่เพื่อจิตที่มีความดีงามควบคู่ไปด้วย



วิจารณ์ พานิช

๗ ก.ย. ๕๙