Keep trying --- until you master it.

การเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายสุขภาพ สร้างได้จากสิ่งนี้เอง

ฉันเคยรู้สึกประหลาดใจตัวเอง ที่เวลามองเห็นใครสักคนเดินหรือเคลื่อนไหวแบบแปลกๆ แล้วฉันจะคิดขึ้นมาในหัวโดยอัตโนมัติว่า น่าจะยืดตรงนั้นสักนิด เพิ่มแรงกล้ามเนื้อตรงนี้สักหน่อย

เคยสอนนักศึกษาในชั้นเรียนว่า เมื่อไหร่ที่คุณมีดวงตาเห็นความผิดของการเคลื่อนไหวของคนบนท้องถนนแล้วละก็ เมื่อนั้นให้เริ่มเรียกตัวเองว่านักกายภาพบำบัดได้เลย

สิ่งเหล่านี้เกิดมาได้อย่างไร เกิดขึ้นเมื่อไหร่

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้สอนหัวข้อ การให้เหตุผลทางคลินิก (Clinical Reasoning )ในวิชาการตรวจประเมินและวินิจฉัยทางกายภาพบำบัด สำหรับนักศึกษาปี 2 ที่ยังไม่เคยสัมผัสเกี่ยวข้องกับผู้ป่วยเลยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องครุ่นคิดมากทีเดียวว่าจะทำอย่างไรให้เข้าใจแนวคิดนี้ได้

ในที่สุด ก็ใช้วิธีสอนด้วยการตั้งคำถามตามแบบที่ถนัด

“เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เราเป็นโรคเหล่านี้”

  1. หวัด
  2. ไข้หวัดใหญ่
  3. ภูมิแพ้
  4. เอดส์

“ถ้าเราคิดว่าเราเป็นโรคใดโรคหนึ่ง เราจะจัดการกับตัวเองอย่างไร”

ชั้นเรียนสนุกสนานดี เพราะทุกคนตอบได้ว่า โรคแต่ละชนิดน่าจะมีประวัติและอาการอย่างไร แม้จะมีวิธีการจัดการต่างกันบ้างสำหรับนักศึกษาแต่ละกลุ่ม แต่ในที่สุดเราก็ได้ “Pattern Recognition” ของการวินิจฉัยและการจัดการรักษาออกมา

––––––––

นักศึกษายังคงเป็น “คนใหม่” ที่ยังไม่ได้เป็นนักกายภาพบำบัดจริงๆ เราคงไม่อาจคาดหวังให้นักศึกษาที่ลงฝึกงานในคลินิกสัปดาห์แรกๆบอกเราได้ทันทีว่า ผู้ป่วยเป็นอะไร จะทำอะไรต่อดี (แม้บางครั้ง เราจะบ่นว่าทำไมมันไม่รู้เรื่องเอาเสียเลย)

ใน “คนใหม่” การคิดให้เหตุผลทางคลินิกยังต้องใช้วิธีการลดทอนสมมติฐาน (Hypothesis Deduction) อยู่ วิธีการนี้ นักกายภาพบำบัดจะต้องนำความรู้ทางทฤษฎีที่เรียนมาเกี่ยวกับภาวะโรคต่างๆ มาประยุกต์เชื่อมโยงกับข้อมูลทางคลินิกที่เขาได้จากผู้ป่วย แล้วสร้างสมมติฐานหลายๆข้อขึ้นมาในหัว (หรือในกระดาษที่ครูบอกให้เขียน) จากนั้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยๆด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างครอบคลุม เพื่อยืนยันหรือตัดสมมติฐาน (Rule in/Rule out) จนในที่สุดจะได้สมมติฐานที่เป็นไปได้อย่างสมเหตุสมผลมากที่สุด และใช้สิ่งนั้นเป็น “การวินิจฉัย” (Diagnosis)

ปัญหาคือบางทีคนใหม่อาจมีความรู้ไม่พอจะสร้างสมมติฐาน หรือไม่รู้ว่าแต่ละสมมติฐานจะใช้ข้อมูลใดยืนยัน หรือแม้แต่ทักษะค้นหาข้อมูลและตรวจร่างกายก็ไม่มีพอที่จะได้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อยืนยันสมมติฐานของตน ครูทางคลินิกจึงจำเป็นต้องบอกให้ได้ว่า แท้จริงแล้วปัญหาของนักศึกษาแต่ละคนนั้นคืออะไร เพื่อจะได้ช่วยให้เขาทำให้ได้ (ซึ่งสิ่งนี้ก็ต้องใช้ทักษะของครูที่จะบอกให้ได้เหมือนกัน)

เมื่อ”คนใหม่” ได้เจอผู้ป่วยมากขึ้น หลากหลายขึ้น เขาจะสร้างแบบแผนการจดจำ (Recognition Pattern) ขึ้นมา บางตำราใช้คำที่น่าสนใจอีกคำว่าเป็น “บทของความเจ็บป่วย” (Illness Script) คนใหม่ที่กำลังพัฒนาตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญ จะสะสมแบบแผนนี้ไว้ในเนื้อในตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ร่วมกับทักษะทางคลินิกอื่นๆ เช่น การหาข้อมูล ตรวจร่างกาย ประเมินข้อมูล วางแผนการรักษา และการจัดการ

แม้แต่คนที่มีประสบการณ์แล้วอาจไม่รู้ตัวว่าจริงๆเราก็ลองถูกลองผิด (แบบมีชั้นเชิงมากขึ้น) อยู่ตลอดเวลาเมื่อเราพบผู้ป่วยใหม่ๆในแต่ละวัน มีข้อแนะนำว่าวิธีการที่จะพัฒนาความเชี่ยวชาญทางคลินิกได้รวดเร็วขึ้น คือการฝึก “สะท้อนคิด” (Reflection) โดยให้เวลาตัวเองได้ย้อนกลับไปใคร่ครวญสิ่งที่ได้ทำและเรียนรู้ในแต่ละรายแต่ละวัน เพื่อสรุปบทเรียนว่าสิ่งที่ทำนั้นได้ผลหรือไม่เพียงใด

แต่ไม่ใช่ว่าผู้เชี่ยวชาญจะใช้การจำแบบแผนอย่างเดียวในการทำงานในคลินิก เมื่อเจอกับกรณีแปลกใหม่ หรือเมื่อใช้วิธีตามแบบแผนแล้วไม่ได้ผลดี ไม่เป็นไปตามบทของความเจ็บป่วยแบบเดิมที่เคยเห็น นักกายภาพบำบัดก็มักจะถอยไปใช้การตั้งและลดทอนสมมติฐานอีกครั้ง และจะทำให้คนนั้นมีโครงข่ายของแบบแผนทางคลินิกเพิ่มขึ้น

การเป็นผู้เชี่ยวชาญในสายสุขภาพ สร้างได้จากสิ่งนี้เอง

แค่ลองคิดดู ลองทำดูเรื่อยๆ จนกว่าเราจะทำได้

PRACTICE MAKES PERFECT

PRACTICE MAKES PERMANENT.

คราวหน้าจะเขียนเพิ่มเติมเรื่องที่ว่า เราจะใช้การปฏิบัติโดยอิงหลักฐาน (Evidence Based Practice) ในการคิดให้เหตุผลทางคลินิกได้อย่างไร



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Life of Mann



ความเห็น (1)

Witaya Mathiyakom
IP: xxx.158.255.86
เขียนเมื่อ 

Thanks for sharing. I would be interested in hearing your thought on "Reflective learning" in clinical practice. :-)