ช่วงเช้าวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ ผมไปร่วมการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล


เป็นครั้งแรกในรอบ ๘ ปี ที่ผมเข้าทำเนียบรัฐบาลหลังจากไปครั้งสุดท้ายสมัย อ. ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งผมไปร่วมประชุมหลายครั้ง แต่ก่อนหน้านั้น สมัยทำงานที่ สกว. ผมไปประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลบ่อยเพราะ สกว. อยู่ใต้สำนักนายกรัฐมนตรี ท่านปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น คือท่านปลัดอภิลาศ โอสถานนท์ ถึงกับบอกให้ผมไปร่วมประชุมอธิบดีในสังกัดสำนักนายกฯ แต่ผมขอไม่ไป เพื่อรักษาระยะห่างจาก bureaucracy


อ่านเอกสารประกอบการประชุมและทบทวนความเข้าใจจากการประชุมคณะอนุกรรมการเตรียมการ ภารกิจ สสค. แล้ว ผมตีความว่าคุณค่าของ สสค. ต่อการยกระดับคุณภาพการศึกษาอยู่ที่การทำงานวิชาการ เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทำงานวิชาการจากการปฏิบัติ ร่วมกับผู้ปฏิบัติหนุนให้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้นำการ เปลี่ยนแปลงโดย สสค. มีต้นทุนที่รู้ว่าการริเริ่มสร้างสรรค์อยู่ที่ไหนที่จะไปทำงานต่อยอด


วาระการประชุมเพื่อขอคำแนะนำ เป็นเรื่องรายงานผลการศึกษาเบื้องต้น เรื่ององค์ความรู้ด้านการพัฒนากำลังคนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และตอบสนองต่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ คุณสุวรรณี คำมั่น และ ศ. ดร. สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเสนอว่า ต้องคิดใหม่ให้มากๆให้สมกับเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ


ฟังแล้วผมคิดว่า เรื่องที่ทีมวิจัยควรเอาใจใส่มี ๒ ด้าน คือด้านการเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ กับด้านการแก้ส่วนกิจกรรมในห้องเรียน ที่วงการศึกษากำลังปฏิบัติในแนวทางที่ผิดพลาดอยู่ ซึ่งผมมีความเห็นในส่วนหลังว่า (๑) ความเหลื่อมล้ำอยู่ในห้องเรียนสูงมาก จากการที่ครูมักเอาใจใส่เฉพาะเด็กเก่ง(๒) เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาปีะเกือบสามแสนคนปัจจัยสาเหตุ root cause น่าจะเป็นเพราะวงการศึกษาไม่ได้เอาใจใส่ Chickering’s Seven Vectors of Identity Development ทำให้เด็กวัยรุ่นจำนวนมากไม่รู้จักตัวเอง ไม่มีเป้าหมาย ชีวิตเมื่อเผชิญกับความยากลำบากในการเรียน


รองเลขาธิการสภาการศึกษา เสนอว่า ควรเน้นนโยบายส่งเสริมการตีค่าตอบแทนกำลังคนตามมาตรฐาน คุณวุฒิ ไม่ใช่ให้คุณค่าตามระดับการศึกษาเท่านั้น ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง


ในวาระสุดท้ายของการประชุม เป็นเรื่องการจัดตั้งองค์กรที่เป็นองค์การมหาชนชื่อ สถาบันสร้างเสริมการเรียนรู้ (สสค.) เพื่อทำภารกิจ สนับสนุนการปฏิรูปและบริหารจัดการการศึกษาโดยสร้างเสริมศักยภาพและความพร้อมแก่พื้นที่สร้างความรู้เชิงระบบและพัฒนาต้นแบบและรณรงค์สร้างกระแสให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” โดยทางรัฐบาลและ กระทรวงศึกษาธิการต้องการ ให้ทำหน้าที่ในช่วงเร่งด่วนคือ เข้าไปหนุนการทำงานของ กศจ. (คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด)


สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือ สสค. ไม่ได้เข้าไปทำงานทดแทนองค์กรที่มีอยู่แล้ว แต่ตั้งขึ้นเพื่อทำงานวิชาการเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ทำงานวิชาการจากการปฏิบัติร่วมกับผู้ปฏิบัติหนุนให้ผู้ปฏิบัติ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เน้นให้ดำเนินการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่รายจังหวัด แล้วมีกลไกแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการและผลลัพธ์ที่เกิดจากการริเริ่มสร้างสรรค์ในแต่ละพื้นที่


ผู้ปฏิบัติที่เอ่ยถึงอยู่ใน ๓ กระทรวงหลัก คือ ศึกษาธิการ, พม., และแรงงานคือ สสค. จะทำหน้าที่ด้าน วิชาการเพื่อยกระดับคุณภาพของพลเมืองไทยในที่ประชุมมีการพูดถึงอีกหลายกระทรวง เช่น สาธารณสุขมหาดไทย เป็นต้น


ท่านประธานกล่าวปรารภก่อนการประชุม ว่า สสค. มีความสำคัญต้องการร่วมแรงร่วมใจ คือต้องทำงานร่วมกับพลังประชารัฐด้วย


ผมนั่งสังเกตท่านประธานของการประชุม คือพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่คอยสรุปเป็นระยะๆ แล้วเห็นในความสามารถของท่าน แต่เมื่อได้ฟังขึ้นตอนการดำเนินการเพื่อออกพระราชกฤษฎีกาเป็นองค์การมหาชนแล้ว ก็อ่อนใจว่าคงจะต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า ๑ ปีต้องผ่านด่านต่างๆ อีกมาก สิ่งที่ผมสังเกตได้จากการประชุมคือ การทำงานเป็นทีมภายในรัฐบาลน่าจะไม่แน่นแฟ้นนัก


เนื่องจาก สสค. ในสภาพปัจจุบันจะต้องเข้าไปช่วยขับเคลื่อนการทำงานของ กศจ.ผ่านการสร้างความรู้เชิงระบบ และการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ผมจึงเห็นว่า ควรจัดทำวีดิทัศน์ของโครงการนำร่อง ๑๕ จังหวัดที่มีอยู่แล้วชี้ให้เห็นว่า แต่ละจังหวัดฝันอยากเห็นอะไรเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น มีการทำอะไรใครทำบ้างเห็นผลอะไรส่วนไหนบ้างที่เป็นข้อเรียนรู้สำหรับจังหวัดอื่นได้

ท่านรองนายกประจิน กล่าวว่า Thailand 4.0 เน้นคนและเทคโนโลยี สสค. จะต้องเน้นการเข้าไปทำงานสนับสนุนการพัฒนาคนตามเป้าหมายนี้


วิจารณ์ พานิช

๔ ส.ค. ๒๕๕๙