​เลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ ๑๓. ช่วยเด็กใบ้เฉพาะกิจ


บันทึกชุดเลี้ยงลูกยิ่งใหญ่ นี้ ตีความมาจากหนังสือ Raise Great Kids : How to Help Them Thrive in School and Life ซึ่งเป็นหนังสือชุดรวบรวมบทความเด่นจากนิตยสาร Scientific American Mind หนังสือเล่มนี้เพิ่งออกจำหน่ายในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๙

บันทึกที่ ๑๓ ช่วยเด็กใบ้เฉพาะกิจ ตีความจากบทความชื่อ Beyond Shynessโดย Claudia Wallis บรรณาธิการบริหารของวารสาร Scientific American Mind

โรคนี้ในภาษาอังกฤษเรียกว่า selective mutism อาจแปลว่าเป็นใบ้หรือไม่พูดในบางสถานการณ์ ในที่นี้ผมเรียกสั้นๆ ว่า ใบ้เฉพาะกิจ

ผู้เขียนให้ข้อสรุป ๓ ข้อว่า

  • โรคใบ้เฉพาะกิจ ทำให้บุคคลมีความกังวลที่จะพูดในบางบริบท (มักเป็นที่โรงเรียน) พบร้อยละ ๐.๕ - ๐.๘ ในเด็กเล็ก
  • มีหลักฐานว่าพันธุกรรมมีส่วนเป็นสาเหตุสำคัญ และความผิดปกติในกลไกการนำ สัญญาณเสียงจากหูสู่สมองอาจเกี่ยวข้อง
  • การบำบัดเน้นที่การฝึกเด็กให้พูดในสถานการณ์ที่กดดันเล็กน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มความกดดัน โดยเมื่อพูดได้ดีพอควรก็มีรางวัลให้ ที่สามารถเอาชนะความกลัวได้

เป็นความผิดปกติในกลุ่มวิตกกังวลในเด็ก

โรค ใบ้เฉพาะกิจ นี้มีการจัดไว้อย่างเป็นทางการในกลุ่มโรควิตกกังวลในเด็ก (childhood anxiety disorder) เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ มักมีโรคร่วมคือ โรควิตกกังวล (anxiety disorder) ซึ่งมักเป็นโรค วิตกกังวลทางสังคม (social anxiety disorder)

พ่อแม่และครูมักไม่คิดว่าเด็กเป็นโรค มักคิดว่าเด็กขี้อาย หรือตื่นสถานที่

ในทางการแพทย์ เด็กมักได้รับการวินิจฉัยผิด ว่าเป็นออทิสซึ่ม มีความผิดปกติในการพูด หรือมีปัญหาด้านภาษา และแพทย์มักไม่รู้ว่าจะบำบัดอย่างไร เพราะเด็กไม่พูดด้วย

มักพบเมื่อเด็กไปโรงเรียนและพบว่าเด็กไม่ยอมพูด ทั้งๆ ที่ตอนอยู่กับพ่อแม่เป็นคนช่างคุย แต่เมื่อซักประวัติให้ละเอียดจะพบว่าเด็กกลุ่มนี้หย่อนทักษะทางสังคม คือไม่กล้าเล่นกับเพื่อน และมีท่าทีระมัดระวังตัว ภาษาทางวิชาการเรียกว่า behaviorally inhibited temperament ซึ่งร้อยละ ๑๕ - ๒๐ ของเด็กจะมีลักษณะนี้ เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสสูงกว่าเด็กที่ไม่มีลักษณะนี้ ที่จะเกิดโรควิตกกังวล โดยมีโอกาสสูงขึ้นร้อยละ ๓๐


สาเหตุ

โรคใบ้เฉพาะกิจไม่ทราบสาเหตุแน่นอน แต่ชัดเจนว่าพันธุกรรมมีส่วนสำคัญ ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งบอกว่าเมื่อพบพ่อแม่ของเด็กที่เป็นโรคนี้ เขาบอกได้ทันทีในร้อยละ ๗๕ ของกรณี ว่าพ่อหรือแม่เป็นคนที่มีประวัติคล้ายกันตอนเป็นเด็ก

ผลการวิจัยระดับยีน บอกว่าความผิดปกติบางแบบของยีน CNTNAP2 เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้ ยีนนี้เป็นรหัสของโปรตีนที่สร้างในสมองส่วนนอก และทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง (brain cell connectivity) ความผิดปกติของยีนนี้พบในโรคออทิสซึ่ม และความบกพร่องด้านภาษา บ่งชี้ว่ายีนนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความผิดปกติด้านสังคม และด้านการสื่อสาร

การที่เด็กไม่พูดในชั้นเรียนมีสาเหตุได้มากมาย รวมทั้งพัฒนาการช้า ความผิดปกติในการเรียน ผิดปกติด้านการพูด และด้านภาษา และความผิดปกติในกระบวนการดำเนินการของประสาทความรู้สึก (sensory processing)


วิธีบำบัด

ยิ่งบำบัดเร็วยิ่งได้ผลดี วิธีการทำเป็นการบำบัดกลุ่ม ด้วยการเล่นเกม (เขายกตัวอย่างเกม Go Fish) ที่เด็กผู้เล่นจะต้องออกเสียงง่ายๆ แล้วได้คะแนน เมื่อจบวัน เด็กจะได้รับรางวัล หากคะแนนสูงมาก จะได้รางวัลใหญ่ หากคะแนนไม่สูงมาก ได้รางวัลธรรมดา

วิธีบำบัดทางจิตวิทยาทำโดยพ่อแม่และครู โดยให้ค่อยๆ พูดในสถานการณ์ที่ท้าทายเพิ่มขึ้นๆ เป็นวิธีการที่พัฒนามาจากวิธีที่ใช้ได้ผลในการบำบัดโรควิตกกังวลแบบอื่น และวิธีการบำบัดใบ้เฉพาะกิจ วิธีนี้มีผลการวิจัยว่าได้ผลดี คือหลังจากบำบัดไปได้ ๒๔ สัปดาห์ สองในสามของเด็กตรวจไม่พบลักษณะ ของใบ้เฉพาะกิจอีกต่อไป และสามในสี่มีผลความก้าวหน้าเป็นที่พอใจ

มีรายงานว่าในบางรายใช้ยาลดความวิตกกังวล เช่น Prozac ช่วยได้ และวิธีบำบัดแบบ CBT ก็ช่วยให้เด็กใช้เหตุผลในการจัดการความกลัวของตน

ในหลายกรณี การเป็นโรคนี้คล้ายเป็นไข้หวัดใหญ่ คือเป็นมาวูบเดียว เมื่อหายก็ไม่มีร่องรอยเหลืออยู่เลย เด็กคนนั้นกลายเป็นคนโซเชี่ยลสุดสุด



วิจารณ์ พานิช

๑๔ พ.ค. ๒๕๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)