สถาบันอนาคตไทยศึกษา เผย ๑๖ ปี ไทยปฎิรูปการศึกษาล้มเหลว สูญเสียโอกาส ๑.๕ ล้านล้านบาท
งานวิจัยชี้ชัดการศึกษามีปัญหาทุกระดับ พัฒนาการเด็ก ๑ ใน ๕ จะต่ำกว่าเกณฑ์

เมื่อวันที่ ๒๓ ส.ค. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา
นำเสนองานวิจัยหัวข้อ “โอกาสที่หายไป : ๑๒ ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย”
ในงานThailand Strategic Giving ว่า

ปฎิรูปการศึกษาของประเทศไทยตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ จนถึงปัจจุบัน ผ่านไป ๑๖ ปี พบว่า
การที่ปฎิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังนั้น
ส่งผลให้เกิดค่าเสียโอกาสที่ประเทศควรจะได้รับ ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท หรือกว่า ๑๑% ของจีดีพี
โดยตัวเลขค่าเสียโอกาสที่คำนวณได้นั้น เกิดจากการเปรียบเทียบประเทศที่ปฎิรูปการศึกษาสำเร็จ เช่น
โปแลนด์ ปฎิรูปการศึกษาโดยใช้เวลาประมาณ ๑๑ ปี ทำให้เด็กสอบได้คะแนน PISA เพิ่มขึ้น ๔๘ คะแนน
ขณะที่ของเรา ๑๐ หรือ ๑๑ ปี คะแนนเพิ่มขึ้นเพียง ๓ คะแนน ซึ่งการที่ผลคะแนน PISA เพิ่มขึ้น
สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิ์ภาพของแรงงาน มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และ
ถ้าประเทศไทยปฎิรูปการศึกษาสำเร็จ จะทำให้ไม่ต้องเสียโอกาส เฉลี่ยปีละ ๐.๑๔ %
และไม่ต้องเสียรายได้ในช่วง ๑๖ ปีที่ผ่านมา


ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวต่อไปว่า การปฎิรูปการศึกษา มีความสำคัญมากที่ต้องทำให้สำเร็จ
เพราะหากไม่สำเร็จจะถือเป็นการสูญเสียโอกาสที่ไม่ใช่ส่งผลเฉพาะเด็กเท่านั้น
แต่รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วย ซึ่งทุกระดับการศึกษาในขณะนี้มีปัญหา
ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนวัยเรียน พบว่า พัฒนาการของเด็ก ๑ ใน ๕ จะต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น
ส่วนระดับประถมศึกษา ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึง ๖ มีนักเรียนที่อ่านไม่ออก ประมาณ ๑.๔ แสนคน
และเขียนไม่ได้ ประมาณ ๒ แสนกว่าคน, ระดับมัธยมศึกษา เด็กอ่านออกเขียนได้ แต่จับใจความไม่ได้
โดยดูได้จากผลคะแนน PISA เด็กไทย ๑ ใน ๓ หรือ ๓๒% จะอ่านจับใจความไม่ได้
และเด็ก ๖ ใน ๑๐ เท่านั้นที่เรียนจบมัธยมศึกษา

อีกทั้งโรงเรียนดี ๆ ที่มีคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน
หรือโอเน็ต ติดท็อป ๕๐ ของประเทศ ๓๔ แห่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ
ทำให้เด็กในกรุงเทพฯมีโอกาสศึกษาต่อมหาวิทยาลัยดี ๆ สูงกว่าเด็กในต่างจังหวัด
และมีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่เด็กต่างจังหวัด มีเพียง ๒๐% ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้
ส่วนค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษติวเข้ามหาวิทยาลัย คิดเป็น ๑.๓ เท่าของค่าใช้จ่ายในการเรียนปกติ


ทั้งนี้ ปัจจุบัน แม้จะมีมหาวิทยาลัยให้เลือกมาก เนื่องจากมีที่นั่งสอบมากกว่าเด็กที่เข้าสอบ
แต่พบว่า ๒ ใน ๓ ครัวเรือนไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อมหาวิทยาลัย
เพราะค่าใช่จ่ายในการส่งเด็กคนหนึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย ๔ ปีใช้เงินประมาณ ๕ แสนกว่าบาท
ซึ่งต่อให้ค่าเล่าเรียนถูก แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ สูง หรือ ถ้ากู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา
คนหนึ่งได้ประมาณ ๑.๗ แสนบาท ทำให้พ่อแม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินส่งลูกเรียน
ซึ่งมหาวิทยาลัยเข้าเรียนไม่ยาก และจบไม่ยาก แต่เมื่อจบออกมาแล้ว
ต่อให้สถิติการมีงานทำของเด็กสูง มีเพียง ๑% ของเด็กจบใหม่ที่ตกงานเกิน ๖ เดือน
แต่งานที่เด็กทำ มีเพียง ๑ ใน ๔ เท่านั้นที่ทำงานตามวุฒิ สาขาวิชาชีพที่ตนเองเรียนจบมา
ส่วนใหญ่จะทำงานไม่ตรงวุฒิ หรือต่ำกว่าวุฒิที่เรียนมา


“สิ่งที่ทำให้ปฎิรูปการศึกษาไม่สำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ
เพราะภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมาก
แต่เท่าที่ศึกษาเบื้องต้น เกิดจากการบริหารการจัดการ หลักสูตร และคุณภาพของครู
โดยเฉพาะคุณภาพของครูที่เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งตราบใดที่ไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้
แล้วไปแก้โดยวิธีอื่น เช่น พยายามเพิ่มลดโรงเรียน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้
ตอนนี้แม้จะมีการพัฒนาครู แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาไม่ครบถ้วน
เพราะระบบราชการ ชอบวัดผลจากตัวชี้วัดการทำงาน เช่น จำนวนเปอร์เซ็นต์การอบรม เรื่องกระบวนการ
โดยไม่ได้วัดจากคุณภาพของเด็ก
ดังนั้น หากไม่มีการพัฒนาครูอย่างถูกต้องก็ไม่สามารถทำให้ปฎิรูปการศึกษาสำเร็จได้
อย่างไรก็ตาม ปฎิรูปการศึกษาเป็นเรื่องของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือเอกชน
ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว


ด้านนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง
“บทบาทของการบริจาคเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย” ว่า
สังคมไทยเป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี ชอบทำบุญ ชอบบริจาคเงินช่วยเหลือคนที่ยากลำบากกว่า
แต่ก็เป็นการหวังผลตอบแทนให้เกิดกับตัวเอง และเป็นการให้ที่กระจัดกระจาย
ไม่มีการตรวจสอบด้วยว่าเงินที่บริจาคนั้นมีการจัดนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่
ดังนั้นในอนาคตการบริจาคของคนไทย ควรคำนึงถึงผลที่มีต่อสังคมไทยในภาพรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง

ทั้งนี้การบริจาคเงินเพื่อเป็นการทุนการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้คนยากจนได้รับการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพราะการศึกษาที่มีคุณภาพ
จะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ขณะที่รัฐบาลก็ต้องลงทุนด้านการศึกษาที่สูง
แต่ระบบการศึกษาไทยก็ยังล้มเหลวอยู่เช่นเดิม ในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการปฏิรูปการศึกษา
จะเน้นการปฏิรูปหลักสูตรและคุณภาพครู

ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรให้ครูลดการสอนในห้องเรียน และตั้งคำถามเพื่อให้เด็กตอบโดยไม่ใช่คำตอบที่ถูกหรือผิด
แต่เป็นการถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กพูดและคิดอย่างต่อเนื่อง โดยมีครูเป็นผู้ให้ข้อมูล ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ
สังคมไทยจะต้องลงทุนด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อลูกหลาน ไม่ใช่เพื่อตัวเราในปัจจุบัน



อ้างอิง : http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239285



...........................................................................................................................


คุณภาพของครูมีผลต่อคุณภาพการศึกษาไทยจริง ๆ
ยิ่งเห็นครูที่สนใจแต่วิทยฐานะมาก ๆ จนไม่สอนเด็ก
ก็รู้สึกยิ่งแย่ วัฒนธรรมการปฏิรูปการศึกษาด้วยขั้นเงินเดือน
มันครอบคลุมความดีงามในการเป็นครูไปหมด
แม้กระทั่ง คุณภาพของครูของครูในมหาวิทยาลัยก็ไม่ต่างกัน

บุญรักษา การศึกษาไทย ;)...


...........................................................................................................................