ชีวิตที่พอเพียง : 2731. เรื่องเล่าชีวิตของตนเอง

แพทย์ศิริราชรุ่น ๗๑ จะจัดงานฉลองการเรียนจบได้รับปริญญาแพทยศาสตรบัณฑิตครบ ๕๐ ปีและจะทำหนังสือที่ระลึกผมจึงส่งเรื่องเล่าและรูปประกอบไปร่วมสร้างสีสันดังต่อไปนี้

ประสบการณ์ชีวิตของแพทย์ศิริราชรุ่น ๗๑ ที่รักษาคนไข้ไม่เป็น

วิจารณ์ พานิช

..................

คิดทบทวนชีวิต ๕๐ ปี แล้วผมตีความว่า ผมเรียนแพทย์สำหรับใช้เป็น Liberal Arts Educationซึ่งในภาคภาษาไทยเรียกว่า “การศึกษาทั่วไป” และเวลานี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาบังคับให้ ทุกหลักสูตรระดับปริญญาตรี ต้องสอน ๓๐ หน่วยกิตความหมายก็คือ เรียนให้รู้กว้างๆ สำหรับให้ฉลาดขึ้นผมตีความว่า ชีวิตของผมหักเหออกจากอาชีพแพทย์ ไปทำงานหลากหลายด้านที่ใช้ความรู้กว้างๆ หาคนทำยากเป็นการทำงานในลักษณะ “ทำไปเรียนรู้ไป”ซึ่งสำหรับผม สนุกและรู้สึกว่ามีคุณค่าชีวิตจึงหักเหไปเรื่อยๆแต่ตอนนี้คงจะไม่หักเหอีกต่อไปแล้ว

เนื่องจากเป็นชีวิตที่แปลกกว่าเพื่อนๆ ในรุ่น และเพื่อนหลายคนมักจะถามว่า “เวลานี้วิจารณ์ทำอะไร” ซึ่งตอบยากมากจะตอบว่า “ทำงานจิปาถะ” ก็จะฟังไม่เข้าใจจึงถือโอกาสเล่าเป็นบันทึกไว้ในหนังสืออนุสรณ์ แพทย์ศิริราชรุ่น ๗๑ สำเร็จการศึกษาครบครึ่งศตวรรษ

หากจะตอบว่า เวลานี้ผมทำงานภาคประชาสังคม (civil society) คือเป็น เอ็นจีโอ (NGO = Non-Government Organization) ก็ไม่น่าจะผิด เพราะขณะนี้ผมเป็นประธานมูลนิธิต่างๆ รวม ๘ มูลนิธิ และเป็นกรรมการอีก ๓ มูลนิธิ มูลนิธิเหล่านี้ทำงานทางด้านสาธารณสุข การวิจัยการศึกษา และการพัฒนาเยาวชน เป็นหลัก ในการทำงานมูลนิธินี้ ผมเคยถูกกล่าวหาว่าอยู่ในขบวนการมาเฟียผันเงิน จากบางหน่วยงานที่เป็นแหล่งทุน เข้าสู่มูลนิธิที่ตนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นความเท็จทั้งสิ้นเราทำงานเพื่อ ประโยชน์สังคมเป็นหลักไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนไม่มี conflict of interest เพราะผลประโยชน์ เป้าหมายคือผลดีต่อสังคม ไม่ใช่การผันเงินเข้าพกเข้าห่อตนเองหรือพวกพ้อง

เพื่อนๆ ทราบดีว่าผมชอบงานวิชาการเข็มมุ่งชีวิตหลังจบแพทย์เดินแนวนี้แต่เพราะความ “ร้อนวิชา” ในวัยหนุ่ม ต้องการสร้างตัวในหน่วยงานใหม่ผมจึงสมัครไปทำงานในคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างจังหวัดและจับพลัดจับผลูไปทำงานบริหาร จึงได้วิชาการบริหารหน่วยงานใหญ่บริหารงานวิชาการติดตัวมา ส่งผลให้ต่อมาได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ริเริ่มหน่วยงานใหม่ คือ สำนักงานกองทุน สนับสนุนการวิจัย ที่คนรู้จักในชื่อย่อว่า สกว. (The Thailand Research Fund – www.trf.or.th) ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการ อยู่สองสมัย ๘ ปี ได้วิชาบริหารงานวิจัยเพิ่มขึ้น หรือแตกต่างจากเดิมที่เคยทำหน้าที่รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัย โดยสิ้นเชิง

ชีวิตแปดปีที่ สกว. อำนวยความรู้ และได้มิตรภาพจากนักวิชาการ หลากหลายสาขาทำให้ได้รับ การชักชวนให้ไปร่วมทำโน่นทำนี่ ซึ่งหลายเรื่องผมพิจารณาแล้วว่าตนเองไม่มีความสามารถ หรือไม่ถนัด ก็ปฏิเสธไปซึ่งเมื่อคิดย้อนหลัง หากผมไม่ปฏิเสธบางตำแหน่ง ประวัติชีวิตของผมคงจะโก้ไม่หยอก แต่คิดรวมๆ แล้วผมก็สรุปว่าที่ประเมินตนเองให้อยู่ในขอบเขตที่จำกัดอย่างในปัจจุบัน น่าจะเหมาะสมแล้วเพราะจริงๆ แล้ว งานที่ทำในปัจจุบันมีหน้ากว้างมากและออกไปนอกวิชาชีพที่เรียนมาโดยสิ้นเชิง

หลังจากนั้นผมจับทำเรื่องพัฒนา ศาสตร์และวิธีการด้าน “การจัดการความรู้” (Knowledge Management) อยู่ ๕ ปีแล้วเว้นช่วงไป ๖ - ๗ ปีตอนนี้กลับมาทำใหม่ ในรูปแบบที่ไม่เหมือนเดิมงานนี้ก็ช่วยขยายแวดวงสังคมการงานของผมออกไปอีก

เมื่อสิบปีเศษมาแล้ว จู่ๆ ก็มีงานใหญ่สองงานเข้ามาชนผมพร้อมๆ กัน คือ นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล กับกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ซึ่งผมเพิ่งหมดวาระไปแล้วทั้งสองงานงานทั้งสองทำให้ผมต้องเรียนรู้ หลักการและทักษะการทำงานด้าน “กำกับดูแล” (Governance) องค์กรขนาดใหญ่ซึ่งเป็นศาสตร์ใหม่ที่มีคนรู้ และมีทักษะไม่มากนักเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่คนใช้ศาสตร์นี้ต้องมีความรับผิดชอบสูงและมีคุณธรรม จริยธรรมสูงมาก

เมื่อ ๗ - ๘ ปีที่ผ่านมาผมได้อ่านหนังสือ Teach Like Your Hair’s On Fire ขียนโดยครูอเมริกันชื่อ Rafe Esquith แล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยและได้คิดคำ “ครูเพื่อศิษย์” เป็นกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาผมได้เขียนบล็อก และพิมพ์หนังสือ เผยแพร่ “ทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑” “การศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑” “การเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ ๒๑” จนมีคนยกย่องให้เป็น “ผู้รู้” ด้านการศึกษาซึ่งผมคิดว่าเขาเข้าใจผิด ผมเป็นเพียง “นักเรียน” สนใจเรียนรู้กลไกการเรียนรู้ (metacognition) สนใจยุทธศาสตร์และมาตรการสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม

ทั้งหมดนั้น ผมสรุปว่า เป็นชีวิตที่ “ด้นกลอนสด” (improvise) คือปรับตัว และทำงานไปตาม สถานการณ์ความต้องการของสังคม และความชอบส่วนตน

เล่ามาแต่เรื่องงานเดี๋ยวเพื่อนๆ จะคิดว่าผมพักผ่อนหย่อนใจไม่เป็นจึงเอารูปตอนไปเที่ยวมาให้ดู

วิจารณ์ พานิช

๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙

................................................



1 ศรีนาการ์ อินเดีย มิถุนายน ๒๕๕๙


2 แคชเมียร์ อินเดีย มิถุนายน ๒๕๕๙



3 ทะเลสาบโมรีรี รัฐลาดั๊ก อินเดีย มิถุนายน ๒๕๕๙



4 ริมแม่น้ำปิง จังหวัดกำแพงเพชร กรกฎาคม ๒๕๕๙


5 หลานสาวคนโต

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เรียน อาจารย์

ในฐานะที่เคยร่วมงานกับอาจารย์ในสถานภาพผู้รับคนหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง ขอยืนยันใว้ ณ บันทึกนี้ เป็นเสียงหนึ่งว่า อาจารย์เป็นผู้ใหญ่ที่หาได้ยากในสังคมไทยท่านหนึ่ง ในเรื่องการยึดถือคุณธรรมและจริยธรรมเป็นที่ตั้ง อย่างมั่นคง เรียกว่า ไม่กินอาจม และ มีวิธีพิจารณาการให้ ที่สมเหตุสมผล เป็นการให้ที่มีคุณค่า ดังนั้น สื่อมวลชนมิต้องหวาดระแวง คนแบบอาจารย์ที่ทำงานในรูปแบบเอ็นจีโอ เพราะความคงเส้นคงวา ตรงไปตรงมา โดยธรรมชาติ ก็จะเป็นธรรมชาติตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง


โดยความเคารพอย่างสูง

คุณลิขิต

ขอชื่นชมครอบครัวอบอุ่นมีความสุขที่ยั่งยืนเป็นแบบอย่างค่ะ