พอผมเริ่มเลี้ยงวัว ก็ต้องมาคิดเรื่องพื้นที่ปลูกหญ้า ที่ต้องพยายามหาเช่าที่นาที่ดูเหมือนไม่ค่อยมีคนทำ หรือไม่มีเวลาทำ แล้วปรับมาใช้ปลูกหญ้าเลี้ยงวัว 

ด้วยความอยากเรียนรู้ในการปรับที่นามาปลูกหญ้า หรือทำนาหญ้า แทนนาข้าว และไม่ต้องการเอาเปรียบชาวบ้าน ก็เลยบอกว่า ถ้าใครเคยทำนาได้กำไรเท่าไหร่ก็จะจ่ายค่าเช่าเท่านั้น

ข้อมูลที่ได้แบบหยาบๆนั้นน่าตกใจมากว่าชาวบ้านส่วนใหญ่ที่ทำนาเพื่อขายข้าวในเขตชลประทานนั้นได้กำไรหลังจากหักต้นทุนตัวเงิน แบบยังไม่คิดค่าแรงตนเองเพียงไร่ละประมาณ ๕๐๐ บาทต่อการปลูกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นเขาจะเช่าหรือให้เช่ากันไม่เกินไร่ละ ๕๐๐ บาท

ถ้าเป็นอย่างนี้ชาวบ้านอยู่ได้อย่างไร คำตอบที่เป็นอยู่ก็คือ ปลูกข้าวกินเองจะไม่ขาดทุน เพราะเทียบกับการไปซื้อข้าวกินนั้นจะถูกกว่า และภาคภูมิใจมากกว่า

แล้วคนที่ปลูกขายล่ะ อยู่ได้อย่างไร คำตอบที่เป็นอยู่ก็คือ อยู่ได้เพราะทำนาเป็นงานอดิเรก ทำแค่ปีละไม่เกิน ๕ วัน คือ ไถ คราด หว่าน ๒ วัน ใส่ปุ๋ย ๑ วัน เกี่ยวอีก ๑-๒ วัน ได้ผลตอบแทนแรงงานตัวเองวันละ ๑๐๐ บาทต่อไร่ และมีเงินหมุนเวียนเล็กน้อย ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นไปหาจากระบบอื่น 

ถ้าเป็นเช่นนี้ เรายังจะเข็นให้ชาวนาทำนาแบบซังกะตายแบบนี้ต่อไปหรือครับ หาทางเลือกอื่นได้ไหมครับ  นักวิชาการเกษตรทั่วประเทศไทยกำลังทำอะไรอยู่ครับ ผมคิดว่าเราต้องมามองประเด็นปัญหาจริงๆ แล้วแก้ไขที่ต้นเหตุ ทั้งเชิงเทคนิค และนโยบาย เลิกคิดแบบธุระไม่ใช่ ปล่อยให้ชาวบ้านผจญชะตากรรมแต่เพียงลำพังได้แล้วครับ สงสารเขาบ้างเถอะ ทำอย่างที่เป็นอยู่นี้คิดว่าประเทศชาติจะไปรอดหรือครับ

ที่ผมเห็นมานี้เป็นระบบการทำนาในเขตชลประทานของจังหวัดขอนแก่น แล้วเขตน้ำฝน จะเป็นอย่างไร น่าจะสาหัสกว่านะครับ หรือใครมีข้อมูลที่ต่างไปจากนี้ ก็แลกเปลี่ยนมาได้นะครับ