นิทานเรื่อง "เด็กชายน้อย" กับ "หนุ่มอ้วน" ในสงครามโลกครั้งที่ 2

นิทานเรื่อง "เด็กชายน้อย" กับ "หนุ่มอ้วน" ในสงครามโลกครั้งที่ 2

โดย วาทิน ศานติ์ สันติ (6/8/2559)


กาลครั้งหนึ่ง เด็กน้อยถามถึงอาวุธทำลายล้างสูงสุดที่ใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าคืออะไร ผู้เฒ่าตอบว่าคืออาวุธนิวเคลียร์ แล้วถามต่อถึงอาวุธในสงครามโลกครั้งที่ 3 ผู้เฒ่าตอบไม่ได้ เพราะมิอาจคาดถึงความร้ายแรงของอาวุธที่มนุษย์ผู้ที่เรียกตนเองว่าสัตว์ประเสริฐคิดค้นเพื่อประหัดประหารกัน เด็กน้อยขอให้ผู้เฒ่าเล่าเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ฟัง ผู้เฒ่าถอนหายใจนาวแล้วหลับตา แม้มันจะผ่านมาเนิ่นนานแต่มันยังคงอยู่ในความทรงจำ

สงครามโลกครั้งที่ 2 กินพื้นที่ในสมรภูมิทั่งภาคพื้นยุโรปและเอเชีย เริ่มในปี 1939 ที่กองทัพนาซีบุกโปแลนด์ อันเป็นผลมาจากสนธิสัญาแวร์ซายน์ จากนั้นเกิดการร่วมมือระหว่างเยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น และไทย แบ่งกันทำสงครามในภูมิภาคของตน สู้กับอีกฝ่ายคืออังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย เป็นต้น เริ่มแรกฝ่ายสัมพันธมิตรเสียพื้นที่และกำลังคนอย่างหนัก จนเมื่อเหตุการณ์การญี่ปุ่นโจมตีท่าเรืออ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ในปี 1941 สหรัฐอเมริกาจึงเข้าร่วมสงคราม ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มเป็นต่อ

อเมริกาดำเนินโครงการลับชื่อว่าแมนฮัตตัน ได้งบประมาณ 2,000 ล้านดอลลาร์เพื่อผลิตอาวุธปรมณู atomic boom มีนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกเข้าร่วมโครงการเช่นไอสไตน์ มีการทดลองทิ้งระเบิดทะเลทรายที่รัฐแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา

สงครามสร้างความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สินและเศรษฐกิจทั่วโลก ฝ่ายสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาลุกคืบคืนพื้นที่ได้แล้วบีบฝ่ายอักษะอย่างหนัก เมื่อมุโสลินีแห่งอิตาลีหมดอำนาจในปี 1943 และฮิตเลอร์กระทำอัตวินิบาตกรรมในปี 1945 นาซีจึงประกาศยอมแพ้ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 1945 เป็นอันสิ้นสุดสงครามในภาคพื้นยุโรป

หลังจากนั้นฝ่ายสหรัฐอเมริกาที่มีฐานทัพอยู่บนเกาะไซปันระดมส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดญี่ปุ่นอย่างหนักเพื่อบีบให้ยอมแพ้ สามารถยึดเกาะอิโวจิมา และโอกินาวาได้ตามลำดับ แต่ด้วยความใจสู้ของชาวอาทิตย์อุทัยทำให้ทหารของฝ่ายสัมพันธมิตรเสียชีวิตจำนวนมาก เพื่อเป็นการลดความสูญเสียสหรัฐอเมริกาจึงตัดสินใจในสิ่งที่โลกต้องจดจำไปอีกยาวนาน

6 สิงหาคม1945 สหรัฐอเมริกาทิ้งระบิดไฮโดรเจนชื่อน่ารักว่า "เด็กชายน้อย" little boy ใส่ฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 80,000 คน คาดว่ามีผู้เสียชีวิตตามมาราว 200,000 คน แม้แต่นักบินที่ทำหน้าที่ทิ้งระเบิดยังเสียใจกับสิ่งที่ทำ วันที่ 8 สิงหาคม รัสเซียประกาศสงครามกับญี่ปุ่นในสมรภูมิแมนจูเลีย ญี่ปุ่นถูกตีกระหนาบ

จากนั้นอีกสามวัน คือ 9 สิงหาคม 1945 สหรัฐอเมริกาก็ทิ้ง "หนุ่มอ้วน" fat man ระเบิดปรมณูนิวเคลียร์ลงที่นางาซากิ มีผู้เสียชีวิตราว 75,000 คน ทั้งสองเหตุการณ์มีผู้ได้รับผลกระทบนับไม่ถ้วน

ในที่สุดวันที่ 15 สิงหาคม 1945 ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข เพียงขอให้องค์จักรพรรดิพ้นจากความผิดทั้งปวง วันนี้เป็นวันแห่งความเจ็บปวด มีเสียงเล็ก ๆ ขอยอมแพ้ของจักรพรรดิที่ออกวิทยุซึ่งโลกเพิ่งเคยได้ยินเสียงพระองค์ ต่อมา 26 สิงหาคม 1945 สหรัฐอเมริกาเข้ายึดญี่ปุ่น มีการลงนามยอมแพ้อย่างเป็นทางการในวันที่ 2 กันนายน 1945 บนเรือรบมิซูรี ในอ่าวโตเกียว จากนั้นสหรัฐอเมริกาเข้าควบคุมญี่ปุ่นทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการทหาร

จากวันนั้นถึงวันนี้ นี่คือสิ่งที่ชาติมหาอำนาจที่ตำราประวัติศาสตร์มักเรียกว่าฝ่ายธรรมะกระทำมนุษย์ด้วยกัน นี่คือสิ่งที่สหรัฐอเมริกาทำเพื่อชัยชนะในสงครามเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาตินอกอณาเขตและปกป้องมวลมนุษยชาติ?

ในช่วงสงครามเย็นมีการลงนามลดอาวุธร้ายแรงบ่อยครั้งเช่น การลงนามของสหรัฐอเมริกากับสหภาพโชเวียตรัสเซียในปี 1972 ในสัญญา The Strategic Arms Limitation Treaty of 1972 – SALT 1 เพื่อจำกัดจำนวนการถือครองขีปนาวุธ ซึ่งขณะนั้นอเมริกาถือครองมากกว่ารัสเซีย 450 ต่อ 200 ลูก ห้ามผลิตอาวุธร้ายแรง 3 ชนิดในระยะ 5 ปี (five-year freeze) ประกอบด้วย (1) จรวดขีปนาวุธยิงข้ามทวีป รัสเซียถือครองมากกว่าอเมริกา 1,607 ต่อ 1,054 ลูก (2) จรวดขีปนาวุธยิงจากเรือดำน้ำ รัสเซียถือครองมากกว่าอเมริกา 740 ต่อ 656 ลูก (3) หัวรบนิวเคลียร์ อเมริกาถือครองมากกว่ารัสเซีย 5,700 ต่อ 2,500 ลูก แต่ก็ดูเหมือนเป็นการแสดงตลกและหยั่งเชิงดูอาวุธของคู่แข่งเท่านั้น สหรัฐอเมริกาพอใจในสัดส่วนเพราะมีอาวุธร้ายแรงที่รัสเซียไม่มีและไม่ได้กำหนด

ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีอาวุธอนุภาคทำลายล้างสูงมากที่สุดในโลก แต่กลับห้ามชาติอื่นครอบครอง เพราะมีความเชื่อว่าตนเป็นตำรวจโลกคอยพอทักษ์โลก สามารถใช้มันได้อย่างชอบธรรม แต่ชาติอื่นไม่อาจจะมีครอบครองหรือใช้ได้ เพราะประเทศเหล่านั้นใช้อย่างไร้คุณธรรม

เด็กน้อยยังถามต่อไปถึงสงครามโลกครั้งที่ 4 ครั้งนี้ผู้เฒ่าถอนหายใจ และสามารถตอบถึงอาวุธทำลายล้างสูงสุดได้ว่ามันคือ ‪#‎ก้อนหินกับกิ่งไม้‬

เอกสารประกอบการเขียน
ศฤงคาร พันธุพงศ์. (2544). ประวัติศาสตร์ยุโรป 2. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
อรพินท์ ปานนาค. (2551). ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาในคริตส์ศตวรรษที่ 20. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (0)