ทำไม ? ผมเปลี่ยนทางเดิน (2)


คืนนั้นทั้งคืน ผมนอนชนิดที่เรียกกันว่า หลับๆ ตื่นๆ

ในใจคิด หากผมไม่อยากไปทำสวนตามใจพ่อแม่แล้ว เราจะหมดทุกข์ไหมหนอ

รุ่งเช้า ก่อนที่ผมจะเดินตามหลังพระตอนบิณฑบาตอันเป็นกิจประจำวัน

เห็นณรงค์เพื่อน ม.6 ห้องเดียวกัน เดินตามหลังพ่อของเขาไปที่กุฏิเจ้าอาวาส

ก่อนขึ้นกุฏิผมถามณรงค์ มึงมาทำไมวะ

พ่อกูจะไปส่งของที่สมุทรปราการคืนนี้ จึงมาถามเจ้าอาวาสว่าต้องการสั่งซื้ออะไรที่กรุงเทพฯไหม

ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจ พอได้ยินคำว่ากรุงเทพฯ ผมรู้สึกขนลุกเย็นวาบทั่วร่างโดยไม่รู้สาเหตุ

แล้วจิตก็หวนนึกถึงพี่ชายซึ่งทำงานไปรษณีย์อยู่ที่หลักสี่ ใกล้ๆ กับดอนเมือง จึงถามเพื่อน

แล้วมึงไปด้วยรึเปล่า

ไปซิ เพราะต้องไปช่วยพ่อขนของ มึงอยากไปเที่ยวกับกูไหมล่ะ

ไปได้ยังไง กูมีเงินไม่ถึง 100 บาท

เฮ้ย..พ่อกูไม่เก็บเงินมึงหรอก เพราะมึงเป็นเพื่อนกู เพียงแต่ว่าที่นั่งตอนหน้าเต็ม ถ้ามึงอยากไปต้องไปนั่งที่กระบะหลัง จะนั่งหรือนอนบนกระสอบถั่วลิสงก็ได้ ถือเสียว่านั่งนอนชมเดือนดาวไปเพลินๆ

ผมตัดสินใจทันที เราไปตายเอาดาบหน้าดีกว่า ถ้าอยู่ก็ต้องเป็นคนทำสวนทำไร่

หลังจากตกลงนัดแนะเวลาขึ้นรถตอนตีหนึ่ง ผมหอบกระเป๋าเสื้อผ้าและหนังสือสอบเข้าเรียนต่อไปด้วย

พ่อเพื่อนถามผมก่อนออกเดินทาง นั่งกระบะหลังกระเทือนหน่อย ทนไหวไหม

ไหวครับ.. พ่อ..ผมทนได้

ถ้ามีอะไรก็เอาไม้เคาะเป็นสัญญาณนะ

ผมตื่นมากกว่านอนหลับ เมื่อยขบไปทั้งตัว กว่าจะถึงสมุทรปราการตีห้ากว่าๆ ฟ้าสางแล้ว

ขณะที่พ่อเพื่อนไปติดต่อค้าขาย ผมยืนคุยกับเพื่อน

ตัดสินใจเล่าเรื่องผมหนีพ่อแม่จะไปหาพี่ชายเพราะไม่อยากทำสวน แต่ผมไม่รู้ว่า จะไปหลักสี่ได้ยังไง

เฮ้ย..เรื่องขี้ผง ถ้ากูไม่ติดธุระกับพ่อ กูจะไปส่งมึง เอายังงี้ เดี๋ยวกูจะพาไปขึ้นรถประจำทางสายสมุทรปราการ กรุงเทพฯ มันจะผ่านเอกมัยซึ่งเป็นจุดสุดท้ายของรถประจำทางสายบ้านเราเข้ากรุงเทพฯ มึงลงที่ป้ายนี้แล้วไปขึ้นรถประจำทางสายเอกมัย-หัวลำโพง พอถึงป้ายกระเป๋ารถจะบอกให้รู้ มึงลงที่ป้ายจอดแล้ว ข้ามถนนไปสถานีหัวลำโพง เดินไปที่ช่องขายตั๋วถามเจ้าหน้าที่ว่า จะไปลงสถานีหลักสี่ มีสายใด เวลาใดบ้าง พอรู้ก็ไปซื้อตั๋วให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินไปดูด้านข้างแต่ละโบกี้จะมีป้ายบอก อย่างเช่น กรุงเทพฯ-ชุมทางบ้านภาชี สายนี้ต้องผ่านหลักสี่แน่นอน หรือถามคนที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ชานชลาก็ได้

ผมขอบคุณในน้ำใจณรงค์ที่ช่วยเหลือ แล้วเราก็จากกันตรงคิวรถสมุทรปราการ-กรุงเทพฯ

ขอลอกบันทึกประจำวัน บัดนี้ผมยังรู้สึกตื้นตันน้ำใจเพื่อนที่บอกทางสว่างให้ในครั้งกระโน้น

ภาพเหล่านั้นยังฝังใจอยู่ไม่รู้ลืมนะเพื่อน ถ้ามาอ่านพบ (สำนวนสมัย พ.ศ.2503)

..เดินไปขึ้นรถประจำทางสายเอกมัย-หัวลำโพง-และอะไรจำไม่ได้ นั่งมองรถแล่นสวนกันไปมาไม่ขาดระยะ ดูมันมากมายเหลือเกิน บางครั้งรถที่นั่งต้องจอดเมื่อถึงทางแยกรอสัญญาณไฟครั้งละนานๆ มองรถจนตาลาย ขณะรถแล่นมาพักใหญ่ก็เห็นป้าย ฟอตัส ตัวหนังสือขนาดใหญ่บนหลังตึก พร้อมกับเห็นชื่อโรงแรมเจริญสวัสดิ์ เสียงกระเป๋ารถร้องบอกผู้โดยสาร ป้ายหน้าสถานีหัวลำโพง ผมเตรียมตัวลงเมื่อรถจอดป้าย
หลังจากลงรถแล้วก็ตรงดิ่งไปหาข้าวกินก่อนพร้อมน้ำส้มดื่มแก้กระหาย ดื่มเสร็จก็ออกเดินไปยังสถานีรถไฟหัวลำโพง ภายในสถานีใหญ่โตกว้างขวางมาก เห็นคนนั่งบ้าง ยืนบ้าง และเดินกันขวักไขว่ตลอดเวลา คนไปยืนเข้าคิวซื้อตั๋วเป็นแถวยาว ผมถามคนที่เข้าคิวว่าจะไปลงหลักสี่ เข้าแถวไหนครับ พอเขาชี้บอกแถวถัดไปอีกสามแถว ยืนเข้าคิวไม่นานก็ได้ตั๋วมา
จากนั้นผมก็หิ้วกระเป๋าเดินผ่านประตูเข้าไปยังชานชลาสถานี ตรงกลางชานชลาสถานีมีเก้าอี้ให้คนนั่งคอยจะขึ้นรถไฟ ผู้คนมากเหลือเกิน ไม่รู้ว่ามาแต่ไหนนัก เครื่องแต่งกายหลากสีเหมือนกับจะมาแต่งอวดเสื้อผ้ากันยังงั้นแหละ ผมได้ขึ้นไปนั่งบนโบกี้ชิดริมหน้าต่างซ้ายมือ คอยนานประมาณ 15 นาที รถไฟก็เคลื่อนขบวนยาวเหยียดออกจากสถานี ผ่านยมราช แล้วก็ไม่สนใจอะไร มองซ้ายมือตลอดเพื่อดูตัวหนังสือที่ป้ายสถานีและไม่นานก็เห็นป้ายสถานีหลักสี่ มีคนในโบกี้นั้นลุกขึ้นยืนเตรียมตัวลงหลายคน ผมเดินตามไป
พอลงไปยืนข้างล่าง รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานี เดินต่อไปที่ทำการสถานี ด้านข้างมีถนนปูนผมเดินไปตามทาง แวะถามร้านขายสินค้าว่า บ้านพักของไปรษณีย์ไปทางไหน พอได้คำตอบผมก็เดินไปตามถนนดินแดง สองข้างทางเต็มไปด้วยท้องนา แล้วขึ้นสะพานที่ทอดข้ามลำคลอง ถนนดินลูกรังผ่านท้องนาเดินมาได้ประมาณ 50 เมตร ตามที่ร้านขายสินค้าบอก เลี้ยวเข้าทางแคบที่บ้านหลังหนึ่ง มองเห็นพี่ชายกำลังนั่งแก้เครื่องวิทยุอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน รู้สึกโล่งอก ร่างกายเย็นวาบทั่วร่าง

ผมร้องเรียกพี่ เขาเงยหน้าขึ้นมา แล้วร้องเสียงดัง

เฮ้ย...ไอ้.....มึงมาถึงนี่ได้ยังไงวะ..

ผมเดินขึ้นบ้าน นั่งลงเล่าเรื่องทั้งหมดด้วยน้ำเสียงสั่น ลำคอตีบตัน น้ำตาไหลพยายามกลั้นสะอื้นไว้ในอก

พี่ช่วยผมด้วยนะ ผมไม่รู้ว่าจะไปทางไหนแล้ว เลยมาหาพี่นี่แหละ

ความทุกข์และความสมหวังมันประเดประดังกันเข้ามา ผมร้องไห้ต่อหน้าพี่เหมือนเด็กๆ อีกครั้ง

ด้วยความปรารถนาดี

ชนะ เวชกุล

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ธรรมะ ทำไม?



ความเห็น (0)