โสภณ เปียสนิท

ใกล้วันเข้าพรรษา ฝนฟ้าเพิ่งตกต้องตามฤดูกาล หลังจากห่างหายไปนาน เพียงฝนฟ้าหล่นลงมาไม่นาน พื้นปฐพีกลับมาคลุมด้วยกำมะหยี่สีเขียวไปทั่วอาณาบริเวณ หันมองทางไหนก็เป็นสีเขียว เหม่อมองข้ามบานหน้าต่างกระจกไปที่ท้องทะเลอันไพศาลโน่น ก็ดูว่าจะเป็นสีเขียวไปด้วย ฟ้ามืดครึ้มเกือบทั้งวัน ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา บางคราแถมด้วยเสียงร้องคำรามมาจากที่ไกลๆ แห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งมองหาที่มาไม่เจอ รู้โดยประมาณเอาว่า มาจากฟ้าเบื้องบนโน่น คลื่นลมในทะเลมีกำลังแรง แกว่งตัวจนเสียงคลื่นแว่วข้ามป่าสนประดิพัทธ์มาถึงที่ทำงาน สายลมเย็นปะทะบานหน้าต่างกระจกอยู่เป็นระยะ สังเกตจากละอองฝนกระจายมาเปียกปอนอยู่บนกระจกห้องทำงาน

วันวานหน่วยงานพากันแห่เทียนจำนำพรรษาไปถวาย พวกเราเตรียมเครื่องไทยธรรมประกอบด้วยของที่จะถวายหลายายการ โดยไม่ไปซื้อที่เขาเตรียมไว้ขาย เพราะหลายร้านเขาจัดไว้ขายนานมากแล้ว ทำให้ของไทยธรรมบางอย่างปนเปื้อน เช่นน้ำเปล่ากับผงซักฟอก บางอย่างหมดอายุเช่นพวกยารักษาโรค พวกอาหารบางอย่างก็ยังมีอีก แถมบางทียัดกระดาษเข้าไว้ข้างล่างเพื่อเป็นการกินเนื้อที่ให้ผู้ซื้อเข้าใจว่า มีของไทยธรรมอยู่เต็ม แต่ข้างในกลับมีสิ่งของไร้ค่าที่พระเณรท่านใช้ไม่ค่อยจะได้ มีผ้าอาบน้ำฝน บางชุดแค่เอาผ้าเหลืองพันโฟมเอาไว้ให้ดูว่าเป็นผ้าผืนใหญ่ เราเตรียมของไทยธรรมไปเอง 9 ชุด จัดเองแล้วรู้สึกพึงพอใจได้บุญ

อีกพวกหนึ่งพากันไปจัดดอกไม้ประดับต้นเทียน และประดับรถขบวนแห่ ให้สวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากจะจัดประดับประดาด้วยดอกไม้สด แต่งบประมาณค่อนข้างจะสูงมากเกินไป จึงหาทางออกด้วยกันจัดดอกไม้ผสมดอกไม้พลาสติก ความสวยงามคงเดิม หรืออาจสวยกว่าเดิม เพราะดอกไม้พลาสติกคงทนได้รูปทรงมากกว่า

วันรุ่งขึ้นเราพากันไปสู่จุดนัดหมาย แล้วร่วมขบวนแห่ มีดนตรีบรรเลงประกอบการเดินไปด้วย ทำให้หลายคนได้เต้นเข้าจังหวะไปตามระยะทาง กว่าจะถึงวัดทุกคนเหงื่อออกท่วมตัว เรียกว่าได้บุญจากการถวายการรำฟ้อนบูชาพระรัตนตรัยได้อีกทางหนึ่ง อานิสงส์ส่งให้ไปเกิดเป็นเทพบุตรเทพธิดาคนธรรพ์ เทวดาชั้นจาตุมมหาราชในภพชาติต่อๆไป ถึงวัดแล้วพากันไปที่ศาลาหลังใหญ่ คณะสงฆ์พากันลงมาพร้อมที่ศาลาพิธี เรากล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยแล้วกล่าวคำถวาย แล้วจึงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม คณะสงฆ์รับเทียนจำนำพรรษาและผ้าอาบน้ำฝนพร้อมเครื่องไทยธรรมอื่น แล้วให้พร หมู่เรารับพรพระเสร็จแล้วเดินทางกลับหน่วยงาน เพื่อทำงานต่อตามปกติ

ประเพณีการเข้าพรรษาพระเรียกว่าวันมหาปวารณา คือพระสงฆ์องค์เณรจะต้องถวายตนเป็นศิษย์ของพระเถระ มหาเถระในวัดตน หรือวัดใกล้เคียง หรือวัดในสังกัดการปกครองแต่ละแห่ง โดยการกราบเรียนท่านว่า ขอให้ท่านพระอุปัชฌายาจารย์ทำหน้าที่สั่งสอนตนเองด้วย หากว่าจะทำมิถูกมิควรอย่างไรก็นิมนต์ท่านช่วยบอกสอนว่ากล่าวตักเตือนอย่าได้เกรงใจ อันนี้ถือว่าเป็นประเพณีในหมู่สงฆ์ที่สังคมพุทธน่าจะนำมาใช้ได้ เพื่อเป็นการลดทิฐิมานะประการหนึ่ง เพื่อลดความหยิ่งผยองว่าตัวเองดีแล้วไม่ต้องการให้ใครมาบอกมาสอน และได้รับข้ออรรถข้อธรรมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าเดิมขึ้นไปอีก เพราะมีผู้บอกผู้สอนอยู่ใกล้ตัว

วันเข้าพรรษามีความเป็นมาตามหลักศาสนาพุทธของเราชาวไทย ที่บรรพบุรุษไทยร่วมกันทำนุบำรุงรักษาสืบต่อกันมากนับพันๆ ปีเข้านี่แล้ว เรื่องเริ่มมาจาก หลังจากการตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระองค์เสด็จดำเนินไปตามบ้านเล็กซอยน้อยเพื่อโปรดสัตว์ โปรดปัญจวัคคีย์ ห้าคน กลายเป็นพระห้ารูป โปรดยสะและสหายอีก 45 คน โปรดชฏิลสามพี่น้อง พร้อมบริวารอีกนับพัน

พระพุทธองค์ตรัสสอนสาวกว่าให้เดินทางสัญจรไปเพื่อประโยชน์ของชนหมู่มาก อย่าไปทางเดียวกันสองรูป หลายพรรษาต่อมา พระสงฆ์มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างรูปต่างหมู่สัญจรกันไปเรื่อย แม้หน้าฝนก็หยุดบ้างไม่หยุดบ้าง เดินไปขณะฝนตกบ้าง ทำให้เป็นที่โจษชานกันว่า ขณะที่หมู่นกฝูงกา เมื่อเข้าหน้าฝนแล้วยังทำรังรักพักอาศัย แต่ทำไมพระเจ้าพระสงฆ์ในบวรพุทธศาสนาจึงไม่หยุดอยู่ประจำที่เสียงก่อน ให้พ้นจากฤดูฝนแล้วจึงค่อยเดินสัญจรรอนแรมต่อไป

เรื่องนี้ถูกนำไปยกเป็นหัวข้อการสนทนากันในหมู่สงฆ์ความทราบไปถึงพุทธองค์ จึงทรงมีบัญญัติให้พระอยู่จำพรรษานับแต่นั้นมา พอถึงฤดูฝนพระสงฆ์จึงต้องหาวัดหาที่พักอาศัยอยู่ประจำพรรษาให้ตลอดฤดูฝน

คราวหนึ่ง พระสงฆ์ที่วัดใกล้บ้านนางวิสาขา มหาอุบาสิกาตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์ ฤดูฝนให้คนรับใช้ในบ้านไปนิมนต์พระสงฆ์มารับอาหารบิณฑบาตเช้าวันรุ่งขึ้นที่บ้านของตน ระหว่างที่คนรับใช้เดินทางไปถึงวัดนั้น ฝนกำลังตกใหญ่ จึงเดินเข้าไปในวัดเห็นคนหมู่หนึ่งศรีษะโล้นคล้ายพระเณรอาบน้ำฝนกันอยู่ จึงไม่กล้าเข้าไปใกล้เดินทางกลับมา นางวิสาขามหาอุบาสิกามารายงานว่า ไม่พบพระพบแต่คนหัวโล้นแก้ผ้าเล่นน้ำกันอยู่ นางฟังเรื่องนี้แล้วเข้าใจได้ทันทีด้วยความเป็นผู้มีปัญญาว่า เจ้ากู คือพระสงฆ์ในพระศาสนามีผ้าแค่สามผืน คือ สบงผ้านุ่ง จีวรผ้าห่ม สังฆาฏิผ้าทับซ่อนไหล่ เวลาอาบน้ำจึงต้องแก้ผ้าอาบน้ำ หลังการทำบุญเสร็จแล้วในวันนั้น จึงขอพรจากพระบรมศาสดาว่า ขอให้พระเณรมีผ้าอาบน้ำฝนเพิ่มได้อีกหนึ่งผืน พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงมีพุทธานุญาตให้มีได้ และมหาอุบาสิกาวิสาขาจึงได้เป็นผู้ถวายผ้าอาบนำฝนเป็นคนแรก เป็นที่กล่าวขานสืบต่อกันมา พระเณรจึงมีผ้าอาบน้ำฝนอีกผืน โดยไม่ผิดพระธรรมวินัย

ชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า พระเณรในสมัยเก่าก่อน ร่วมกันหลายรูปจำพรรษา ณ วัดใกล้บ้าน ต่างก็พากันไปอุปถัมภ์บำรุงของคาวของหวานเป็นประจำ ที่ต่างๆ เหล่านั้นกลายเป็นที่พักสงฆ์ เป็นสำนักสงฆ์ เป็นวัดวาอารามในพระศาสนาไปเป็นจำนวนมาก นอกจากถวายผ้าอาบน้ำฝนแล้ว เห็นว่าพระเณรที่วัดยังขาดแสงไฟให้ความสว่างจึงช่วยกันถวาย “แสงไฟ” เป็นตะเกียงบ้าง เป็นเทียนบ้าง เป็นฟืนไฟในรูปแบบต่างๆ หลังๆ มาจึงกลายเป็นประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝนพร้อมเทียนและสิ่งอื่นๆ สืบต่อมา ปัจจุบันกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชุมชนพุทธสืบต่อมาอย่างลงรากฝังลึก เพื่อชักจูงชีวิตของพุทธศาสนิกชนเข้าใกล้วัดปฏิบัติธรรมทำบุญครบวงจรต่อมา

ในช่วงตลอดพรรษาวงจรชีวิตของชาวพุทธจึงเกี่ยวข้องกับทางวัดเพิ่มมากขึ้น เพราะมักจะมีพระสงฆ์สัญจรผ่านมาจากสี่ทิศ มาพักในป่า ในเขา ในบ้านร้าง ในป่าช้าใกล้หมู่บ้าน ต่างพากันเข้าไปทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรมถือศีลภาวนา อย่างน้อย ต่างถือว่า ช่วงนี้เป็นช่วงแห่งบุญกุศลที่พอจะตักตวงได้ เพราะชีวิตของชาวบ้านชาวช่องตามริมชานบ้านขอบเมืองโดยทั่วไปยังไม่มีวัดอยู่ประจำ เรียกว่าห่างวัดห่างวา พอมีพระสัญจรมาอยู่ใกล้บ้านจึงถือโอกาสทำบุญกัน บางแห่งไม่เคยมีพระ ไม่เคยเห็นพระก็ไม่รู้จักพระ เช่นตามเขาตามป่าตามดอยที่มักจะมีพระธุดงค์เดินทางผ่านไปพักผ่อนในช่วงหน้าฝน กว่าจะรับรู้กันว่า พระต้องการอะไร โยมต้องทำอย่างไร ก็ต้องพยายามสื่อสารกันด้วยภาษาท่าทางในทุกวิธี เมื่อชินกันแล้วคราวต่อไปก็จะง่ายขึ้น เรียกว่าต่างรู้หน้าที่ของกันและกัน พระผู้ปฏิบัติธรรมต้องโปรดสัตว์ โยมคือผู้ให้ทานและรับฟังคำสั่งสอนให้อยู่ในศีลในธรรม

เป็นอันว่า ชีวิตของคนพุทธนั้น ครบวงจรแห่งชีวิตจนได้ มีอาชีพเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และต้องมีวิธีในการบำรุงจิตใจของตนของสังคม ซึ่งหาได้จากพระเจ้าพระสงฆ์ในพระศาสนานี่เอง สมดังที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้เรื่อง สิ่งที่หาได้ยาก 4 อย่าง นั่นก็คือ การได้เกิดเป็นมนุษย์ การได้พบพระศาสนา การประพฤติปฏิบัติตามหลักการทางพระศาสนา และการเข้าถึงธรรมเหล่านั้น ยากเหมือนอะไร คำตอบนี้ น่าสนใจ เพราะท่านตอบด้วยการเปรียบเทียบ ว่า มีเต่าตัวหนึ่งว่ายน้ำอยู่ในมหาสมุทรใหญ่ บังเอิญว่า ในมหาสมุทรนั้นมีห่วงอยู่ห่วงหนึ่งลอยเคว้งคว้างอยู่ด้วย การได้พบพระศาสนานั้น เหมือนกับเต่าตัวนั้นได้โผล่ขึ้นมาหายใจแล้วเข้าไปอยู่ในห่วงนั้นพอดี ถือว่า การเกิดเป็นมนุษย์และได้พบพระศาสนาพบกับหลักธรรมคำสั่งสอนพอดีเช่น ยากหรือง่ายก็คิดกันเอาเองแล้วกัน

ชีวิตของคนที่สมบูรณ์ที่ประกอบด้วยกายกับใจ นั้นจะต้องมีการงานให้ครบทั้งสองด้าน คือ มีหน้าที่การงานทำเพื่อหาเลี้ยงปากท้อง คือการเลี้ยงกาย มีการงานทางจิต ฝึกฝนทางจิตเพื่อเลี้ยงใจ การได้พบพระศาสนาของชาวพุทธจึงถือว่า “ครบ เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์”

ถึงเทศกาลเข้าพรรษาอีกครั้งหนึ่งแล้ว จึงเป็นเวลาที่เราชาวพุทธจะต้องกลับมาพิจารณาว่าเราได้ทำชีวิตของตนเองไปในทิศทางที่ถูกต้องครบถ้วนแล้วหรือยัง หากยังไม่รู้ว่าจะทำให้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้อย่างไร ถือว่าถึงเวลาที่ต้องศึกษาเรียนรู้ตามหลักธรรม ที่เราเคารพนับถือ เป็นที่ยึดเหนี่ยวเกาะเกี่ยวใจไว้ในห่วงแห่งบุญเพื่อเป็นอานิสงส์ให้ยึดถือต่อไป

เช่นการทำทาน ชาวพุทธทำกันมากกว่าอย่างนั้นอื่นข้ออื่น แต่อาจจะขาดหลักการซึ่งก็ต้องพยายามศึกษาหลักการอยู่มากเหมือนกัน ทานคือการให้ ให้สิ่งของเรียกอามิสทาน ให้อภัยเรียกอภัยทาน ให้วิชา เรียกว่าวิทยาทาน ให้ธรรมะเรียกธรรมทาน การเคารพในคำสอนของพระศาสนา เมื่อได้ยินคำว่าให้ทานต้องค่อยๆ พิจารณาทำโดยไม่เดือดร้อนใครแม้ตนเอง

การรักษาศีลห้าข้อเป็นพื้นฐานความดีของจิตใจ ไม่ฆ่า ไม่ลัก ไม่ประพฤติผิดประเวณี ไม่พูดเท็จไม่ดื่มสุรายาเมายาดอง แต่ละข้อมีรายละเอียดอีกเล็กน้อยให้ศึกษาไปอย่างใจเย็นๆ ค่อยเริ่มเหมือนการก้าวเดินของเด็กน้อย

การภาวนาที่คนไทยพุทธไปไม่ค่อยถึง เริ่มจากการศึกษาหาความรู้ด้วยการลดมานะทิฐิของตนเองลงให้ได้ก่อน ไม่ใช่ยึดสายนี้ไปตีสายโน้น ยึดอาจารย์นี้ไปตีอาจารย์โน้น อันนี้ดีกว่าอันโน้น ซึ่งเป็นการเริ่มต้นที่พลาดผิดทิศทาง อย่างน่าสงสาร จนทำให้ชาวพุทธเราทะเลาะกันเอง เรียกว่า “หลงทาง” แต่เริ่มต้น เห็นได้จากสื่อทั่วไปแม้ในปัจจุบัน ขั้นต่อมาคือการสวดมนต์ให้มากขึ้น นานขึ้นในแต่ละวัน ท้ายที่สุดจึงก้าวไปสู่การปฏิบัติ สมถะสงบใจ และ วิปัสสนา พิจารณาความเป็นธรรมดาของชีวิตที่เป็นไปตามหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ไม่เที่ยง ทุกขังเป็นทุกข์ทนได้ยากแปรปรวนไป อนัตตามิใช่ตัวตนยึดถือไม่ได้