จิตอาสา

รักเรียน เขียนอ่าน




เรื่องเล่าจิตอาสาบางคนก็คงจะมีเรื่องให้เขียนเยอะ บางคนก็แทบจะไม่มี ดิฉันก็เช่นกัน ไม่ใช่เด็กกิจกรรม ไม่ใช่เด็กที่อยู่ในระเบียบมากนัก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเรื่องอะไรให้เล่าเลย เอาจริงๆเราเป็นคนที่ชอบทำมากกว่ามานั่งเล่าให้คนอื่นฟังแต่ครั้งนี้จะมาเล่าประสบการณ์ที่เคยไปเป็นจิตอาสาจากชมรมวรรณศิลป์ไปให้ความรู้แก่น้องๆที่โรงเรียนบัวขาว จังหวัดกาฬสินธุ์

...วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม 2558 แน่นอนว่าทุกคนรู้จักวันนี้ดีนั่นก็คือวันรัฐธรรมนูญ เด็กๆหลายคนคงจะดีใจที่เป็นวันหยุดไม่ต้องมาโรงเรียน แต่เช้าตรู่ของวันนี้โรงเรียนบัวขาวต้องมีชีวิตอีกครั้ง ใช่ว่าจะมีแค่น้องๆที่ตื่นเช้า พวกเราก็ตื่นเช้าไม่แพ้กันออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ตีสี่เพื่อที่จะเดินทางไปให้ถึงก่อนเวลาเพื่อจะได้จัดเตรียมสถานที่จัดงานและกิจกรรมให้น้องๆ นิสิตจากชมรมวรรณศิลป์ถูกบรรจุเข้าไปในยนต์เหล็กรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีช่องเล็กๆสำหรับลมผ่านพอได้หายใจหายคอ ส่วนตัวดิฉันนั้นไม่ชอบที่แออัดจึงขอออกมานั่งหลังรถกระบะของเพื่อนดีกว่า ถึงเวลาอันสมควรล้อหมุนมุ่งหน้าสู่บัวขาว ตลอดทางที่นั่งไปเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างหลังด้วยกันสลบไสลกับบรรยากาศเย็นยะเยือก อาจจะเพราะเหนื่อยที่ต้องตื่นเช้า เหนื่อยจากการซ้อมสันทนาการ หรืออาจจะเก็บแรงไว้ทำกิจกรรมนั้นมิอาจล่วงรู้มีแต่ฉันคนเดียวเท่านั้นที่ไม่หลับ ทำไมน่ะหรอ? เวลานี้ข้างทางที่มืดมิดดูน่ากลัวเรากลับมองทะลุผ่านความมืดขึ้นไปข้างบน และเผลอคิดในใจ “วันนี้ดาวทำไมสวยจัง ไม่ได้เห็นดาวเต็มท้องฟ้าแบบนี้นานแค่ไหนแล้วนะ?” มองดาวเพลินก็มาเผลอหลับเมื่อฟ้าสางรู้สึกตัวอีกทีก็ถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

ทุกคนลงจากรถจัดระเบียบตัวเองและไปทำหน้าที่ของใครของมัน เมื่อเห็นเด็กๆเริ่มทยอยเดินเข้ามาลงทะเบียนเราก็รู้แล้วว่าอีกไม่นานงานก็คงจะเริ่ม ทุกคนต่างชุลมุนวิ่งวุ่นกับงานกันใหญ่ หลังจากที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้วพี่ๆสันทนาการก็เริ่มทำหน้าที่ของตัวเอง การละลายพฤติกรรมถือว่าเป็นกิจกรรมพื้นฐานสำหรับทุกค่าย ทุกโครงการ ทุกงานที่ต้องมีคนหมู่มากมาอยู่รวมกัน การดำเนินงานก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จากพิธีเปิดงาน วิทยากรให้ความรู้ พี่ๆพาทำกิจกรรมตอบปัญหา เล่นเกม และมีของรางวัลแจก ของรางวัลที่เรานำมาแจกจะเป็นหนังสือที่เราได้ตั้งตู้รับบริจาคไว้ที่คณะมนุษย์ฯ และหนังสือที่ทางชมรมจัดหามาให้ด้วย เวลาล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงกิจกรรมทุกอย่างต้องหยุดชะงักเพื่อที่ทุกคนจะได้ลิ้มรสอาหารที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมไว้ให้ มีทั้งขนม น้ำหวานให้ทานอยู่เรื่อยๆ

และในช่วงบ่ายพวกเราก็ให้น้องๆไปเข้าตามฐานต่างๆที่เราจัดเตรียมไว้ให้ โดยที่ในแต่ละฐานนั้นจะมีเกมให้เล่นและเราจะสอดแทรกความรู้ไว้ในเกมด้วย เพราะโดยนิสัยของเด็กแล้วจะนั่งฟังอะไรไม่ได้นานๆต้องมีกิจกรรมที่ดึงดูดความสนใจ ทำให้ตัวเขาอยากที่จะเรียนรู้กับสิ่งที่เราเตรียมมาด้วยตัวเองกิจกรรมถึงค่อยจะบรรลุตามที่เรามุ่งหวัง วัตถุประสงค์เราก็ยึดตามชื่อโครงการเลยว่า “รัก เรียน เขียน อ่าน” เรามุ่งเน้นให้น้องๆได้ทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ ในฐานที่ดิฉันได้เป็นพี่ฐานมีชื่อฐานว่า “ซ่อนหาสุภาษิต” ฐานนี้จะเป็นเกมที่สอดแทรกสุภาษิตไทยให้น้องๆได้รู้จักและได้เข้าใจความหมายของสุภาษิตนั้นๆอย่างแท้จริง น้องๆแต่ละกลุ่มก็วนเวียนเปลี่ยนฐานกันไปจนครบทุกฐานแล้ว เราก็รวมน้องๆอีกครั้งและถามทบทวนว่าวันนี้ได้อะไรจากพี่ๆบ้าง? ชอบฐานไหนที่สุด? ชอบเพราะอะไร? คำถามง่ายๆแบบนี้แต่พอน้องตอบเราก็สามารถรู้แล้วว่าเด็กในวัยนี้เขากำลังสนใจกันเรื่องอะไรอยู่

หลังจากเราเก็บรูปประทับใจกันจนอิ่มแล้วก็เดินทางกลับ ทุกคนขึ้นยนต์เหล็กคันเดิมสภาพก็เหมือนกับหุ่นเชิดเมื่อไม่ได้ถูกใช้งานก็ถูกวางไว้ในกล่องที่ดูไม่มีเรี่ยวแรงจะก้าวเดิน นอนพาดกันไปมาแขนทับขา หน้าหนุนหลัง หันไปไหนก็ไม่ได้ต้องอยู่ท่าเดิมด้วยพื้นที่จำกัด ขากลับดิฉันนอนตั้งแต่ขึ้นรถจนถึงมหาลัยฯ ฟื้นคืนชีพอีกทีก็รู้สึกแห้งคอ ตัวร้อน อาการป่วยเริ่มเข้าแทรกซ้อนแต่ถือว่าคุ้มกับการลงแรงกายแรงใจ และโชคดีที่เดินทางถึงที่พักกันอย่างสวัสดิภาพ ...





บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน พึ่งมีโอกาสได้เล่า ..



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อ่านเพลินเลย

ชอบชื่อฐานแต่ละฐานมากๆ....