“บ้านสำโรง” จากชุมชนติดลบ สร้างหลักสูตรดูงานชุมชน ประกาศตัวเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนน่าอยู่ สสส.

“บ้านสำโรง” ถือเป็นชุมชนตัวอย่างที่พลิกจากชุมชนติดลบมาเป็นชุมชนที่น่าอยู่ ด้วยการใช้สภาผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งมาขับเคลื่อน ปัจจุบันบ้านสำโรงกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ ซึ่งปี 2558 ที่ผ่านมามีคณะศึกษาดูงานถึง 83 คณะกว่า 160 หมู่บ้าน


บ้านสำโรง เป็นหนึ่งใน 2,340 ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการชุมชนน่าอยู่ ของสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี 2555 หมู่บ้านนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองงสุรินทร์ 7.5 กิโลเมตร ในเขตตำบลท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เป็นหมู่บ้านขนาดกลาง จำนวน 183 ครัวเรือน ประชากร 763 คน ชาย 395 คน หญิง 368 คน แบ่งออกเป็น 6 คุ้ม ได้แก่ คุ้มตาจวน กลางพัฒนา ไทรทอง โนนสำราญ โคกระกา และโคกบูรณ์ มีเนื้อที่ประมาณ 4,500 ไร่ แบ่งออกเป็น พื้นที่เพื่ออยู่อาศัย รวม 700 ไร่ พื้นที่ทำการเกษตร รวม 3,300 ไร่

ชาวบ้านสำโรงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยเฉพาะการปลูกผัก จากที่เคยปลูกเพื่อยังชีพก็กลายมาเป็นเพื่อสร้างรายได้ แต่ไม่มีการจัดการที่ดี การขาดความรู้ แถมยังมีค่านิยมและความเชื่อที่ผิด คือพึ่งพาสารเคมีสูง ทั้งปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนและยาฆ่าแมลง จนส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ ยังพบว่าชาวบ้านสำโรงมีหนี้สินในครัวเรือนเป็นจำนวนมาก ถือเป็นชุมชนติดลบในทุกๆ ด้านก็ว่าได้


เมื่อสถานการณ์ของชุมชนเป็นเช่นนี้ พีรวัศ คิดกล้า หรือ “ผู้ใหญ่อึ่ง” ผู้ใหญ่บ้านสำโรง จึงชวนชาวบ้านร่วมกันวิเคราะห์และหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และได้จัดทำโครงการบ้านสำโรงน่าอยู่ “ปลูกผักปลอดสารพิษ” ภายใต้โครงการร่วมสร้างชุมชนและท้องถิ่นให้น่าอยู่ ของสำนักสร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม (สำนัก6) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยจัดตั้งสภาผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งเป็นกลไกขับเคลื่อน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ค้นหาปัญหาและค้นหาต้นแบบ หรือครอบครัวตัวอย่าง สร้างเป็นโมเดลใหม่ ให้เกิดชุมชนสุขภาวะอย่างยั่งยืน และส่งเสริมครัวเรือนต้นแบบที่เป็นกติกาสัญญาใจร่วมกัน ได้แก่

1.ปลูกผักไม่น้อยกว่า 5 ชนิด

2.มีการคัดแยกขยะในครัวเรือน

3.มีการลด ละ เลิกเหล้า

4.ร่วมกิจกรรมประชุมหมู่บ้านทุกครั้ง และ

5.มีการกำจัดแหล่งน้ำขังป้องกันลูกน้ำยูงลาย


ผู้ใหญ่พีรวัศ หรือ “ผู้ใหญ่อึ่ง” บอกว่า ชาวบ้านให้ความร่วมมือใน 4 ข้อมากถึง 80% โดยเดือนแรกพบว่าปลูกผักไว้กินเอง 82 ครัวเรือนจาก 154 ครัวเรือน แต่เมื่อเริ่มดำเนินโครงการ ทุกครัวเรือนมีการปลูกผักไว้กินไม่ต่ำกว่า 5 อย่างทุกครัวเรือน การคัดแยกขยะมีเพียง 38 ครัวเรือน เมื่อครบ 1 ปี พบว่ามีการขัดแยก 132 ครัวเรือน มีครัวเรือนปลอดเหล้า 37 ครัวเรือน มีครัวเรือนปลอดลูกน้ำยุงลายมากขึ้น 72 ครัวเรือน การร่วมประชุมหมู่บ้านทุกครั้งจำนวน 94 ครัวเรือนเฉลี่ย และมีค่าเฉลี่ยมากขึ้นเป็น 129 ครัวเรือน ซึ่งจะคัดครัวเรือนต้นแบบและมอบป้ายประกาศให้เป็นรางวัลขวัญกำลังใจ

แต่กว่าที่ทุกอย่างจะเป็นรูปเป็นร่างนั้นไม่ง่าย เพราะที่บ้านสำโรงยังมีความขัดแย้งกันอยู่ มี 6 คุ้ม ก็เป็น 6 กลุ่ม 6 ความคิด 6 ความแตกแยก เรียกได้ว่าทะเลาะกันไม่หยุดหย่อน การทำงานมีส่วนร่วมน้อยมาก

“เราใช้เวลาในก่อตั้งสภาผู้นำชุมชนนานถึง 4 เดือน กว่าจะเข้าใจกัน กว่าจะได้ประชุม แต่การประชุมครั้งแรกก็ต่างคนต่างคุยไม่รู้เรื่อง สุดท้ายแล้วเรามาตั้งเป้าหมายร่วมกัน “ทำอย่างไรให้บ้านสำโรงน่าอยู่ขึ้น” จึงเป็นที่มาของกระบวนการทั้งหมด และสิ่งสำคัญที่สุด คือสภาผู้นำทั้ง 53 คนก็ต้องทำเป็นแบบอย่างด้วย เพื่อจะได้ไปกระตุ้นให้ชาวบ้านทำตาม” ผู้ใหญ่อึ่ง เล่า

สำหรับสภาผู้นำชุมชนบ้านสำโรง ประกอบด้วย ตัวแทนคุ้มต่างๆ ทั้ง 6 คุ้ม ตัวแทนกลุ่มอาชีพในชุมชน เช่น กลุ่มปลูกผักปลอดสารเคมี กลุ่มเลี้ยงสัตว์ ตัวแทนกลุ่มเยาวชน และสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของหมู่บ้าน สมาชิกสภาผู้นำชุมชนจะประชุมร่วมกันทุกเดือน เพื่อจัดการปัญหาต่างๆ ของชุมชน

สุทัศน์ ยอดพรหม สมาชิกสภาผู้นำชุมชนบ้านสำโรงคนหนึ่ง กล่าวว่า เมื่อก่อนยอมรับว่าตัวเองไม่เคยเข้าร่วม ไม่เคยพัฒนาชุมชนเลย คิดแต่ว่าอยากจะรวย แต่ไม่รวยสักที แต่เมื่อได้เข้าไปในสภาฯ แล้ว จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตตัวเอง ว่านี่แหละที่ค้นหาคำว่าความสุข จากการร่วมกันคิด ร่วมกันทำเพื่อชุมชน สภาผู้นำชุมขนเป็นสถานที่ฝึกให้คิด ทำให้คิดเป็น และสามารถนำกลับไปใช้ที่ครอบครัวได้ด้วย

“แต่ก่อนทะเลาะกับแฟนบ่อย เราก็เอาวิธีการในสภาในปรับใช้ ในการพูดคุยกับคนในครอบครัว” สุทัศน์ ว่า


ภายหลังการดำเนินประสบความสำเร็จและดำเนินโครงการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน สภาผู้นำชุมชนบ้านสำโรง จึง ยกดับชุมชนให้เป็นพื้นที่ศึกษาดูงานด้วยการสร้างชุมชนน่าอยู่บ้านสำโรง โดยจัดทำเป็นหลักสูตรการศึกษาดูงานสำหรับบุคคลทั่วไปและหมู่คณะ ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน

เงื่อนไขสำคัญการมาศึกษาดูงานที่บ้านสำโรง

ข้อแรก ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้นำชุมชนต้องมาร่วมด้วยหรือต้องมีสมาชิกสภาผู้นำชุมชนมาร่วมไม่น้อยกว่าร้อยละ 70

ข้อที่สอง ผู้ที่เดินทางมา ต้องศรัทธากลไกสภาผู้นำ ทุกคนในชุมชนต้องช่วยกัน ทุกคนต้องเปิดใจ ใช้สภาผู้นำ ศรัทธาการทำงานแบบมีส่วนร่วม

ข้อที่สาม สภาพพื้นที่หรือบริบทต้องไม่แตกต่างกันมากนัก

และข้อที่สี่ ต้องมีความพร้อมมาเรียนรู้อยู่ครบทั้ง 2 วัน 1 คืน จะมาแค่วันเดียวไม่ได้ และต้องปฏิบัติตามกฎโฮมสเตย์

ในหลักสูตรการศึกษาดูงานบ้านสำโรงแบ่งออกเป็น 3 ฐานแล้วแต่ความสนใจของคณะศึกษาดูงานว่าสนใจเรียนรู้ฐานไหน ได้แก่

ฐานปลูกผักผสมผสานปลอดสารเคมี รูปแบบกลไกการขับเคลื่อน ความรู้เทคนิคการจัดการที่สำคัญที่ทำให้เปลี่ยนวิถีชีวิตเกษตรกรจากสารเคมีเป็นปลอดสารเคมี

ฐาน ลด ละ เลิกเหล้า รูปแบบกลไกการขับเคลื่อน เทคนิคการเคลื่อนงานศพปลอดเหล้า ปลอดการพนัน การเชิญชวนกระตุ้นเปลี่ยนพฤติกรรมนักดื่มและการเกิดสภาพแวดล้อมในการไม่ดื่ม และ

ฐานครัวเรือนน่าอยู่ ซึ่งเป็นฐานบังคับที่ทุกคนต้องมาเรียนรู้ในตอนท้าย ซึ่งเป็นรูปแบบกลไกการขับเคลื่อนให้ครัวเรือนจัดการตนเองโดยใช้กติกา “สัญญาใจครัวเรือนน่าอยู่”

ก่อนเข้าฐานการเรียนรู้จะมีการมอบโจทย์การเรียนรู้ 4 ข้อ ไว้เป็นการบ้านให้คณะศึกษาดูงาน ประกอบด้วย

1.ศึกษาที่มาของการก่อตัว โครงสร้างของการบริหารจัดการชุมขนของบ้านสำโรง

2.เงื่อนไขสำคัญการขับเคลื่อนงานที่นี่มีอะไรบ้าง

3.ผลลัพธที่ได้เห็นจากการคุยกับปราชญ์ จากการพูดคุยเห็นอะไรบ้าง และ

4.โอกาสที่จะนำกลับไปใช้ในชุมชนตัวเอง หรือนำไปปรับปรุงอะไรที่ชุมชนของตัวเองได้บ้าง

ซึ่งแต่ละฐานจะปล่อยให้มีการแลกเปลี่ยนกันอย่างเต็มที่ พอถึงช่วงเย็นแต่ละกลุ่มจะต้องมาร่วมกันสรุปโจทย์ที่ให้ไป เป็นการกระตุ้นให้ผู้ศึกษาดูงานได้เขียนได้นำเสนอและวิเคราะห์ตามโจทย์ที่ได้ให้ไว้


ขณะที่ช่วงเช้าของวันที่ 2 ของการศึกษาดูงาน คณะผู้มาศึกษาดูงานจะต้องนำเสนอสิ่งที่ได้จากโจทย์ที่ให้ไป สรุปบทเรียนที่ได้จากบ้านสำโรง ทบบทวนอะไรที่ชุมชนตัวเองไม่มีแล้วอะไรที่บ้านสำโรงมี สามารถนำไปเป็นแนวทางที่ชุมชนตัวเองได้ หรือที่มีอยู่ดีอยู่แล้วก็คิดง่าจะเอาอะไรเข้าไปเพิ่มเติม หลังจากนั้นทางสภาผู้นำชุมชนจะเข้ามาพูดคุยและอธิบายถึงกลไกการบริหารจัดการชุมชม ขณะเดียวกันหากมีข้อสงสัย มีคำถาม จากที่ผ่านมา ก็จะเปิดโอกาสให้ซักถาม พร้อมกับคลี่คลายภาพรวมของการจัดการชุมชน เช่น วิธีเก็บข้อมูล การคืนข้อมูล หรือรูปแบบการประชุมที่น่าศึกษา เพราะที่บ้านสำโรง มีการประชุมถึง 3 ระดับ คือการประชุมระดับผู้นำ และการประชาคมระดับหมู่บ้าน การประชุมระดับคุ้ม ซึ่งทุกคนต้องรู้ และต้องคืนข้อมูลให้ทุกคนรับทราบ

“ไม่ง่ายเลยในการก่อตัวสภาผู้นำชุมชนขึ้นมา แต่ถ้าก่อตัวได้แล้วความสำเร็จเราจะสัมผัสได้” ผู้ใหญ่อึ่ง กล่าวและว่า ทีมสภาผู้นำชุมชนของบ้านสำโรงจะใช้กระบวนการเคี่ยวเข็ญ ไม่ใช่มาแบบทัวร์ชะโงก เรามีโจทย์ในการดูงานและมีส่วนร่วมตลอดเวลา เพื่อให้ได้แนวทางในการทำงานกลับไปทำที่ชุมชนของตัวเองด้วย บ้านสำโรงเป็นเหมือนกระจกที่จะสะท้อนให้ทุกคนได้เห็นแล้วคิดตาม เพื่อผลลัพธ์สุดท้าย คือ ชุมชนของตัวเอง

“บ้านสำโรง” ถือเป็นชุมชนตัวอย่างที่พลิกจากชุมชนติดลบมาเป็นชุมชนที่น่าอยู่ ด้วยการใช้สภาผู้นำชุมชนที่เข้มแข็งมาขับเคลื่อน ปัจจุบันบ้านสำโรงกลายเป็นศูนย์เรียนรู้ ซึ่งปี 2558 ที่ผ่านมามีคณะศึกษาดูงานถึง 83 คณะกว่า 160 หมู่บ้าน

สภาผู้นำชุมชนบ้านสำโรงยังคงไม่หยุดการพัฒนาโดยตั้งเป้าที่การพัฒนากลุ่มอาชีพและยกระดับศูนย์เรียนรู้ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อให้คนในชุมชนได้ภาคภูมิใจความเป็นบ้านสำโรง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สร้างสรรค์โอกาสและนวัตกรรม



ความเห็น (0)