เม้าท์เรื่องแม่: เล่าประสบการณ์คน(เฝ้า)ไข้

เม้าท์เรื่องแม่ ตอน "แม่เป็นผู้ป่วยใน"

เป็นเรื่องเล่าในเดือนกุมภาพันธ์

อาทิตย์ 31/01/2559 มาเยี่ยมแม่ที่บ้านแม่ เห็นแม่นอนนิ่งๆตัวตรงๆ แม่บอกเมื่อครู่นี้แม่ตกบันได จริงคือแม่หกล้มหน้าห้องน้ำชั้นล่างของบ้าน เพราะเราห้ามแม่ขึ้นไปอาบน้ำชั้นบนมานานแล้ว แม่บอกหกล้มแต่เราเข้าใจว่าแม่เซไป เด็กคว้าไว้ไม่ทันเนื่องยืนอยู่ไกล เราส่งข่าวพี่สาว ด้วยรู้สึกสังหรณ์นิดๆ คราวนี้แม่เจ็บจริงแน่เลย แม่นอนอยู่นิ่ง ลุกยากได้สองวันพี่สาวเห็นไม่ได้การ เพราะรอบนี้ขาแม่อ่อนแรงไปเยอะ หรือสมองไม่สั่งการ เพราะระยะหลังแม่เบลอ ต้องรับบริการยาสมองก่อนนอน

3/02/2559 พี่สาวไลน์แจ้งเมื่อเที่ยงว่า ตอนนี้คุณยาย อยู่ห้องฉุกเฉิน หมอบอกกระดูกสะโพกร้าว ไม่ต้องผ่าตัด แต่ต้องแอดมิต ดึงขา ได้ห้องสามัญ ที่ชั้น 4 พี่ยังไม่อยากได้ห้องพิเศษ
สองปีก่อนจำได้ เราก็เอาแม่นอนห้องรวม เยี่ยมได้เป็นเวลา ได้เห็นการทำงานของคุณพยาบาล ได้เห็นความเป็นไปของชีวิตมนุษย์ การเข้าโรงพยาบาลของคนบ้านเราจะไม่พยายามใช้อภิสิทธิ์หรือเส้นสาย เพราะรู้สึกไม่ดีถ้าต้องไปลัดคิวคนไข้ที่มาก่อน

อ่านความรู้

สุดท้ายแล้วแม่ก็ไม่ได้อยู่ห้องสามัญ และหมอบอกว่าแม่ต้องนอนนิ่งๆ หกสัปดาห์ พวกเราพี่น้องสามคนจึงต้องปรับแผนการจัดเวรยามอยู่เป็นเพื่อนแม่

6/02/2559 คืนวันเสาร์ และทุกวันเสาร์จนกว่าแม่จะได้ออกจากโรงพยาบาล เรารับหน้าที่นอนค้างเป็นเพื่อนแม่ พยาบาลเข้ามาทุกสองชั่วโมงเพื่อพลิกตัวสลับข้าง แก้ไขปัญหากดทับ พี่สาวบอกที่นี่ระวังอย่างมากเนื่องเพราะได้รับรางวัลประกันคุณภาพยอดเยี่ยม ต้องไม่เกิดแผลกดทับในคนไข้รายใด เขาจึงต้องระแวดระวังอย่างมาก พี่สาวทำงานในคณะแพทยศาสตร์ จึงรับอาสานอนหลับสลับตื่นเป็นเพื่อนแม่ เช้าแต่งตัวไปทำงาน ค่ำมาเปลี่ยนเวรกับเรา และน้องชาย จนกระทั่งน้องสาวลางานได้สามสัปดาห์ กลับมาเยี่ยมดูแลแม่ พวกเราสี่คนพี่น้องแตะมือกันไปมาอยู่อย่างน้อยหกสัปดาห์ ส่วนวันและคืน เรามีพี่เลี้ยงแม่ซึ่งเป็นพี่น้องสองสาวฝาแฝด อยู่ดูแลครอบครัวเรามานานแสนนานใกล้แตะสามสิบปี พี่เลี้ยงแม่ได้รับคำชมอย่างมาก จากพยาบาล พยาบาลผู้ช่วย และเจ้าหน้าที่ส่งอาหารสามมื้อให้ผู้ป่วย

7-14/02/2559 หนึ่งสัปดาห์ ผ่านไปช้าๆ จริงแล้วแม่ไม่เป็นไรมากนอกจากกระดูกสะโพกร้าว ต้องรอสมานติดเอง อย่างเดียวที่ช่วยได้คือถึงทรายอย่างหนักที่ถูกต่อโยงกับข้อเท้าและแข้งขาผอมบาง ทิ้งเวลายึดโยงไปหกสัปดาห์ แล้วเมื่อไรที่ต้องเริ่มฝึกเดิน ขาของแม่นั่นคงจะลีบเรียวอย่างมาก และยากจะงอกลับได้ง่ายๆ และเรานึกไม่ออกว่าจะรับน้ำหนักเมื่อลุกยืนได้อย่างไร

สิ่งน่าทรมานตัวแม่ ในความรู้สึกพวกเราคือ การต้องทั้งกิน ทั้งขับถ่ายฉี่และอึบนเตียงตลอดหกสัปดาห์ ทำให้เราอดไม่ได้จะคิดถึงเวลาทีเรายังแบเบาะ ดูเป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทุกฝ่าย แล้วยังต้องระวังความเฉอะแฉะ แผลกดทับที่อาจมาเยี่ยมเยือนได้ตลอดเวลาที่นอนไม่ขยับ แต่แปลกใจ แม่ไม่ค่อยทุกข์ แม่ชอบนอนเฉยๆ ดูผู้คนเข้า-ออกไปมาปรนนิบัติให้ เดี๋ยวจะฉี่ เดี๋ยวจะอึ เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ก็อยากจะอึจะขอฉี่อีก แม้แต่การปล่อยลม แม่ก็จะขอเปลี่ยนผ้าอ้อม จนพี่สาวเปลี่ยนชื่อผลิตภัณฑ์ให้ใหม่เป็น ผ้ารองตด แรกๆ พวกเราก็ไม่ยอมเปลี่ยนแผ่นรองอนามัยให้ตามใจ ก็คุณสมบัติเขาผลิตมาเพื่อการซึมซับยอดเยี่ยมอย่างน้อยยังแห้งสบาย อุ้มน้ำฉี่ได้สักสามรอบ พี่สาวบอกแม่ฉี่ครั้งละสิบบาทสิบห้าบาท ก็เงินของแม่นะ ปกติแม่จะไม่ยอมเสียตังค์ง่ายๆ หรอก ตอนหลังๆ มาเราไม่อยากทะเลาะกัน ก็เลยเปลี่ยนตามใจ จนได้ตั้งตนเองเป็นผู้สำรวจตลาดสินค้าชนิดนี้ไปโดยไม่รู้ตัว เราไปกว้านซื้อจน 7/11 หน้าบ้านหมดแผง เพราะราคาถูกกว่าซื้อในร้านค้าในโรงพยาบาล ต่อมาเราเข้าตลาดหรือกาดหลวง ยิ่งถูกมากกว่า7/11 อีกหลายสิบบาท นี่คือเรายังไปไม่ถึงแมคโคร โลตัส ซึ่งน่าจะถูกกว่าอีกกว่ามาก

15-17/02/2559 เวลาพยาบาลแวะมาดูอาการ มักจะชมแม่ว่าหน้าตาแจ่มใส สีหน้าไม่เหมือนคนป่วย อยากกลับบ้านแล้วยัง แม่จะรีบแสดงอาการเจ็บนั่นปวดนี่ขึ้นมาทันที แต่ผิวหน้าแม่ดูนวลเนียนเพราะแม่สั่งเด็กตั้งแต่ยังนอนรอดูอาการที่หน้าเคาน์เตอร์พยาบาลว่าให้เอาแป้ง ลิบสติก ดินสอเขียนคิ้ว โลชั่นและน้ำหอมกลิ่นโปรดปรานที่หลานสาวซื้อมาให้จากต่างประเทศมาด้วย พวกเราเตือนแม่แล้วว่าเป็นคนไข้นอนในเขาให้งดการแต่งหน้าแต่งตัวใดๆ เพราะเขาจะไม่รู้เลยว่าจริงๆแล้วอาการคนไข้หนักหนาแค่ไหน มีคนไข้อีกมากที่มีความต้องการเข้ามาพักรักษาตัว แต่เราทำอะไรไม่ได้เลย พี่สาวรู้สึกเกรงใจคุณหมอกับพยาบาล ที่ผลการตรวจแต่ละทีคุณหมอมีตัวเลือกให้ว่าจะอยู่ต่อจนวันที่จะหัดเดินหรือจะเลือกกลับบ้านก่อนก็ได้เพราะโดยธรรมชาติใครบ้าง? จะอยากพักยาวในโรงพยาบาล เราคนหนึ่งล่ะที่ไม่อยากเพราะมาเยี่ยมแม่แต่ละครั้ง แม่มีเรื่องมาเล่า แต่ละเรื่องๆ ราวกับแม่ไปทะลุอีกมิติหนึ่งตลอด แถมบางทีต่อหน้าต่อตา (แต่เรามองไม่เห็น) เราก็เผลอคิดว่าแม่กำลังคุยกับใครที่มาจากภพอื่น อย่างเช่น แม่บอกเราว่าง่วงนอนอยากนอนแล้ว ถามกลับไปนอนสิคะ แม่ว่านอนไม่ได้ พวกเค้ายืนเต็มไปหมดเลย ยังไม่กลับไปสักที อ้าวแล้วเค้ามาทำไม เค้ามาเยี่ยมแม่ งั้นแม่บอกเขาไปจิ เดี๋ยวแม่แผ่เมตตาให้นะ เอาล่ะแม่ๆ สวดมนต์นโมตัสสะเลยแล้วนอนนะแม่นะ แล้วข้าพเจ้าก็ขนลุกพองครั้งที่ 1 แล้วยังมีครั้งที่ 2/3/4/5ตามมาอีก แม่มโนไปนะ อันนี้ปลอบขวัญตัวเองในใจ เป็นกิจกรรมประจำในระหว่างเวลาพักดึงสะโพก กิน/ถ่าย/อาบน้ำ/สระผม บนเตียง ส่วนลูกๆสี่คนหมุนเวียนสลับหน้าที่เวรยามกลางคืน แล้วก็เล่นถ่ายภาพกับทิวทัศน์นอกห้องสี่เหลี่ยมเล็กๆ

18/02/2559 วันนี้แม่เล่าให้ฟังเรื่องฝัน จึงต้องนำมาบันทึกไว้ เพราะแม่ฝันถึงพ่อ ว่าพ่อมาเยี่ยม พ่อนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนเหมือนรูปถ่ายของท่านปู่ และแม่ได้ไปบ้านที่ซอยเกษมสันต์ อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับคุณย่า แม่เห็นว่าผ้าม่วงสีเก่ามาก แม่เลยไปซื้อชุดใหม่ และไปทำสังฆทานไปให้ แล้วคุณย่าก็ตอบมาว่าได้รับเรียบร้อยแล้ว และแม่บอกด้วยว่าพ่ออยากรับประทานทุเรียน แม่สรุปหลังจากเล่าให้ฟังว่าลูกคนไหนมีเวลาว่างใส่บาตรด้วยทุเรียนให้พ่อด้วยนะ (ตกลงเรื่องเล่านี้เกิดขึ้นกี่สถานที่ กี่วันกันนะ)

ครึ่งเดือนหลังในกุมภาพันธ์ การรักษาอาการสะโพกร้าวของแม่ ผ่านการเอ็กซเรย์ และวินิจฉัยของคุณหมอ ราวสองครั้ง เมื่อแน่ใจว่าไม่พบอาการแตกร้าวหลงเหลือ คุณหมอก็ให้ฝึกนั่ง ลุกเดินและอนุญาตให้กลับบ้านได้ แม้แม่จะอิดออดหาเรื่องเจ็บตรงนั้นตรงนี้จนคุณหมอยอมเล่นด้วย จับไปเอ็กซเรย์เสียเลย (สุดท้ายไม่มีอะไร โชคดีไป)


“งดเอิกเกริก” สิ่งที่พวกเราคุ้นชินในกิจวัตรตลอดทั้งเดือนของครอบครัวคือการเทียวไปเทียวมาระหว่างบ้าน/โรงพยาบาล ระหว่างที่ทำงาน/โรงพยาบาล อย่างเงียบเชียบที่สุดตามข้อตกลงในครอบครัวว่าจะพยายามไม่บอกให้ใครทราบอาการเจ็บป่วยของแม่ แต่แม่ก็มักถาม อยากให้ใครต่อใครมาเยี่ยม ซึ่งเราไม่รู้ว่าเราทำถูกหรือไม่ นิสัยขี้เกรงใจติดมาจากใคร? ถ้าไม่ใช่พ่อ! โดยเฉพาะตัวฉัน เป็นเวลาแห่งโอกาสฝึกความอดทนนั่งรถโดยสารสี่ล้อแดงจากที่ทำงานไปยังอาคารตึกพักผู้ป่วยในที่แม่นอนพัก เป็นเวลาที่ได้สังเกตสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากต้นชนปลายเดือนแห่งความรัก และรอฟังเสียงนกบินกลับรังนอนตรงเวลาเป๊ะทุกวัน


ปิดท้ายบันทึกแบบดื้อๆ เรื่องเล่านี้ เขียนทิ้งไว้ในบันทึกเคลื่อนที่(โทรศัพท์มือถือ) นานแล้ว ตอนนี้แม่ออกมาเป็นผู้ป่วยนอก ออกมาเป็นผู้ป่วน เอ้ย! ผู้ป่วยในบ้านได้หลายเดือนแล้ว

รวมบันทึกเม้าท์เรื่องแม่...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร



ความเห็น (0)