สวัสดีค่ะ กลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ ตอนนี้เป็นตอนที่ 22 แล้ว จริงๆ แล้วตอนนี้เป็นชีวิตการทำงานของพี่อีกคนหนึ่ง แต่บทสัมภาษณ์ยังไม่เรียบร้อย ก็เลยขอคั่นเวลาด้วยเรื่องของตัวเองซะเลย ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะสัมภาษณ์เพื่อนคนหนึ่งที่ทำงานตำแหน่ง Materialsman แต่คิดไปคิดมาเขียนเองดีกว่า ด้วยความที่เป็นเรื่องของตัวเอง จะได้เล่าได้ละเอียด ถ้าจะออกแนวสัมภาษณ์เหมือนของคนอื่นๆ ก็จะดูแปลกไปที่คนบ้าอะไรมาสัมภาษณ์ตัวเอง ขอเปลี่ยนเป็นการเล่าให้ฟังแทนดีกว่านะคะ
แนะนำตัวเองกันก่อนนะคะ ดิฉันชื่อ อรทัย หอมชื่นใจ เรื่องนามสกุลนี่โดนหยิกหยอกมาตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้ ตอนเด็กๆ นี่อายมาก พอโตๆมาก็ไม่ค่อยเท่าไหร่ล่ะ ดิฉันจบการศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คณะบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต ถ้าถามว่าการศึกษามีส่วนช่วยในงานมั๊ย ตอบว่าไม่ได้ช่วยทางตรง แต่ช่วยทางอ้อมมากกว่า คือเราจะได้วิธีการคิด วิธีการวิเคราะห์ จำแนกแยกแยะ มาช่วยในการทำงาน ส่วนเรื่องบัญชงบัญชี การเงินเนี่ย เก็บเข้ากรุไปเลย
ณ ปัจจุบันนี้ก็ทำงานออฟชอร์มาเข้าปีที่ 9 แล้วค่ะ เข้ามาทำงานออฟชอร์ได้อย่างไร? ก่อนหน้านี้ดิฉันก็ทำงานวงการน้ำมันอยู่แล้วค่ะ แต่อยู่บนฝั่ง ทำงานอยู่ที่สนามบินเฮลิคอปเตอร์รับส่งคนขึ้นลงทะเล ทำตรงนั้นอยู่ 4 ปีครึ่งเห็นคนขึ้นลงทะเลบ่อยๆ ก็เลยอยากลองมาสัมผัสดูบ้าง ก่อนหน้านั้นไม่ค่อยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามาทำงาน พอมีโอกาสเปิดรับสมัครผู้หญิง ดิฉันก็ต้องรีบคว้าไว้ค่ะ
ตำแหน่งแรกของงานออฟชอร์คือ Rig Clerk ทำอยู่ 5 ปี ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่พิมพ์งานเยอะมาก เยอะจนดิฉันป่วยเป็นออฟฟิศซินโดรม ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมากค่ะ ปวดจนถึงขั้นมีปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวัน ยืนนานๆ ไม่ได้ นอนก็ลำบาก รองเท้าส้นสูงไม่ต้องพูดถึง ใส่ไม่ได้ ไม่งั้นปวดหลังมาก จนปีหลังๆ ดิฉันคิดจะลาออกวันละหลายรอบ จน............อยู่มาวันหนึ่งเจ้านายมาเสนอตำแหน่งใหม่ให้ เนื่องจากคนเก่าแกติสๆ เลยลาออก ดิฉันก็ไม่คิดมากล่ะค่ะ ตอบตกลงทันที เพราะจะได้เปลี่ยนหน้าที่บ้าง เผื่ออาการจะดีขึ้น และแล้วมันก็ดีขึ้นจริงๆ ตอนนี้ใส่รองเท้าส้นสูงได้แล้วค่ะ
ตำแหน่งต่อมาคือ Trainee Materialsman (ปกติตำแหน่งนี้เป็นผู้ชายค่ะ ดิฉันน่าจะเป็นผู้หญิงคนที่สองของบริษัทที่ทำตำแหน่งนี้ เพื่อนๆ ร่วมงานบางคนก็เลยเรียกว่า Materials Woman หรือ Materials Lady) ทำเทรนนีอยู่เกือบ 2 ปี ก็ได้รับโอกาสโปรโมตเป็น Materialsman เต็มตัว ตอนนี้ทำตำแหน่ง Materialsman มาเกือบ 2 ปีแล้วค่ะ
ดิฉันทำงาน 28 วัน พัก 28 วัน สลับกันไปแบบนี้ตลอดปีค่ะ ทำงานวันละ 12 ชั่วโมง แต่ส่วนมากก็จะทำเกิน 12 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยก็ 13-14 ชั่วโมงต่อวัน ไม่งั้นงานไม่เสร็จค่ะ ถ้าไม่รีบเคลียร์งานของแต่ละวัน
มาตามติดชีวิตของ Materials Woman กันค่ะ เริ่มตั้งแต่วันแรกของการทำงาน ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่ เพื่อมาเช็คอินที่สนามบินนครศรีธรรมราชตอนตีห้า ขึ้นเฮลิคอปเตอร์เดินทางไปยังแท่นขุดเจาะตอนหกโมงเช้า
ใช้เวลาเดินทางโดยเฉลี่ยประมาณ 1 ชั่วโมง ใน 1 ชั่วโมงนั้นหลับตลอดค่ะ บางทีเครื่องยังไม่ทันเทคออฟ ดิฉันก็คอพับแล้วค่ะ ทำไมน่ะเหรอ ก็ตอนกลางคืนก่อนลงทะเลนอนไม่ค่อยหลับค่ะ มันกังวล นอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน เป็นอย่างนี้ทุกครั้งค่ะ ไม่เคยชิน ถามคนอื่น เค้าก็เป็นเหมือนกันนะคะ
หลังจากนั่งหลับ คอหักคอพับ น้ำลายย้อยกัน ก็จะมาตื่นตอนใกล้ๆ จะถึงแท่นขุดเจาะค่ะ นักบินจะประกาศให้เราเตรียมตัวลงจอด ที่ทำงานของดิฉันไม่ใช่ตรงนี้นะคะ ตรงนี้ไฮโซเกิน คนสวยๆ ต้องทำงานที่โหดๆ ค่ะ อิๆๆ
มาถึงแล้ว ที่ทำงานของดิฉัน มอง Bird eye view ดูเหงาๆ ชอบกลนะ ลอยโดดเดี่ยวอยู่กลางทะเล แต่หารู้ไม่ว่า ณ ที่แห่งนี้มีคนร้อยกว่าชีวิตใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นค่ะ
ซูมเข้ามาใกล้ๆ อีกนิดค่ะ ก่อนหน้านี้ที่แห่งนี้ดิฉันจะพูดอยู่เสมอว่าเป็นบ้านหลังที่สองของดิฉัน เพราะ ใน 1 ปี ดิฉันจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ 6 เดือน และอยู่บ้านบนฝั่งอีก 6 เดือน แต่ ณ ปัจจุบันดิฉันอัพเกรดให้เรือขุดเจาะน้ำมันเป็นบ้านแห่งแรกของดิฉันไปเรียบร้อยแล้วค่ะ เพราะใน 1 ปีดิฉันอยู่ที่นี่เยอะที่สุด 6 เดือนบนฝั่งอยู่หลายที่มาก บางครั้งก็ไปอบรม บางครั้งก็ไปเที่ยว อยู่บ้านนี้บ้าง บ้านโน้นบ้าง สรุป 6 เดือนบนฝั่งเดินสายตลอด
พอเหยียบเรือ ก็เข้าห้องประชุม รับชมวิดีโอสาธิตเรื่องความปลอดภัยอีกประมาณ 1 ชั่วโมงก็แยกย้ายไปทำงาน วันแรกดิฉันไม่ชอบเลยค่ะ เพราะพักยาวมา 28 วัน มาวันแรก งง ค่ะ แบบ งง งวย เลยล่ะ จับต้นชนปลายไม่ถูก ต้องอ่าน Handover note จากคู่เปลี่ยนก่อนว่าใน 1 เดือนที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรต้อง Follow up บ้าง วันแรกจะทำงานแบบอืดๆ ยังนั่งจับแพะชนแกะอยู่
ตัดฉับมาดูชีวิตการทำงานในแต่ละวันนะคะ ตั้งแต่เช้าจนเย็นเนี่ย ดิฉันทำอะไรบ้าง มาดูห้องนอนกันก่อนค่ะ หลังจากได้โปรโมตเป็น Materialsman ดิฉันก็มีห้องส่วนตัวค่ะ กราบเลย ชอบมาก ณ จุดนี้ อยู่คนเดียวสะดวกมากๆ
ตอนอยู่เรือลำเก่าดิฉันเคยอยู่ห้อง 4 คน แล้วก็ 4 กะทำงาน 12-24, 24-12, 6-18,18-6 ขอบอกว่าทรมานมาก ไม่สามารถเปิดไฟในห้องหรือเปิดทีวีได้เลย อาบน้ำก็ต้องย่องให้เบาที่สุด ทุกคนในห้องก็ลำบากเหมือนกันทุกคน ต้องทนอยู่แบบนี้ 5 ปีเต็มๆ พอได้อยู่คนเดียว เหมือนสวรรค์เลยค่ะ ถ้าเราผ่านสิ่งที่ยากลำบากมาแล้ว ต่อไปก็ไม่มีอะไรยากแล้วนะคะ จำไว้เลย
ห้องคนเดียวก็เลยแคบไปหน่อยแต่ถ้าเป็นห้องบอสก็จะดูอลัง ไฮโซกว่านี้ค่ะ ห้องกว้าง แล้วก็ปูพรมด้วย มีโซฟาประดับ แต่ได้แค่นี้ดิฉันก็ปลื้มปริ่มแล้วค่ะ
ถึงแม้ห้องจะเล็กแต่ก็มีฟังก์ชั่นใช้สอยครบนะคะ มีเตียงนอน ลิ้นชักเก็บของ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะวางของ มีทีวี มีห้องน้ำในตัว เสื้อผ้าส่งซักค่ะ ส่งค่ำๆ ตอนเช้าตรู่ก็เอามาคืนหน้าห้องแล้วค่ะ เพราะฉะนั้นมีแค่ชุดทำงานเก่าๆ รองเท้า 1 คู่ ชุดนอนเยินๆ กับชุดออกกำลังกายซักชุด ก็อยู่ได้แล้วค่ะ 1 เดือน กระเป๋าถือแพงๆ ไม่ต้อง รองเท้าส้นสูงไม่รู้จักค่ะ อ้อ ลืมบอกถ้าเป็นผู้ชายเค้าจะส่งทุกอย่างซักหมดนะคะ แต่ส่วนมากผู้หญิงจะซักชุดชั้นในเอง ก็ตากๆ ผึ่งๆ ในห้องน้ำนี่แหละค่ะ วันสองวันก็แห้งเอง
ดิฉันเป็นคนนอนดึกค่ะ ห้าทุ่มเที่ยงคืนถึงจะได้นอน ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตีห้านิดๆ อาทิตย์แรกๆ จะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะพลังงานยังเหลือเฟือ แต่พอเข้าอาทิตย์ที่สาม ที่สี่ เริ่มไม่ไหวค่ะ ทำงานหลายๆ วันติดกันไม่ได้หยุดมันจะเพลียมาก ตอนเช้าๆ เป็นอะไรที่ตื่นลำบากมาก บางทีตั้งปลุกสองครั้งสามครั้งก็กดปิด แล้วนอนต่อ หลับลืมก็มี ก่อนหน้านี้ตอนเป็นเทรนนนี อยู่อีกห้องมีรูมเมต ถ้านอนหลับไม่ตื่น หลับลืม พี่รูมเมตจะเป็นคนปลุก พอแยกห้องแกก็ยังอุตส่าห์ตามมาปลุก มาเคาะประตูหน้าห้องทุกวัน ตอนนี้พี่เค้าย้ายบริษัทแล้ว ไม่มีใครปลุก เลยลำบาก พักหลังๆ เริ่มเอานาฬิกาปลุกไปวางไว้ไกลๆ จะได้ลุกขึ้นจากเตียงได้ เช้าๆ นี่ สารภาพเลยว่าดิฉันยืนหลับอาบน้ำแทบทุกวัน
หลังอาบน้ำเสร็จมีเวลาแต่งหน้าแต่งตัวอีกเล็กน้อย ช่วงนี้ก็เปิดทีวีดูข่าวไปพลางๆ ใส่ชุดทำงานยับๆ กับรองเท้าหนึ่งคู่ก็ออกไปทำงานได้แล้วค่ะ ดิฉันเริ่มงาน 6 โมงเช้า (แต่แอบสาย)
อ้อ ลืมบอกอยู่กลางทะเลแต่ไม่ล้าหลังนะคะ ในทะเลมี True มี CTH แพลตตินั่มแพ็กเก็จนะขอบอก ติดระบบ Wi-fi ราคาหลักแสน แต่ความเร็วหลักสิบ (แต่ก็ดีกว่าไม่มีเนอะ)
ข้อดีของการทำงานออฟชอร์คือ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปทำงานค่ะ จากห้องนอน ดิฉันเดินลงไปอีกสองชั้นก็ถึงที่ทำงานของดิฉันแล้วค่ะ ใช้เวลาไม่ถึง 5 นาที
ถึงแล้วที่ทำงาน ชั้นนี้เป็นชั้น Inner Bottom Deck นะคะ อยู่ใต้น้ำ อยู่วังบาดาล วันๆ ก็เจอแต่พวกจระเข้ พวกชาละวัน ฮ่าๆๆๆ
ออฟฟิศของดิฉันเองค่ะ หลวงลุงเป็นคนมาลงยันต์ลงคาถาให้เรียบร้อย ใครอย่าได้มาหือ มาแฮมไม่งั้นของเข้าตัว ฮ่าๆๆๆ
ก่อนหน้าเป็นเทรนนีค่ะ นั่งทำงานโต๊ะนี้
พอโปรโมตเป็น Materialsman or Materials Woman ก็เปลี่ยนเก้าอี้มานั่งตรงนี้แทน ในทะเลมีโทรศัพท์สาธารณะนะคะ ต้องไปต่อคิวกันโทร แต่ดิฉันมีโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงาน ส่วนมากเอาไว้โทรติดต่องานจริงๆ ค่ะ โทรกลับบ้านน้อยมาก แค่อาทิตยละครั้ง ครั้งละไม่กี่นาทีเท่านั้น เพราะเป็นคนไม่ค่อยชอบคุยโทรศัพท์ เช้ามาก็มีเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง เข้าออฟฟิศมาถามสโตร์แมนว่าตอนกลางคืนมีงานอะไรเข้ามาบ้าง เช็คเมล์นิดหน่อย ก่อนที่จะออกไปประชุมตอนเช้าทุกวัน ตอน 06.30 -07.00 น.
ต้องหอบสังขารขึ้นบันไดมา 5 ชั้นเพิ่มมาประชุมเช้าทุกวันค่ะ ห้องทำงานดิฉันอยู่ชั้นล่างสุด ห้องประชุมอยู่ชั้นบนสุด เหนื่อยลิ้นห้อยตอนเช้าทุกวันกว่าจะปีนบันไดขึ้นมาได้ ตอนเช้าจะเป็นการประชุมของหัวหน้าแผนก มารายงานว่าวันนี้มีงานอะไรต้องทำบ้าง ก็มีทั้งคนไทย ทั้งฝรั่ง ปนๆ กันไปค่ะ ประชุมเสร็จ ก็ยืนเม้าส์มอยด์กับเพื่อนๆ ต่ออีกเล็กน้อย จนบางทีเพื่อนฝรั่งเข้ามาแซว (หรือภาษาบ้านๆ เรียกว่าเข้ามากวนตีน) ไม่มีงานจะทำกันหรือไง ถึงได้มายืนคุยกัน ไม่ไปทำงานทำการ ฮ่าๆๆๆ
หลังจากประชุมตอนเช้าเสร็จก็ลงมาออฟฟิศมาทำงานค่ะ ที่เห็นเป็นส่วนหนึ่งของแวร์เฮ้าส์เท่านั้น พื้นที่เก็บของจริงๆ เยอะกว่าที่เห็นมาก มีหลายห้อง หลายส่วน แวร์เฮ้าส์เปิดตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ ดิฉันทำงาน 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น และจะมีผู้ช่วยสองคนออนบอร์ดตลอดเวลา (อีกหนึ่งคนพักบนฝั่ง) คนหนึ่งเข้ากะ 24-12 และอีกคนเข้ากะ 12-24
หน้าที่ในการรับของ เช็คสต็อค offload back load ของจากเรือเป็นหน้าที่ของสโตร์แมนผู้ช่วยของดิฉันค่ะ แวร์เฮ้าส์สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยต้องยกความดีความชอบให้สโตร์แมนค่ะ หน้าที่หลักๆ ของดิฉันดูแล ควบคุม จัดการทุกอย่างในแวร์เฮ้าส์ เริ่มตั้งแต่ (เป็นแค่ตัวอย่าง งานจริงๆ มีรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่านี้ค่ะ)
- เช็คอีเมล์ ตอบอีเมล์ ติดต่อคนเยอะมากค่ะ 360 องศาเลยก็ว่าได้ ระบบนี้มันเป็น Logistics ทำงานเป็นห่วงโซ่ ทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด คนที่เกี่ยวข้องกันก็มีหัวหน้าแผนกทุกแผนกในกรณีมาสั่งของพิเศษนอกเหนือจากที่มีในแวร์เฮ้าส์ ติดต่อกับทีมงานรับของส่งของบนฝั่ง ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ import / export ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ (อยู่สิงคโปร์) ติดต่อกับเวนเดอร์จากหลายๆ ประเทศ แต่หลักๆ ก็มีประเทศไทยกับสิงคโปร์ค่ะ ติดต่อกับบอสใหญ่ที่กรุงเทพฯ เพื่ออนุมัติสั่งซื้อของ ด้วยความที่ติดต่อกับคนมากหน้าหลายตา ทำให้บางครั้งบางทีก็มีการกระทบกระทั่งกันบ้าง บางครั้งก็เป็นแบบประสานงาน แต่บางครั้งก็เป็นแบบประสานงาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- สั่งของตั้งแต่ของใช้ในครัว สาก ครก ชาม ไห กะละมัง หม้อ ราคาหลักสิบ ยันราคาหลักล้านซึ่งก็จะเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ รวมถึง spare part ที่ใช้ในการขุดเจาะน้ำมัน
- ควบคุมการรับ การจ่ายของให้อยู่ใน budget ที่วางไว้
- ติดต่อกับ Freight Forwarder เพื่อ import ของให้เข้ามาประเทศไทยตามกำหนดเวลาในการใช้ของ
- ติดต่อกับ 3rd party company เพื่อนำช่าง engineer เข้ามาตรวจเช็คระบบ หรือแก้ไข ซ่อมแซมบำรุงอุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ
- ส่งเครื่องมือ อุปกรณ์ต่างๆ ไปเช็ค ไปซ่อมแซมทั้งในและต่างประเทศ
- สิ้นเดือนก็จะมีทำ Monthly Reports ต่างๆ
- ต้องทำงานภายใต้ KPI เงื่อนไขที่วางไว้ ถ้าเดือนไหนทำงานไม่ได้ตามเป้าหมาย บอสก็อาจจะไม่พึงพอใจได้
- ถ้าเป็นช่วงที่ต้องย้ายแท่นขุดเจาะจะเป็นอะไรที่นรกแตกมาก ยุ่งสุดๆ ต้องสั่งของ เตรียมของที่จะต้องใช้ให้ทันเวลา ยิ่งถ้าต้องการของด่วน จะหัวหมุนมาก เพราะต้องทำทุกวิถีทางให้ของมาให้ทันเวลา ไม่ว่าจะด้วยการส่งของทางรถ ทางเรือ ทางเครื่องบิน ทางเฮลิคอปเตอร์ ก็ต้องเช็ค ต้องหาวิธีที่ดีที่สุด
- นอกจากงานหลักๆ บางครั้งก็ต้องเข้าคอร์ส in house training ในเรือ หรือบางทีก็เป็นการเรียนออนไลน์ งานหลักก็ยุ่ง แต่ก็ต้องเจียดเวลาให้กับการอบรม ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ทำไม่ได้ค่ะ เพราะมีคนคอยตามคอยทวงตลอดเวลา ทำงานออฟชอร์ต้องตื่นตัวตลอดเวลา มีเรื่องให้เรียนรู้ตลอดค่ะ
ที่นี่มีเบรกกาแฟตอน 9 โมงเช้านะคะ แต่ดิฉันไม่เคยพักเบรก เพราะงานเยอะ ก็จะให้ผู้ช่วยไปพักเบรก 30 นาที ส่วนดิฉันก็กินกาแฟ กินขนมในออฟฟิศ บางทีผู้ช่วยก็หอบหิ้วขนมจากในครัวมาให้บ้าง
ดิฉันจะพักเที่ยงประมาณเที่ยงค่ะ จริงๆ ไม่ได้ฟิกซ์ว่าต้องเที่ยง ก็ดูตามความเหมาะสม ถ้าวันไหนไม่ยุ่งก็จะพักทานข้าวเที่ยงครึ่งชั่วโมงที่เหลืออีกครึ่งชั่วโมงก็จะแว๊บเข้าห้อง ดูทีวี อ่านหนังสือไปตามเรื่องตามราว แต่ถ้าวันไหนยุ่งๆ ทานข้าวเที่ยงเสร็จก็ต้องรีบกลับเข้าออฟฟิศทำงานต่อค่ะ
ที่นี่จะมีครัวสองฝั่งนะคะ ครัวไทย กับครัวฝรั่ง เราเลือกทานฝั่งไหนก็ได้ค่ะ ถ้าไม่อิ่มก็เติมได้ตลอด มีไอศกรีม ขนมหวาน ผลไม้ ให้เลือกทาน น้ำหวาน น้ำอัดลมก็มีนะ
ในหนึ่งอาทิตย์จะมีประชุมประจำสัปดาห์หนึ่งครั้งค่ะ เริ่มบ่ายโมง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พนักงานออฟฟิศและพนักงานออกกะจะต้องเข้าประชุมนี้ ไม่รู้เป็นอะไร ดิฉันหลับทุ๊กทีที่เข้าประชุม คงเพราะเพิ่งทานข้าวเที่ยงเสร็จ บวกกับบรรยากาศเย็นๆ คนนำประชุมพูดไปเรื่อยๆ เป็นยานอนหลับขนานดีเลยค่ะ หลับจนเจ้านายแซว เคยมีคนถามเจ้านายว่าจะให้จัดประชุมมั๊ย เจ้านายบอกว่า If Orathai needs more sleep please conduct a meeting ประมาณว่าถ้าอรทัยอยากจะนอนหลับก็จัดประชุมได้เลย ^_^!!!!
ประชุมเสร็จก็ต้องกลับเข้าออฟฟิศมาทำงานต่อค่ะ บางทีหัวหน้าแผนกก็จะเข้ามาติดต่อสั่งซื้อของ ก็จะมีแผนก Safety, Marine, Medical, Mechanical, Electrical, Drilling, Catering ของบางอย่างก็พอจะเข้าใจได้ แต่ของบางอย่างก็เป็นของเฉพาะด้านเทคนิคก็ต้องพยายามเรียนรู้ วิธีที่ดีที่สุดก็ถามเจ้าของแผนกนั่นแหละค่ะ ว่าเอาไว้ใช้ทำอะไร ให้เค้าอธิบายให้ฟัง ได้ความรู้เพิ่ม ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการทำงาน ในแต่ละวันจะเจอสิ่งใหม่ๆ ให้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาค่ะ
บ่ายสามมีเบรกกาแฟครึ่งชั่วโมง เหมือนเดิมค่ะ ดิฉันนั่งเฝ้าแวร์เฮ้าส์กินกาแฟในออฟฟิศนี่แหละ ปกติถ้าอยู่บนฝั่งจะกินกาแฟแค่วันละ 1 แก้ว แต่ทำงานออฟชอร์จะต้อง 2 แก้วตลอด เช้าแก้ว บ่ายแก้ว ไม่งั้นไม่ไหวค่ะ
หกโมงเย็น ได้เวลาเลิกงานค่ะ ถ้าเป็นจันทร์ถึงเสาร์ก็ทานข้าวเย็นในห้องอาหารเหมือนเดิม ยกเว้นวันอาทิตย์จะจัดบาบีคิวด้านนอกตัวเรือ กินไปดูวิวน้ำทะเลไป ก็ฟินได้อยู่เหมือนกันนะคะ นี่ถ้าได้จิบเบียร์เย็นๆ ซักแก้วก็คงจะดี (ไม่มีแอลกอฮอล์บนเรือนะคะ โทษร้ายแรงถึงขั้นไล่ออก)
ปกติหลังอาหารเย็นถ้าไม่ยุ่งดิฉันก็จะกลับเข้าห้องนอน ดูทีวี รอให้อาหารย่อยแล้วค่อยไปออกกำลังกายตอนสองทุ่ม แต่ส่วนมากต้องกลับเข้าไปเคลียร์งานในออฟฟิศต่อจนถึงสองทุ่มค่ะ แล้วก็มาออกกำลังกายต่อ
ห้องออกกำลังกายค่ะ มีเครื่องออกกำลังกายค่อนข้างครบ ก่อนหน้าดิฉันก็มาใช้ห้องนี้ทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้มาแล้วค่ะ เปลี่ยนไปใช้อีกห้องแทน
ห้องนี้แหละค่ะ ที่มาออกกำลังกายประจำ วันละครึ่งชั่วโมง (จะทันได้ผอมอะไร) ก็จะเต้นตามโปรแกรมออกกำลังกาย เช่น T25 มั่ง 21 Day Fix บ้าง สลับไปสลับมา ก่อนหน้าจะมีกลุ่มเพื่อนหลายๆ คนมาเต้นด้วยกัน สนุกดี แต่ว่าตอนนี้ย้ายกรุ๊ปทำงาน ทำให้เวลาทำงานไม่ตรงกัน ก็เลยต้องต่างคนต่างมา
ออกกำลังกายเสร็จก็กลับเข้าห้องนอนค่ะ อาบน้ำ ดูทีวี เล่นอินเตอร์เน็ต อ่านหนังสือไปเรื่อยเปื่อย ถ้าวันไหนเจอแจ็คพ็อตก็อาจจะมีซ้อมสละเรือตอนกลางคืน เอาแน่นอนไม่ได้ค่ะ ที่นี่จะต้องมีการซ้อมอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง กลางวันบ้าง กลางคืนบ้าง แล้วแต่นายๆ เค้า ดิฉันเคยเจอครั้งหนึ่งตอนกลางคืนกำลังอาบน้ำถูสบู่ไม่ทันได้ครึ่งตัวเลยค่ะ สัญญาณซ้อมสละเรือดังให้ไปรวมตัว ณ จุด รวมพล ล้างสบู่ได้ ก็คว้าเสื้อผ้ามาใส่แทบไม่ทัน ก็ต้องออกไปทั้งตัวเปียกๆ หัวกระเซอะกระเซิงอย่างนั้นแหละค่ะ
อยู่ที่นี่ดิฉันจะได้นอนวันละประมาณ 5-6 ชั่วโมง จริงๆ ถ้าจัดเวลาดีๆ ก็ได้นอนมากกว่านี้ แต่ว่าก็มีโน่น นี่ ให้ทำ โดยเฉลี่ยก็นอนเท่านี้แหละค่ะ ค่อยกลับไปนอนเยอะๆ ตอนพักบนฝั่ง 28 วัน
ชีวิตก็วนลูปอยู่อย่างนี้ทุกวันค่ะ บางวันก็มีงานด่วน มีปัญหาให้เข้ามาแก้ไขตลอด ดิฉันจะยุ่งสุดๆ ช่วงวันจันทร์ถึงศุกร์ เสาร์ อาทิตย์จะชิลๆ เพราะว่าคนบนฝั่งเค้าหยุดกัน ไม่รู้จะติดต่องานกับใคร เสาร์ อาทิตย์จึงเป็นช่วงที่ต้องเคลียร์งานค้างๆ ให้เสร็จ เพื่อรับมือกับงานวันจันทร์ต่อ
ถ้าเช้าวันไหนอากาศดีๆ หลังประชุมเช้าเสร็จก็จะออกไปสูดอากาศข้างนอกซักแป๊บนึงก่อนกลับลงไปทำงานที่ออฟฟิศ
และถ้าวันไหนงานไม่ยุ่ง ตอนพักเที่ยงก็จะมาใช้บริการเสริมสวยจากคุณหมอที่น่ารักค่ะ ผู้หญิงแทบทุกคนในเรือ โดนเธอจับมาเสริมสวยแทบทุกคนค่ะ :)
ทำงานกลางทะเล สิ่งที่ควบคุมไม่ได้คือธรรมชาติ เราก็ต้องอยู่และรับมือกับมันให้ได้ บางวันอาจจะลมแรง คลื่นสูง เรือโยก ใครเก๋า ก็ไม่เมาคลื่น ใครไม่ไหวก็ร่วงไปกองกับพื้นตามระเบียบค่ะ (ดิฉันก็เก๋าพอตัวนะคะ น้อยมากที่จะเมาเรือ จริงๆ เรียกว่าชินมากกว่า เพราะทำงานมานาน แต่บางคนทำงานมาเป็นสิบปี คลื่นสูงทีไรก็เมาทุกทีนะเออ)
บางวันเราก็จะเจอแบบนี้ ส่วนมากจะเจอช่วงหน้ามรสุมประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม แต่เดี๋ยวนี้เอาแน่เอานอนไม่ได้ค่ะ เจอแบบนี้ได้เรื่อยๆ ถ้าเรือโยกดิฉันว่าออฟฟิศของดิฉันโอเคที่สุดนะคะ เพราะเป็นชั้นใต้น้ำ จะไม่ค่อยโยกเท่าไหร่ แต่ชั้นบนสุดนี่ซิคะปวดเศียรเวียนเกล้ามาก ถ้านึกไม่ออกลองนึกถึงไม้เสียบลูกชิ้นเวลามันดีดไปมา ฐานมันจะโยกน้อย ส่วนปลายไม้มันจะดีดหรือโยกเยอะมาก ก็ประมาณนั้นแหละค่ะ
บางวันก็อากาศดีมาก สวยมาก น้ำทะเลนิ่งใสเหมือนกระจก จนอดใจที่จะกดชัตเตอร์ถ่ายรูปไว้ไม่ได้เลย อาทิเช่น ภาพดังต่อไปนี้ค่ะ สวยมั๊ยล่ะ
การทำงานออฟชอร์จะเน้นเรื่องความปลอดภัยในการทำงานเป็นอันดับหนึ่งค่ะ ถ้าเราทำงานได้ตามเป้าหมายหรือทำลายสถิติ ทางบริษัทก็จะมีแจกรางวัลเล็กๆ น้อยๆ เช่น แจกเสื้อ แจกกระเป๋า นาฬิกา เป็นต้น รูปที่เห็นคือแจกเสื้อค่ะ ใส่เสื้อกันแล้วก็ขึ้นไปถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกซักหน่อย ที่นี่มีหลายบริษัททำงานร่วมกัน แต่เมื่อเราอยู่เรือลำเดียวกันแล้วก็เหมือนเป็นทีมด้วยกัน ก็ต้องร่วมด้วยช่วยกันไม่มีการแยกบริษัทโน้น บริษัทนี้
ทำงานไปทำงานมาก็ครบ 4 อาทิตย์ล่ะ ดิฉันละเกลียดการทำงานวันแรกกับวันสุดท้ายของรอบทำงานมาก เพราะอะไร? วันแรกที่ไม่ชอบเพราะมันจะงงๆ ทำงานเอ๋อๆ ไปไม่ค่อยถูก พอวันสุดท้ายก็ต้องเคลียร์งานที่ค้างๆ ให้เสร็จให้ได้มากที่สุด ไหนจะต้องเขียน Handover note ไว้ให้คู่เปลี่ยนของเราอีก ปกติก็ต้องเขียนมาเรื่อยๆ แต่บางทีมันยุ่งก็ไม่ค่อยมีเวลาเขียน ก็มาเขียนวันท้ายๆ ก็ไม่ทันน่ะซิคะ วันสุดท้ายเคยเลิกงานเกือบเที่ยงคืนก็มีค่ะ เพื่อจะเขียน Handover note ให้เสร็จ เวลาคู่เปลี่ยนลงมาทำงานวันแรก เค้าจะได้ต่อติด (คู่เปลี่ยนของดิฉันเป็นคนมาเลย์ค่ะ) ด้วยความที่ทำงานตั้งแต่ 6 โมงเช้า พอดึกๆ มันก็เริ่มมึนๆ เบลอๆ ก็ต้องฝืนทำ วันนี้เหลือแบตเตอรี่เท่าไหร่ ใส่หมดเลยค่ะ ค่อยไปนอนบนฝั่งเอา
และแล้วก็ถึงวันของเรา วันกลับบ้านค่ะ ต้องตื่นแต่เช้า อาบน้ำแต่งตัว เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋า ขามากระเป๋าหนักค่ะ เพราะยัดขนมมาเต็มกระเป๋า ขากลับกระเป๋าแบนล่ะขนมหาย วันกลับบ้านนี่ทุกคนจะกระดี๊กระด๊าเหมือนปลากระดี่ได้น้ำมาก ประมาณใครด่าอะไรก็ยิ้มได้ตลอด ทุกคนจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษ ตื่นเต้นดีใจที่จะได้กลับบ้าน กลับไปเจอครอบครัว เจอคนที่รัก หลังจากตรากตรำทำงานหนักมาเป็นเวลาถึง 4 อาทิตย์ติดต่อกัน (บางตำแหน่งทำงานหนักและเหนื่อยมากนะคะ งานดิฉันไม่ได้หนัก ไม่ได้เหนื่อย แต่แค่ยุ่งและปวดหัวเพราะเป็นงานที่ต้อง manage อะไรหลายๆ อย่าง)
พอเฮลิคอปเตอร์แตะพื้น สิ่งแรกที่ทุกคน (ส่วนมาก) วิ่งเข้าใส่เลยก็คือเติมแอลกอฮอล์ค่ะ เพราะหลังจากอดอยากปากแห้งมา 4 อาทิตย์เต็มๆ พอได้ซดเบียร์เย็นๆ ก็ชื่นใจ ตอนทำงานออฟชอร์บางทีก็ห่ำหั่นกัน ก็ต้องเล่นไปตามบทบาทหน้าที่การงาน แต่พอถึงฝั่งปุ๊บ ส่วนมากก็จะถอดหัวโขนออกค่ะ ทุกคนก็จะเป็นเพื่อนกัน บนฝั่งนี่คุยกันดีมากค่ะ วันแรกที่ขึ้นฝั่งนี่ดิฉันจะมีความสุขมาก หันไปทางไหนก็สดชื่น
ช่วงที่พัก 4 อาทิตย์ บางทีก็ต้องไปอบรมต่างจังหวัด บางทีก็ต้องไปอบรมต่างประเทศ บางทีก็เดินทางท่องเที่ยวบ้าง ทั้งต่างจังหวัดและต่างประเทศ ชีวิตการทำงานออฟชอร์มันก็มีความสุขที่ตรงนี้แหละค่ะ ช่วงที่หยุดไม่ต้องนึกถึงเรื่องงานเลย เพราะมีคนทำงานแทนเราอยู่แล้ว จะไปเที่ยวไหนทำอะไรก็สบายใจ ไม่ต้องกังวลเรื่องงาน โยนทุกอย่างทิ้งไปเลย จนครบ 4 อาทิตย์นี่แหละค่ะถึงจะต้องกลับไปสวมหัวโขน แสดงไปตามบทบาทหน้าที่การงานของตัวเองต่อไป วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้เรื่อยๆ จนกว่าจะหันหลังให้กับวงการนี้ค่ะ
ปล. 1 ภาพประกอบในบันทึกฉบับนี้บางรูปอาจจะติดรูปเพื่อนๆมาด้วย บางคนก็ได้ขออนุญาตไปแล้ว บางคนก็ไม่ได้ขออนุญาต ถ้าเจ้าของรูปเห็นว่าไม่สมควร แจ้งเข้ามาได้เลยนะคะ ดิฉันพร้อมจะแก้ไขให้ทันทีค่ะ
ปล. 2 ณ ช่วงเวลานี้เป็นยุคตกต่ำของงานออฟชอร์ค่ะ เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วและก็คงเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าราคาน้ำมันจะดีขึ้น ทุกคนก็คงจะได้ยินข่าวมาบ้างแล้ว ราคาน้ำมันตกแบบลดฮวบ ทำให้แทบทุกบริษัทต้องลดคนงานลง ลดเงินเดือนลง คนงานเก่าๆ บางคนก็ถูกลอยแพ ถ้าเป็นเมื่อก่อนออกจากบริษัทนี้ก็ไปสมัครบริษัทโน้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันทำให้เราทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ทุกบริษัทต่างก็ลดคนงาน เพราะฉะนั้นการจะเข้ามาทำงานวงการนี้ในช่วงนี้คงจะยากซักหน่อยนะคะ ก็เอาใจช่วยเพื่อนๆ ทุกคน และก็ภาวนาให้ทุกอย่างดีขึ้นในเร็ววันนะคะ
เจอกันใหม่ฉบับหน้าค่ะ
ตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เข้ามาอ่านบทความดีๆตลอดเลยค่ะ รู้สึกชอบการทำงานแบบนี้จัง สู้ๆนะคะ ^_^
T-15 ออกไปจาก KPWM ไม่นานเองได้ข่าวไปอยู่ BAWA แอบเหนรูปร้านครัวกัปตัน ร้านนี้ขวัญใจคนออฟชอร์เลย แหม่
พึ่งมาค้นพบ จะติดตามนะค่ะ