วันวานที่ Malaysia 12-15 September 2014 ตอนที่ 1

Piyawan
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ทริปนี้เดินทางนานแล้ว แต่อยากจะเขียนไว้เป็นข้อมูลสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปเที่ยวประเทศมาเลเซียด้วยตัวเอง เพราะว่าประเทศนี้สามารถที่จะเที่ยวเองได้ไม่ยากเลย ไม่ต้องใช้วีซ่าซะด้วย และแล้วทริปครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง การเดินทางครั้งนี้ไปแบบง่ายๆ ด้วย เครื่องบินโลว์คอส ของ แอร์เอเชีย บินตรงจากเชียงใหม่ ไปยังกัวลาลัมเปอร์ โดยเดินทางวันที่ 12 ตุลาคม 2557 เวลา 09.10 AM ถึง กัวลาลัมเปอร์ เวลา 01.00 PM และเดินทางกลับวันที่ 15 ตุลาคม 2557 เวลา 02.50 PM ถึงเชียงใหม่เวลา 04.25 PM รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ไป กลับ ต่อคน 5660 บาท

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องที่พัก ตอนแรกก็หาอ่านใน blog หรือ pantip ว่าไปพักที่ไหนกันบ้าง แต่ละที่เป็นยังไง มาสรุปเลือกโรงแรม เพรสคอต กัวลาลัมเปอร์ เซ็นทรัล (Prescott Hotel Kuala Lumpur Sentral) เค้าบอกว่าโรงแรมเพิ่งสร้างใหม่ปี 2013 ค่าที่พัก 3 คืน ราคา 3311.34 บาท (ตกคืนละพันกว่าบาท) จองผ่าน Agoda.com จ่ายผ่านบัตร KTC

โรงแรมนี้ ตั้งอยู่แถวไชน่าทาวน์ Sentral กัวลาลัมเปอร์ ใกลักับพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ National Mosque และสวนนก กัวลาลัมเปอร์ นอกจากนี้ยังอยู่ใกล้กับ Petaling Street และ Merdeka Square มีค่ามัดจำ RM 50 จ่ายตอน Check in ได้คืนตอน Check out

การแลกเงินก็แลกไปก่อนตามเคย เนื่องจากพวกเราอยู่ภาคเหนือ จึงลองใช้บริการ สากลการค้า ที่เชียงใหม่ พบว่าเรทดีกว่าจากธนาคารเหมือนเคย แลกได้ 9.88 บาท ต่อ RM 1 ถัวๆ ไปก็ประมาณ 10 บาท ต่อ RM 1 (RM หรือ ริงกิต นั่นเอง)


Day 1 ที่ KL ตะลุยพายุฝนกลางจตุรัสเมอร์เกด้า

ตอนที่อ่านรีวิวก่อนที่จะไป มีคนเขียนไว้เยอะว่าสนามบินของโลว์คอส ไม่มีงวงช้างนะ ต้องเดินออกมาไกลมาก งั้นงี้ ปรากฏว่า ไปคราวนี้มีงวงช้างด้วย เดินสบายตัวปลิวออกมาจากเครื่องบิน แถมยังไม่ต้องกรอก imigration card เพราะตอนนี้ที่ Malaysia ใช้ระบบ scan นิ้วมือ ถ้าไปกับเด็ก เด็กไม่ต้องค่ะ scan แต่ผู้ใหญ่ ผ่าน ตม มาเรียบร้อยก็มารับกระเป๋า สแกนกระเป๋าเดินทาง แล้วก็ออกมายัง arrival hall เราเลือกวิธีเดินทางออกจากสนามบินเข้าเมืองด้วย KLIA Express คล้ายๆ airport link บ้านเราอ่ะค่ะ แต่แพงหน่อย 3 คนพร้อมกระเป๋าคนละใบ เจอไป RM 85 หรือประมาณ 850 บาทไทย ประมาณ 27 นาที ก็ถึง KL Sentral มาถึงไวมากเพราะไม่จอดที่สถานีไหนเลยนอกจากปลายทาง ที่นั่งก็สะอาด กว้างขวาง คนไม่เยอะค่ะ มิน่า ถึงแพง

ถึง KL Sentral ที่นี่เหมือนกับเป็นชุมทางของการคมนาคม เราจะเลือกไปอะไรก็ได้ ที่นี่มีหมด เท่าที่ดู การคมนาคมของเค้าดีกว่าบ้านเรามาก อิจฉาจัง...

แล้วก็หาทางออกจาก KL Sentral เพื่อที่จะไปยังโรงแรมที่พักวันนี้ คือพอเดินออกมาแล้วให้ไปทางขวา แต่ไม่ต้องขึ้นบันไดเลื่อน ให้เดินไปด้านหลังแล้วลงบันไดเลื่อนไปชั้นล่าง จะเจอกับรถบัสที่มาจากสนามบิน ลงบันไดเลื่อนแล้วให้กลับหลังหันเดินไปทางที่รถบัสไป เดินตามทางเดินยาวๆ ถึงหัวมุมจะเจอกับคิว TAXI และสี่แยกไฟแดง ให้ข้ามถนนแล้วเลี้ยวซ้าย เดินตามทางไปเรื่อยๆ จะเจอโรงแรมอยู่ติดกับปั๊มปิโตรนาส หาไม่ยากค่ะ เดินก็ประมาณ 10 นาทีเท่านั้น

ถึงละ หน้าโรงแรม

ร้านอาหารติดกะโรงแรมเลยค่ะ ราคาเป็นมิตรอยู่

ตอน check in อย่าลืมบอกเค้าว่า non smoking room นะคะ ห้องกว้างขวางดี เพดานห้องสูงทำให้ไม่อึดอัด ในห้องมีไดร์เป่าผม กาต้มน้ำ กาแฟ ชา น้ำเปล่ามีบริการ 2 ขวด มีหน้าต่างเห็นวิวด้านนอก แอร์เย็นใช้ได้ และมีพัดลมสำหรับคนที่ไม่ต้องการเปิดแอร์ด้วย แต่นิดนึงว่าในห้องน้ำตัวฝักบัวเชาเวอร์มีน้ำรั่วออกมากจากข้อต่อฝักบัวด้วย ทำให้น้ำไหลไม่ค่อยแรง สรุปว่า ห้องผ่าน เพราะไม่ได้ยินเสียงจากห้องอื่นเลย มีหน้าต่างด้วยค่ะ เข้าออกด้วย key card

พักซักแป็ป เวลาขณะนั้นก็เริ่มบ่ายแก่ๆ ประมาณบ่าย 4 เราก็เริ่มออกเดินทางไปสำรวจสถานที่กัน

ระหว่างทางเดินไป KL Sentral

เราเริ่มต้นจาก KL Sentral คราวนี้จะไป LRT ลำบากก็ตอนซื้อตั๋วนี่แหละค่ะ จะต้องซื้อตั๋วผ่านเครื่องขายอัตโนมัติ คิวย้าวยาว....วิธีซื้อตั๋วก็ง่ายดายมากค่ะ อ่านหน้าจอ แล้วกดตามไปเรื่อยๆ และใส่เงินเข้าไป จะได้เป็นเหรียญออกมา เอาไว้แปะเพื่อผ่านเข้า เหมือนบ้านเราน่ะแหละ

ซื้อตั๋วเสร็จ ก็ลงไปรอรถไฟฟ้า

ที่แรกที่ไปก็คือ Masjid Jamak ออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าก็เจอกับภาพนี้เลย คุ้นๆ เหมือนบ้านเราแถวๆ ประตูน้ำยังไงยังงั้นเลย นี่เป็นบรรยากาศแถวๆ สถานี

อันเนื่องจากว่าเราไปเสียเวลาต่อคิวเพื่อกดตั๋วรถไฟ และก็ไปงง เมา กับการกดตั๋ว ก็เลยทำให้ออกมาช้า มาถึงก็เป็นเวลาปิดซะแล้ว เดินข้ามประตูไป คุณลุงคนเฝ้าก็ยกไม้ยกมือบ๊ายบาย แปลว่า หมดเวลาแล้วจ้า

พวกเราจึงเดินจาก Masjid Jamak มาทางซ้าย เดินไปถึงไฟแดงแล้วเลี้ยวซ้าย ข้ามสะพานข้ามคลอง เพื่อไปที่จตุรัสเมอเกด้า

วันที่เราไปกันเค้าเพิ่งจะมีการแข่งขันวิ่งมาราธอน เพิ่งเสร็จไปวันเดียวเองมั๊ง ก็เลยยังมีการปิดถนน และก็มีห้องน้ำสาธารณะเรียงกันยาวเหยียดเป็นแถว สวยดีเหมือนกัน

ที่จตุรัสนี้ จะมีเสาธงสูงที่สุดในโลก เป็นเสาธงประวัติศาสตร์ของประเทศมาเลเซีย เดินชื่นชมความงามของเหล่าตึก ความอลังการของสถานที่ทางราชการต่างๆ

เดินไปมาสักพัก ปรากฎว่าเกิดฝนตก ลมแรงขึ้นซะงั้น ก็เลยไปหลบในเตนท์ใกล้ๆ เสาธง เพราะเห็นมีนักท่องเที่ยววิ่งไปหลบในนั้นกันบ้างก็เลยวิ่งเข้าไปมั่ง

ทีนี้ลมเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ฝนก็ตกหนักขึ้นเรื่อยๆ เต้นท์ข้างๆ พังลงมา เต้นท์ที่ใช้หลบอยู่ผ้าใบก็ปลิวโบกสะบัดตามแรงลมดังพรึ่บ พรึ่บ นักท่องเที่ยวมองหน้ากัน บางคนตัดสินใจวิ่งออกไปจากเตนท์ ที่เหลือ ขมวดเข้ามาอยู่ใกล้กันมากขึ้น เราก็จับลูกไว้แน่นเลย โอบลูกไว้ ในใจคิดแต่ว่า อะไรจะเกิดก็เกิด สักพัก ฝนเริ่มซา ก็เลยตัดสินใจวิ่งออกมากกันบ้าง 3 คนครอบครัวเราวิ่งตูดชี้ออกมาจากเตนท์ ไปหลบตึกที่เป็น underground อะไรซักอย่าง นาทีนั้น ไม่อ่านอะไรแล้ว ขอเพียงประตูเปิดรับเข้าไปเท่านั้น...สภาพตอนนี้เหมือนลูกแมวตกน้ำ เปียกไปครึ่งตัว หัวไม่ต้องพูดถึง เปียกซ่ก กางเกงยีนส์ ถุงเท้า รองเท้า ชุ่มฉ่ำได้วยน้ำ ปรากฎว่าที่นั่นมีศูนย์อาหารอยู่ก็เลยเข้าไปหาอะไรกินและก็เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย อาหารมื้อนั้นก็จะเป็นพวก sizzing นันก็คือคล้ายๆ หมี่กรอบราดหน้าของบ้านเรานั่นเอง อร่อยใช้ได้ค่ะ กินทั้งๆ ที่ตัวเปียกกันแบบนั้นเลย พออิ่มก็ไม่คิดอะไรแล้ว อยากจะกลับอย่างเดียวเพราะว่าขณะนั้นก็มืดแล้ว ก็เลยตกลงกันว่าจะกลับโรงแรมละ

เช่นเคย ขึ้นรถไฟใต้ดินกลับมาที่ KL Sentral แล้วก็กลับโรงแรมเพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้ ก่อนเข้าโรงแรมก็แวะร้านสะดวกซื้อที่ปั๊มใกล้โรมแรม ซื้อขนมปัง และน้ำดื่มสำหรับวันพรุ่งนี้ น้ำดื่มไม่แพงมาก ขวดละ RM 1 หรือราวๆ 10 บาทบ้านเราค่ะ อ้อ ภาระกิจก่อนนอน เป่ารองเท้าที่เปียกชุ่ม 3 คู่…

ปิดท้ายด้วยภาพนี้ค่ะ ทุกทริปต้องมี

พบกันตอนหน้านะคะ จะพาไปเที่ยวถ้ำบาตู ปุตราจายา เมืองใหม่ ฯลฯ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน learn2travel



ความเห็น (0)