วันที่ 2 ป.1 กับ ปี 5 ที่ไม่ต่างกัน… (18/05/2559)

วันที่สอของการเป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ในตอนเช้ามีภารกิจที่จะต้องทำ คือการควบคุมดูแลการทำความสะอาดของนักเรียนชั้น ป.1 และการเข้าแถวของนักเรียน โดยที่ครูพี่เลี้ยงได้มอบหมายให้ โดยครูได้บอกว่า นอกจากควบคุมแล้ว คนเป็นครูต้องช่วยเด็กทำด้วย เพราะแค่ตัวของนักเรียนเอง อยู่ชั้น ป.1 ก็จะทำได้ตามศักยภาพของเด็ก ฉะนั้นครูจะต้องช่วยเหลือเด็กนักเรียนด้วย ไม่ใช่แค่ดูอย่างเดียว “อยู่กับเด็กนักเรียน ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องของเด็กซึ่งครูต้องใส่ใจ”


เมื่อถึงเวลาเรียนหนังสือ ในสัปดาห์นี้รายวิชาที่ตนเองได้รับผิดชอบ ยังไม่ได้สอน ให้เริ่มสอนในสัปดาห์หน้า จึงเป็นผู้ช่วยครูและสังเกตการณ์จัดการเรียนการสอน และอยู่ประจำชั้น ป.1 แล้วสังเกตเด็กนักเรียนแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร และทำให้พบว่า มีเด็กพิเศษเยอะมากๆ แต่พิเศษในที่นี้ มีทั้งพิเศษในทางที่ดีและไม่ค่อยจะดี ซึ่งครูพี่เลี้ยงก็ได้บอกว่า มีอยู่เยอะและมีทุกปีตั้งแต่ชั้น ป.1 บางคนต้องทานยาตลอด บางคนพ่อแม่ไม่ยอมรับและไม่พาลูกไปตรวจกับคุณหมอ อาการก็เพิ่มมากขึ้นในทุกวัน ซึ่งส่งผลกับการเรียนรู้ของเด็กและเพื่อนนักเรียนในชั้นเรียน ทำให้ฉันคิดว่า หากตนเองได้เป็นครูจริงๆ พบเจอกับปัญหาอย่างนี้ก็คงจะคิดหนักเช่นกัน


ตลอดทั้งวันจึงได้อยู่กับเด็กนักเรียนชั้น ป.1-3 แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ชั้น ป.1 และเริ่มมีเด็กนักเรียนเข้ามาหา เด็กนักเรียนชั้น ป.1 ส่วนใหญ่จะมองหน้า แล้วก็มีคำถามเยอะมาก เรียกได้ว่าแต่ละคนเป็นเจ้าหนูจำไมได้เลย และเป็นเด็กที่ยังไม่รู้อะไรประสีประสาอะไร อย่างเช่นตอนจะไปเข้าห้องน้ำก็ไม่ปิดประตูห้องน้ำ และครูพี่เลี้ยงก็คอยแนะนำว่าหากเด็กนักเรียนถามให้ตอบเลย บางคนเรียกชื่อคุณครู แต่ไม่มีคำถามแต่เขาแค่อยากเรียก และบางคนเรียกคุณครูไม่สุภาพก็จะได้สอนด้วย อะไรที่ไม่ดีไม่ถูกต้องให้รีบตักเตือนและแก้ไขทันที เพราะการที่เด็กมาโรงเรียน ครูจะต้องสอนทั้งหมดไม่แค่สอนหนังสือ ทั้งการพูดจา กริยา มารยาท คุณธรรม ยิ่งเด็กนักเรียนชั้น ป.1 จะต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด ปรับตัวใหม่จากการเรียนอนุบาล ซึ่งบางคนยังไม่สามารถทำได้ ยังร้องไห้ตอนที่มาถึงโรงเรียน ซึ่งทั้งหมดนี้ครูจะต้องทำให้เด็กสามารถปรับตัวใหม่และเริ่มต้นเรียนรู้การพัฒนาตามวัยของตนเอง ซึ่งหากปูพื้นฐานของเด็กได้ดี ก็จะทำให้เด็กเติบโตไปได้อย่างมีคุณภาพ ฉันจึงคิดว่าเด็กชั้น ป.1 ก็คงไม่ต่างกับฉันใน ชั้นปีที่ 5 สักเท่าไหร่หรอก การเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ในสภาพจริง การปรับตัว และการพัฒนาตนเองให้สามารถเป็นครูที่ดีได้ และทั้งหมดนี้ต้องใช้ความอดทน ความพยายามและความใส่ใจกับสิ่งที่ทำเป็นอย่างมากด้วย ยังไงก็ตามแต่ “เทอมนี้เราจะสู้ไปด้วยกันนะเด็กน้อย ป.1”

ตอนเย็นของวันนี้ ก่อนจะถึงการเข้าแถวก่อนกลับบ้าน ครูพี่เลี้ยงได้ทำโทษเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.1 คนหนึ่งชื่อว่า เด็กหญิงแก้วเกล้า เด็กคนนี้ไม่ทำการบ้านที่คุณครูสั่งตั้งแต่เปิดเทอมมา ครูจึงทำโทษโดยการไม่ให้ไปเข้าแถวกลับบ้าน แล้วให้นั่งทำการบ้านในห้องเรียนคนเดียวจนกว่าจะทำเสร็จถึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆเข้าแถวกลับบ้านกันหมดแล้ว และฉันก็ได้รับมอบหมายให้เฝ้าเด็กหญิงคนนี้จนกว่าจะทำการบ้านเสร็จทั้งหมด เพราะครูพี่เลี้ยงต้องไปประชุม จนกระทั่งถึงตอนที่เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น เด็กหญิงคนนี้ที่นั่งทำการบ้านบนโต๊ะตนเอง ได้หันกลับมามองฉันซึ่งนั่งอยู่ข้างหลัง แล้วพูดว่าหนูอยากกลับบ้าน รถจะมารับหนูแล้ว (เด็กหญิงคนนี้มาจากบ้านเด็กเวียงพิงค์ (บ้านเด็กกำพร้า) ซึ่งเด็กจะต้องกลับพร้อมรถที่ทางบ้านจัดมาให้) แต่ครูพี่เลี้ยงได้บอกไว้ก่อนไปประชุมว่าห้ามให้กลับจนกว่าจะทำเสร็จ เราจึงบอกให้เด็กคนนี้รีบทำจะได้เสร็จละกลับพร้อมกับรถ โดยระหว่างนั้นเด็กคนนี้ก็ก้มหน้าเขียนต่อไปและร้องไห้ไปด้วย ฉันนั่งมอง และพยายามพูดให้เด็กรีบทำงาน ในใจก็สงสารเด็ก และคิดว่าจะปล่อยให้กลับแล้ว เพราะมาคิดดูถ้าไม่ปล่อยเด็กกลับไปแล้วจะกลับยังไง แต่ต้องโทรหาครูพี่เลี้ยงก่อน แต่ครูไม่รับสาย ฉันจึงเดินไปถามรถของบ้านเด็กเวียงพิงค์ว่าเหลือเด็กอีกเยอะมั้ยที่ยังไม่มาขึ้นรถ คนขับรถตอบว่าเหลือไม่เยอะแล้ว ฉันจึงตัดสินใจให้เด็กคนนี้กลับบ้าน แต่พูดกับเด็กว่า “ หนูสัญญากับครูก่อนได้มั้ย ว่าต้องทำการบ้านมาให้เสร็จในวันพรุ่งนี้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้วหนูจะโดนคุณครูทำโทษอีก” เด็กหญิงคนนั้นตอบว่า “ค่ะครู หนูจะทำมาค่ะ” หลังให้สัญญาก็รีบเก็บของวิ่งไปที่รถรับส่งนักเรียนของตนเอง จนรถได้ขับออกไปจากโรงเรียน ทำให้ฉันมานั่งคิดกับตนเอง ถ้าวันนี้เราไม่ทำแบบนี้ เด็กหญิงคนนี้จะเป็นอย่างไร แล้วพรุ่งนี้มาดูกันว่าคำสัญญานี้ เด็กหญิงแก้วเกล้าจะทำได้หรือไม่ โปรดติดตามตอนต่อไป…

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน บันทึกการฝึกสอนของนางสาวอัจฉราพรรณ บุญเรือง...(ภาคเรียนที่1/2559)



ความเห็น (6)

เขียนเมื่อ 

บันทึกนี้มีคุณค่ามากครับ โดยเฉพาะตอนที่ คุณครูมีปฏิสัมพันธ์กับหนูน้อยที่ทำการบ้านไม่เสร็จ การยอมให้เด็กกลับบ้าน โดยที่ ทำการบ้านไม่เสร็จ ผมมองว่า ออกมาจากจิตวิญญาณของความเป็นครู ที่มีเมตตาอย่างมาก อยากจะรู้ครับว่าทำไมเด็กคนนี้ถึงทำการบ้านไม่เสร็จ และอยากจะติดตามตอนต่อไปหรือครับ

@อ.ต๋อย ขอบคุณมากๆค่ะ ดีใจนะคะที่อยากจะติดตามได้ตอนต่อไปค่ะ

เขียนเมื่อ 

เป็นกำลังใจนะค่ะ

@ดาวพลัดถิ่น ขอบคุณค่ะ คิดถึงและเป็นกำลังใจให้เช่นกันนะคะ สู้ๆค่ะดาว

เขียนเมื่อ 

เมื่อเด็กมาจากครอบครัวแตกแยก
คนเป็นครูต้องให้ความเข้าใจในตัวเขาสูงสุดครับ ;)...

@Ongkuleemarn

จริงค่ะครู และจะพยายามปรับทั้งตัวเด็กและตัวเราค่ะ