เมื่อปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับโครงการความร่วมมือ

ได้มีโอกาสจัดงานใหญ่งานหนึ่ง คือ การสัมมนาเรื่อง สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ : ดินแดนแห่งการสืบสานวัฒนธรรม ประเพณี และโอกาสทางการค้า  ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดงาน ในงานนี้มีกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม  คือ การสัมมนาวิชาการ และการจัดแสดงสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของประเทศต่างๆ จาอาเซียนและยุโรป 

          ก่อนอื่นขออธิบายเพื่อทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI คือสินค้า (ทรัพย์สินทางปัญญา) ที่ในกระบวนการผลิตมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับธรรมชาติ พื้นที่และคนในชุมชนนั้น โดยใช้ชื่อทางภูมิศาสตร์มาเป็นชื่อสินค้า อย่าเพิ่งงง ลองดูตัวอย่าง ส้มโอนครชัยศรี ไข่เค็มไชยา มะขามหวานเพ็ชรบูรณ์ หมูย่างเมืองตรัง เป็นต้น จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าการผลิตสินค้า จะต้องอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติ และความรู้ที่เป็นวิธีการเฉพาะของชุมชน เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าอันมีลักษณะที่ดีและพิเศษนั้น ซึ่งเจ้าของสินค้าอันมีลักษณะที่ดีและพิเศษนั้น ซึ่งเจ้าของสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไม่จำเป็นต้องแสดงว่าสินค้านี้ดีที่สุด แต่ผู้บริโภคจะสามารถแยกความแตกต่างของสินค้าได้ด้วยตนเอง  โดยดูจากภาพลักษณ์ภายนอก ชื่อ และวิธีการจัดวางจำหน่ายในตลาด

      ประเทศต่างๆ มีระบบการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันไป เช่น ในประเทศอินโดนิเซีย และเวียดนาม ให้ความคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ทั้งโดยระบบกฎหมายสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์โดยเฉพาะ และการคุ้มครองภายใต้กฎหมายเครื่องหมายการค้า  ประชาคมยุโรปเป็นดินแดนที่มีความคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ที่เข็มแข็งมากและมีการพัฒนาที่ยาวนาน    และก้าวหน้าโดยลำดับ โดยมีการคุ้มครองภายใต้กฎระเบียบของประชาคมยุโรป  ที่หากได้รับการจดทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมาธิการสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงบรัสส์เซล แล้วการคุ้มครองจะมีผลใน 25 ประเทศสมาชิกด้วย   โดยรวมในยุโรปมีสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์กว่า 2,000 รายการ ( 1,400 รายการสำหรับไวน์และเหล้าและ 600 รายการสำหรับสินค้าอื่น)  โดยผู้ผลิตสินค้า GI ของยุโรปเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่ของการรวมตัวกันอย่างเข็มแข็งเพื่อการสร้างศักยภาพการผลิต อาทิ ในโปตุเกส ซึ่งมีการแบ่งกลุ่มผู้ผลิตออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มผู้ผลิตสินค้าจากสัตว์ ( Natur-Al-Carnes) และกลุ่มผู้ผลิตจากพืช (APAFNA) โดยกลุ่มผลิตจะควบคุมสินค้า ตั้งแต่ขั้นตอนการสรรหาวัตถุดิบกระบวนการผลิตไปจนถึงการวางจำหน่าย กรณีที่เกษตรกรรายไดไม่ทำตามมาตรฐานที่กำหนดก็จะถูกเพิกถอนในอนุญาตการผลิต ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษามาตรฐานคุณภาพสินค้าไว้ นอกจากนี้สินค้า GI ยังช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจ ชุมชนโดยนำไปเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจอื่นด้วยเช่น โครงการ Route of the Flavours” ของโปรตุเกสที่นอกจากจะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงคุณลักษณะเฉพาะของสินค้านั้นแล้ว ยังได้มีการนำไปผสมผสานกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ของสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์นั้นๆ ทำให้ภาคธุรกิจอื่นๆ มีการขยายตังไปด้วย  <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">          อีกประเทศหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์เสริมสร้างเศรษฐกิจคือฝรั่งเศษจากข้อมูลที่ได้รับทราบจากการสัมมนา พบว่าสินค้า GI ที่มีศักยภาพของฝรั่งเศษคือกลุ่มสินค้าอาหาร โดยคิดเป็น 15% ของภาคการผลิต และคิดเป็น 30% ของสินค้าส่งออก ซึ่งการผลิตสินค้า GI นี้มีส่วนในการเพิ่มอัตราการจ้างงาน และช่วยรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีไว้ ทั้งนี้สินค้า GI มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเฉลี่ยในอัตราประมาณ 3% ต่อปี ทำให้จำนวนเกษตรเพิ่มขึ้นด้วยในขณะที่สินค้าเกษตรก็มีราคาเพิ่มมากขึ้นด้วน ในขณะที่สินค้าเกษตรอื่นๆ ที่ไม่ใช่ GI มีอัตราการเติบโตที่ลดลง</p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal">        โดยภาพรวมหากสินค้า GI เป็นที่รู้จักแพร่หลายและเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคได้แล้ว จะสามารถช่วยให้เกษตรกรผู้ผลิต GI นั้นมีโอกาสทางการค้าที่ดีกว่าผู้ผลิตสินค้าเกษตรประเภทเดียวกัน เพราะสินค้าที่เป็น GI จะสามารถทำราคาได้ดีกว่า อาทิ ในประเทศฝรั่งเศส ชีสที่เป็น GI มีราคาสูงกว่าชีลปกติถึง 30% และไวน์ที่เป็น GI บางอย่างราคาอย่างจะสูงกว่าถึง 230% ที่เดียว  </p><p>                              ที่มา วารสาร ทรัพย์สินทางปัญญา ปีที่ 1 ฉบับที่10 ประจำเดือน กรกฏาคม-กันยายน  โดยคุณขวัญใจ กุลกำม์ธร          </p>