คืนพลังชีวิตจิตหายเศร้า

ขอบพระคุณกรณีศึกษาวัยทำงาน 24 ปีผู้มีสติคิดเข้าใจตนเองและเปิดใจยอมรับตนเองอย่างรวดเร็ว...ทำให้ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมงในการฝึกจิตใต้สำนึกบำบัดภาวะซึมเศร้าหลังจากได้รับยาจากจิตแพทย์มา 11 วัน

เนื่องจากผมกับกรณีศึกษาท่านนี้มีความคุ้นเคยกันจึงไม่ต้อง Rapport มากนัก ระหว่างที่ผมขับรถไปรับน้องที่รถไฟฟ้าก็นั่งคุยจนตกผลึกตามการประเมิน Neuro-Linguistic Programming (NLP) ด้วย SCORE Model [Acknowledgement of citation at coachingleaders.co.uk] ก็พบว่า น้องมีการสะสมความเครียด 2 ปีกว่าจากการปรับตัวในที่ทำงานที่มีความแตกต่างของ Generations คนทำงานในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง เหมือนจะได้โอกาสให้ทำงานช่วยผู้บริหาร แต่ดูเหมือนจะหนักเกินตัว และยังไม่มีโอกาสได้แสดงศักยภาพที่มีอยู่ตามตำแหน่งงานมากนัก แรกๆก็มีเพื่อนวัยใกล้เคียงกันก็ได้พูดคุยระบายความเครียด แต่พอเริ่มต้องเดินทางบินไปต่างจังหวัดบ่อยครั้ง ก็เริ่มรู้สึกจำเจและเศร้าเมื่อเปรียบเทียบเพื่อนที่ศึกษาต่อหลังปริญญาจนถึงเกิดคำถามว่า "ทำไม" ผู้ใหญ่ถึงใช้งานแต่น้องเค้ามากจนรู้สึกไม่ยุติธรรม ร่างกายก็นอนไม่หลับ ไม่มีชีวิตชีวา รู้สึกพลังการทำงานไม่เหมือนเดิม พอออกแรงเล่นกีฬาก็อยากระบายแรงขับที่มีมากเกินตัว ทานน้ำมากกว่าเดิม ไม่ค่อยอยากอาหาร อยากแยกตัว รู้สึกน้อยใจถึงเศร้าใจที่ไม่มีใครแคร์ จนพบจิตแพทย์สองท่านก็วินิจฉัย Major Depressive Disorder กับอีกท่านวินิจฉัย Moderate Depression พร้อมให้ทานยา clonazepam กับ sertraline ซึ่งจะมีผลข้างเคียงปากแห้งและทานน้ำมากขึ้น นอนหลับสนิทช่วงแรก แต่ปัจจุบันยังนอนไม่หลับ มีใจสั่นบ้าง ความรู้สึกแปรปรวนจนบางครั้งไม่รู้สึกอะไรเลย พยายามควบคุมอารมณ์ลบได้บ้าง แต่ต้องแยกตัวออกจากสิ่งเร้า

พอมาถึงบ้านผม ก็ Preframe ให้น้องเค้าเข้าใจว่า เราจะมาเรียนรู้บุคลิกภาพจากพฤติกรรมการแก้ปัญหา การใช้อารมณ์ และการเข้าสังคม ก็พบว่า น้องเป็นแบบโศกซึ้ง Ennegram Type 4 (Investigator) และให้วิเคราะห์ดูว่ามีคุณลักษณะใดบ้างที่ Healthy, Average, & Unhealthy ก็พบว่า มี Average & Unhealthy เช่น ความคิดอิจฉา น้อยใจ ไม่รู้จะทำอะไร (No Positive Intention) รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง เพื่อนไม่สนใจก็เลยไม่อยากยุ่ง [แต่ก็พยายามนัดพบเพื่อนสนิท] อารมณ์ลบที่ไม่มีประโยชน์เยอะไปหมด ดังนั้นผมจึงชวนน้องให้เปิดใจและตั้งใจพัฒนาตนเอง (มุ่ง Reformer Type 1) ให้มีสุขภาวะด้วยการเป็นนายแห่งตนและลดการย้ำคิดย้ำทำมากจนเกินไป และจงภูมิใจในคุณค่าของตนเองคือ ความรับผิดชอบที่สูงและตั้งใจทำงานเพื่อส่วนรวม รู้สึกหงุดหงิดเพราะอยากช่วยคนอื่นเพราะเรามีศักยภาพมากกว่าที่ทำงานในปัจจุบัน (ขณะพูดก็รู้สึกใจสั่น)

จากนั้นก็ให้น้องหลับตายืนและตรวจสอบสภาวะอารมณ์ของตนเอง (State Management) ก็พบว่า มีปวดหัวจนตึงบริเวณหน้าผาก (สมองส่วนหน้าที่ควบคุมอารมณ์กับการวางแผนความคิด) ระดับ 4/10 ก็เลยให้ฝึกNLP Tapping [Acknowledgement of citation at Youtube.com] โดยปรับไม่พูดประโยคยาวๆ แต่เน้นหายใจลึกๆ 3 รอบต่อหนึ่งจุดเคาะแล้วพูดออกมาสั้นๆว่า Open ในรอบหนึ่ง Clear ในรอบสอง และ Flow ในรอบสาม ก็ดูหน้าผากตึงน้อยลงเหลือ 0-2/10 เลยให้ฝึกเป็นการบ้านทุกครั้งที่รู้สึกหงุดหงิดคิดเยอะ

จากนั้นเครื่องมือสำคัญที่ใช้คือ NLP Reimprinting [Acknowledgement of citation at snowcron.com] เริ่มด้วย ให้ตรวจสอบภาพที่เห็นในชีวิตการทำงานปัจจุบัน - ไม่เห็นตัวเองจนหาตัวเองที่เครียด มันกดดัน มึนเยอะไปหมด จากนั้นปรับขั้นตอนให้เดินย้อนไปยังเหตุการณ์ที่รู้สึกเศร้าและกลัวมากๆในอดีต โดยสวมร่างตัวเองในปัจจุบันมองย้อนไปแนะนำตัวเองในอดีตหรือการหาต้นแบบมาคลี่คลายหรือการภาวนาลบภาพให้ Clear จนภาพอดีตหายไป โดยไม่ต้องวางตำแหน่งคนในเหตุการณ์ เพียงหลับตาระลึกภาพและสังเกตว่า น้องเหงื่อไหลมากขึ้น น้ำตาไหลบ้าง ร่างกายดูเครียด ก็ให้ปรับท่าทางและ Break State ด้วย NLP Tapping ก็พบว่า น้องมีการสะสมอารมณ์เศร้าและกลัวความขัดแย้งในอดีตถึง ได้แก่ พ่อแม่ทะเลาะกันวัยเด็ก เพื่อนร่วมงานขัดแย้งและดึงน้องเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่อยากกับไทยกลัวจะไม่ได้เจอเพื่อนมัธยมในต่างประเทศ หลังจากลบภาพอดีต น้องก็บอกว่า โล่งหัว มีพลังเป็นตัวเองมากขึ้น สุดท้ายผมก็ปรับการเดินไปอนาคตด้วย Logical Levels of Change [Acknowledgement of citation at internet-of-the-mind.com] ก็ทำให้น้องมีความรู้สึกมั่นใจในการทำงานที่ตนรักด้วยอารมณ์บวก 9/10 เห็นภาพอนาคตที่ตั้งใจจะศึกษาต่อหลังปริญญาเพื่อจะมาบริหารในอีก 3 ปีข้างหน้า อยากเปลี่ยนแปลงสังคมไทย สู้ต่อไป อนาคตดีแน่นอน อย่าท้อ ปล่อยวางแบบเซน (ควบคุมอารมณ์ให้ใจเย็น มีสติตลอดเวลา ทุกคนมีปัญหาที่ต้องแก้ไขด้วยตนเอง ทุกปัญหามีทางออกเสมอ และตั้งใจลดน้ำหนักให้สุขภาพดีมี BMI มาตราฐาน [Acknowledgement of citation at thaihealth.or.th]

เมื่อติดตามความก้าวหน้าเมื่อวันที่ 28 พ.ค. หลังจากทำโปรแกรมข้างต้นวันเสาร์ที่ 14 พ.ค. ก็พบว่า เคสยังคงนอนดึกดูหนังในคืนวันเสาร์นั้นแม้ว่าจะไลน์มาบอกว่า "รู้สึกโล่ง" ก็ยังคงตื่นกลัวขาสั่นๆ (ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นมาก่อน) ในการนำเสนองานเช้าวันจันทร์ที่ 16 พ.ค. โดยเพื่อนๆก็ปลอบใจและให้สูบบุหรี่ก็รู้สึกโล่งสบาย ไปพบแพทย์เมื่อวันเสาร์ที่ 28 พ.ค. ก็ให้ยามาตามปกติแล้วถามแค่สบายดีไหม เพียงบพกันแค่ 5 นาทีกับเคส กรณีศึกษาได้ฝึกเคาะอารมณ์เฉพาะเวลารู้สึกอารมณ์ตึงเครียด แต่ไม่ได้ทำสม่ำเสมอและไม่มีการตั้ง Positive Intention ในการใช้คำหรือภาพ Metaphor ในทุกๆเช้า และหลายครั้งที่มีการเดินทางเครื่องบินเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม จึงไม่ได้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศที่ทำงาน มีรู้สึกแย่กลัวอีกครั้งเมื่อเข้าไปเซ็นเอกสารที่ทำงาน ก็ผ่อนคลายด้วยการสูบบุหรี่และคำปลอบใจจากเพื่อน ล่าสุดก็รู้สึกเศร้าร้องไห้ด้วยเหตุเล็กน้อยจากคำพูดหัวหน้าถึงวันที่นำเสนองานในที่ทำงาน ก็ดื่มเหล้ากับเพื่อน ก็ยิ่งรู้สึกแย่ในวันต่อมา ผมจึงย้ำให้ทำการบ้าน NLP Tapping ให้ต่อเนื่องหลายๆรอบ จนกว่าความรู้สึกตึงเครียดจะลดลงเหลือ 2/10 เน้นหายใจยาวๆลึกๆ ตลอดการเคาะอารมณ์ ย้ำการบอกตนเองในความตั้งในที่เป็นบวกและทำให้ได้ในแต่ละวัน ใช้สารนิโคตินกับอัลกอฮอล์ให้น้อยที่สุดเพราะมีผลต่อยาต้านเศร้าที่กำลังทานอยู่ทุกวัน และลองเลือกใช้ Mood Repair Strategies [Acknowledge of citation at Wikipedia.Org] ที่เหมาะสมกับตนเอง แล้วมาโค้ชกับผมอย่างต่อเนื่องในช่วง 4 เดือนนี้ อาจต้องใช้เวลาอีก 6 ครั้ง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กิจกรรมบำบัดชีวิต



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 

ยอดเยี่ยมมากค่ะ ป๊อบ การสะท้อนสิ่งที่อยู่ข้างในให้คลี่คลายนี่เป็นวิธีช่วยที่ดีมากจริงๆ เห็นผลทันทีเลย หวังว่าน้องจะมีแนวทางสำหรับจัดการตัวเองได้ ลดความเครียดด้วยตัวเองได้แบบที่ป๊อบแนะนำ คนเป็นพ่อแม่นี่ต้องควบคุมตัวเองให้ได้จริงๆ เพราะเรื่องเล็กน้อยบางเรื่องสำหรับผู้ใหญ่ เป็นปมฝังใจในเด็กๆได้เลย การเลี้ยงลูกทำให้เราเป็นคนดีขึ้น ปรับอารมณ์ได้ดีขึ้นเพื่อลูกจริงๆค่ะ

ขอบพระคุณมากครับพี่โอ๋ และยินดีเสมอครับผมสำหรับครอบครัวและหลานๆที่น่ารักและดีงามของพี่สาวที่รักและพี่เล็กที่รักคร้าบผม

ขอบพระคุณมากครับคุณยายธี

ขอบพระคุณมากครับพี่นงนาท คุณมะเดื่อ และอ.แอน