​รำลึกถึงแม่ (3)


รำลึกถึงแม่ (3)

โสภณ เปียสนิท

…………………………………..

เรื่องความรักของแม่ที่มีต่อลูกยังคงความประทับใจอยู่ไม่เสื่อมคลาย ผมยังขอนำข้อคิดคำเขียนของพี่สาวคนโต ที่ทำงานให้กับครอบครัวของเรามาตั้งแต่เล็ก เรียกว่าเป็นเหมือนมือขวาของแม่ก็ว่าได้ พระสอนว่า ความกตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายของคนดี ในความหมายก็คือ ใครก็ตามเป็นคนกตัญญูกตเวทีคนนั้นเป็นคนดี ดังนั้นคนที่เชื่อมั่นในพระศาสนา

เชื่อมั่นในความดีต้องพยายามดำรงตนให้เป็นคนกตัญญูกตเวที

เคยมีเพื่อนถามว่า เพื่อนอย่างไรคือเพื่อนที่ดี เพื่อนแท้ในความหมายของพระศาสนา ผมต้องทบทวนคำสั่งสอนในพระศาสนาเท่าที่ผมได้เรียนรู้มา รำลึกได้ถึงหลักแห่งความกตัญญูรู้คุณที่พระสอนไว้ “กตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี” เพื่อนแท้เพื่อนดีจึงมีสิ่งนี้เป็นเครื่องหมาย คบใครก็ต้องดูที่คุณธรรมข้อนี้ของเขา ขาดคุณธรรมข้อนี้ รู้ได้เลยว่าเป็นเพื่อนที่ควรอยู่ห่างๆไว้เสียดีกว่า

ผมเองโชคดีมีโอกาสศึกษาหลักธรรมข้อนี้บำรุงใจให้พยายามเป็นคนที่สมบูรณ์ด้วยการยอมรับในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระชินวรสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้จะพยายามอย่างไรก็เป็นเพียงแค่ผู้เริ่มต้นเดินทางสู่ความดีที่พระได้สอนไว้

เรื่องของแม่ที่พี่สาวคนโตของผมได้เขียนไว้ยังมีความงดงามน่าสนใจ จึงขอนำมาลงไว้อีกเป็นตอนที่สาม เชิญผู้ที่มีหัวใจรักแม่ทั้งหลายได้อ่านกันอีกหนึ่งตอนเพื่อความความดีงามลงสู่จิตใจของเราเอง พี่สาวของผมบันทึกไว้ดังต่อไปนี้

ยามแม่ป่วยหนัก
“เนื่องจากฉันเป็นลูกผู้หญิงคนเดียวของแม่ (น้องสาวเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งไปนานแล้ว) แต่แม่มีลูกสะใภ้ถึง 8 คน แยกย้ายอยู่บ้านใกล้บ้าง และบ้านไกลบ้าง พวกเรา ลูกหลานของแม่ทุกคน แวะเวียนมาเยี่ยมเยือนให้กำลังใจแม่ ผลัดเปลี่ยนกันดูแลแม่ยามป่วยไข้โดยสม่ำเสมอ ทั้งตอนที่แม่พักอยู่บ้านน้องชายคนรอง สำเภา เปียสนิท

ช่วงที่มาพักอยู่บ้านฉันเอง และพักบ้านน้องชาย ผู้ใหญ่ตุ่ย เจริญพงศ์ เปียสนิท ต่างได้ทำหน้าที่ลูกหลานกันเต็มความสามารถ ฉันเองได้ทำหน้าที่ลูกสาว ที่ดูแลแม่อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ในยามที่แม่ป่วยหนักระยะหลังๆ ฉันต้องเดินทางพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลศิริราชกับน้องชายคนเล็ก จักรกฤษ และสะใภ้ คุณสิริวรรณ

เราช่วยกันพาแม่ไปหาหมอ ถ้าเพียงลำพังฉันคนเดียวคงไม่ไหวเป็นแน่ เพราะฉันร่างกายไม่สมบูรณ์แล้ว เนื่องจากหัวเข่าเสื่อม ปวดเข่า และเจ็บกระดูกสันหลังข้อสุดท้าย เราพาแม่ไปหาหมอที่ศิริราชถึง 7 ครั้ง ด้วยพลังใจที่จะต้องพาไปหาหมอให้ได้ทุกครั้ง อยากให้แม่ได้หายอาการป่วย

ครั้งสุดท้ายเมื่อกลับจากโรงพยาบาลศิริราช แม่ต้องเข้าโรงพยาบาลพหลฯ ที่เมืองกาญจน์อีก 2 ครั้ง เพราะแม่ป่วยหนักหลายโรคแทรกซ้อน ทั้งโรคเบาหวาน โรคตับ ไตเสื่อมหมด ทำให้ท้องบวมมาก การหายใจของแม่อ่อนลง และช้าลงทุกขณะ จนกระทั่งแม่ไม่สามารถไปหาหมอได้อีก หมอบอกว่า สภาพร่างกายแม่ชราเต็มที จึงต้องอาศัยถังอ๊อกซิเยน ติดไว้ข้างเตียงแม่ที่บ้านช่วยหายใจ แม่เริ่มไม่พูดไม่คุย ซึมลงเรื่อยๆ จนกระทั่งจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความอาลัยรักของลูกหลานทุกคน”

พบลูกชายยอดกตัญญูที่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ยามที่แม่ต้องเข้าโรงพยาบาล ฉันต้องทำหน้าที่ดูแลแม่ ไปนอนพักค้างที่โรงพยาบาลเป็นประจำเสมอ นอกจากฉันป่วยไม่ค่อยสบายจริงๆ จึงให้น้องสะใภ้หลายคนมาผลัดเปลี่ยนกันเฝ้าดูแล ครั้งหนึ่ง ที่โรงพยาบาลพหลฯ ฉันได้พบเห็นคนป่วยข้างเตียงที่เป็นวัณโรคขั้นสุดท้าย มีลูกชายที่เพิ่งผ่าตัดสะโพกที่บาดเจ็บออกจากโรงพยาบาลก็มาเฝ้าแม่ เขาทำทุกอย่างให้แม่เหมือนกันกับฉัน นอนเฝ้าแม่ใต้เตียง (เป็นห้องรวม) เป็นที่หน้าประทับใจมากที่ได้พบเห็น ฉันต้องลำบากเหมือนกัน ที่ต้องนอนใต้เตียงกับพื้นแล้วมักจะลุกไม่ขึ้น กลัวติดโรคก็กลัว ก็อาศัยสวดมนต์ไหว้พระหลับบ้างตื่นบ้าง ในใจก็ภาวนาว่า ขอให้แม่ได้กลับบ้านทีเถอะ
“ครั้งสุดท้ายที่อยู่โรงพยาบาลพหลฯ และรู้สึกประทับใจที่เห็นลูกขายยอดกตัญญูของแม่เขา ตัวผู้ดูแลเองก็ป่วยเดินยังใช้ไม้เท้าค้ำ สะโพกหักก็ยังต้องดูแลแม่ โอ้ หนักยิ่งกว่าเราเสียอีก ฉันได้พาแม่กลับก่อนโดยมีพ่อบ้านมารับกลับ ก่อนกลับฉันควักเงินในกระเป๋าให้เข้าไป 100 บาทเป็นค่าอาหาร บอกเขาว่า “ นายเป็นลูกชายที่กตัญญูต่อแม่จริงๆ ขอให้นายเจริญๆ นะ เป็นตัวอย่างที่ดีมากที่ทำให้แม่ได้ทุกอย่าง ” ฉันเห็นแล้วซาบซึ้งมาก
นึกย้อนคิดถึงแม่ จำได้เพียงว่า สองมือแม่มีแต่ให้ ไร่นาสวนป่าแม่ทำไว้ให้ แม่ไม่เคยถามเพื่อขอให้ลูกทดแทนบุญคุณ แม่ลำบากตรากตรำทำเพื่อลูก โอ้ชีวิตนั้นหนอ เหมือนกงกรรมกงเกวียน หมุนเวียนไปรอบๆ ตามกฎแห่งกรรม ทำอย่างไรได้อย่างนั้น เกิดแล้วแก่ แก่แล้วเจ็บ เจ็บแล้วตาย ตามๆ กันไปนำสิ่งใดไปด้วยไม่ได้เลย เหมือนมีคำพระท่านว่า “เจ้าเกิดมามีอะไรมาด้วยเจ้า เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน มามือเปล่าเจ้าจะเอาอะไรไป เจ้าก็ไปมือเปล่าเหมือนเจ้ามา”

เรื่องบันทึกของเจ๊ หรือพี่สาวคนโตในหนังสือ “ร้อยวันจากไปแม่ไมตรี เปียสนิท” จบลงเพียงเท่านี้ ผมอ่านแล้วประทับใจ เพราะเจ๊ไม่ค่อยเขียนหนังสือเป็นเรื่องเป็นราวมากมายนัก แต่เมื่อเขียนเรื่องแม่ กลับเขียนได้ดีมากจนผมแปลกใจ นึกได้ว่า ความรักแม่ทำให้เจ๊เขียนได้ดีบันทึกได้มากกว่าคนที่คุ้นเคยกับการเขียนหนังสือหลายๆ คน ยิ่งคิดยิ่งเห็นชัดเจนว่าเจ๊รักแม่มากมายเพียงใด แสดงให้เห็นว่า เจ๊เป็นคนดี เพราะเจ๊กตัญญู รู้คุณของแม่ ตามด้วยกตเวที คือตอบแทนคุณแม่ ด้วยการรับคำสั่งสอนของแม่ ทำตามคำสั่งของแม่ดูแลงานบ้าน ดูแลน้องๆ แทนแม่ ยามแม่ชราภาพลงเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อยครั้งขึ้น เจ๊ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของลูกๆ ประสานงานให้การดูแลแม่เป็นไปด้วยดี โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ สมตามที่พระสอนว่า ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี

อีกอย่างหนึ่ง เจ๊ได้ตอบแทนคุณแม่ได้มากกว่าพี่น้องคนอื่น อย่างน่ายกย่อง เมื่อคิดเรื่องการแทนคุณบุพพการี ผมรำลึกถึงหลักธรรมคำสอนของพระที่ว่า การนำแม่ไว้บนบ่าซ้าย พ่อไว้บนบ่าขวาเลี้ยงดูตลอดชีวิตของท่านก็แทนคุณได้ไม่เท่ากับการที่ท่านไม่ศรัทธาในการทำทาน ในการรักษาศีล ในการเจริญภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญา เราได้ทำให้ท่านมีความศรัทธาในทานศีลภาวนา นึกถึงหลักธรรมข้อนี้ รู้สึกดีใจว่า ผมเองมีโอกาสตอบแทนแม่ในข้อนี้อยู่บ้าง

โดยเมื่อหลายปีก่อนโน้น ค่อยๆ โน้มนำแม่ด้วยการเจรจาเรื่องหลักธรรมในพระศาสนามากขึ้นที่ละน้อย ว่าด้วยการให้ทาน ไม่ว่าจะเป็นการให้ทานอามิสสิ่งของทรัพย์สินต่างๆ ทีละเล็กทีละน้อย ให้ความรู้เรียกว่าวิทยาทาน ให้อภัยแก่ผู้อื่นที่ล่วงเกินละเมิดเราเรียกว่าอภัยทาน ให้หลักธรรมแก่ผู้อื่นๆ เรียกว่าธรรมทาน การสนทนาธรรมกับแม่ต้องค่อยๆ ใช้กลยุทธในการสนทนาพอสมควร เพราะแม่อย่างไรก็เป็นแม่ โชคดีที่แม่เห็นว่าผมเองบวชเรียนหลายปีมีความเชื่อถือในหลักการอยู่ไม่น้อย แม่จึงรับฟังมากหน่อย

นานวันเข้าแม่รู้หลักการทางพระศาสนามากขึ้นตามลำดับ จากการทำทานด้วยการขวนขวายช่วยวัดบ้านท่ามะนาวสร้างโบสถ์ด้วยการลงทุนลงแรง ช่วยทำเอง เดินสายเรี่ยไรเงินบ้านเหนือบ้านใต้ใกล้เคียงด้วยตนเอง เพื่อนำปัจจัยมาช่วยสร้างโบสถ์ให้เดินหน้าไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายวัดท่ามะนาวก็มีพระอุโบสถเหมือนกับวัดบ้านอื่นได้เหมือนกัน แม้จะใช้เวลาหลายปี ผมพอรู้ว่าแม่เหนื่อยกับเรื่องการสร้างโบสถ์หลังนี้ไม่น้อย

ก่อนแม่ป่วยหนัก แม่ขยันสวดมนต์มากขึ้น บทสำคัญที่แม่ขยันท่องสวดอยู่ประจำคือพระคาถาชินบัญชร วันหนึ่งสวดได้หลายจบ ผมสบายใจว่าแม่ได้ทำบุญครบสามด้าน แม้ว่าจะยังไม่มากพอ แต่ก็ถือว่าดีมาก แม่ทำทานมาพอสมควร รักษาศีลมาบ้างไม่น้อย ข้อภาวนานั้นแม่ได้แค่สวดมนต์มากหน่อย

ครั้งหนึ่งแม่เคยเล่าให้ฟังว่า แม่สวดมนต์แล้วในคืนวันหนึ่งนอนฝันไปตอนใกล้ฟ้าสางว่าพระมาที่ห้องแม่เต็มไปหมดไม่รู้ว่าองค์ไหนบ้าง มีแสงสว่างไสวจนมองเพลิน แม่ดูอยู่จนแสงหายไป และนำเรื่องนี้มาเล่าให้ลูกหลานและเพื่อนๆ รุ่นราวคราวเดียวกันที่เหลือน้อยลงทุกทีได้ฟังกัน

แม่เคยเล่าเหมือนกันว่า ตอนเช้ามืดหลังทำวัตรเช้าแล้วแม่จะนอนต่ออีกหน่อย ระหว่างที่เคลิ้มครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้น แม่มักจะฝันเห็นคนที่เคยอยู่ด้วยกัน แต่ตายไปแล้วมาปรากฏให้เห็นเสมอ บางครั้งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในอดีต บางครั้งเป็นเรื่องเสมือนจริง หรือใกล้เคียงความจริง เช่น ครั้งหนึ่งแม่ฝันว่า เพื่อนมาชวนไปวัดเพื่อต้อนรับคณะผ้าป่า พร้อมนำอาหารคาวหวานไปด้วย แม่ลุกขึ้นบนเตียงในลักษณะละเมอเพื่อจะขึ้นรถ บางครั้งเหมือนตะกายขึ้นรถมือกวาดเอาของเครื่องใช้บนเตียงหล่นโครมครามจนพี่สาวต้องวิ่งมาดู

ถึงวันนี้แม่จากผมไปแล้ว ทอดทิ้งลูกหลานทุกคนไว้เบื้องหลังให้ผจญชีวิตกันไปเอง สุดแต่ว่า แต่ละคนจะไปถึงปลายทาง ณ ที่จุดใด ที่นั้นกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ บางคนคิดถึงวันนั้นบ่อยๆ บางคนไม่ค่อยได้คิดเรื่องนี้เท่าไร เพียงปล่อยให้เป็นไปเองตามบุญตามกรรม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล



ความเห็น (1)

ขอบคุณทั้งสามกำลังใจ

..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/606389