รำลึกถึงแม่ (2)

รำลึกถึงแม่ (2)

โสภณ เปียสนิท

…………………………………..

ผมยังคงมีความสุขที่ได้เล่าถึงแม่ อ่านเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ อาจเป็นเพราะผมอยู่ห่างแม่ตั้งแต่เล็ก เนื่องจากต้องออกจากบ้านไปบวชเณรเรียนหนังสือที่วัดถ้ำเขาปูน ตำบลเกาะสำโรง อ เมือง จ กาญจนบุรีตั้งแต่เล็ก ความทรงจำที่เกี่ยวกับแม่หายไปเป็นช่วงๆ ได้อ่านความรู้สึกของพี่น้องคนอื่นๆ ทำให้รู้สึกคิดถึงแม่ คิดถึงคนที่คิดถึงแม่คนเดียวกันกับผม เป็นความสุขอีกแบบของคนชนบทสูงวัยก็เป็นไปได้

ผมนำเรื่องที่พี่สาวคนโต คู่บารมีของแม่มาถ่ายทอดให้คุณผู้อ่านที่มีหัวใจรักแม่ได้ติดตามกัน ตอนที่แล้วเป็นเรื่องเบื้องต้น ตอนนี้อาจนับได้ว่าเป็น “เบื้องกลาง” ก็ว่าได้ เพราะอาจมีอีกตอน เป็น “เบื้องปลาย” ที่จะนำมาเล่าต่อไป ข้อความที่จะอ่านต่อไปนี้เป็นข้อคิดคำเขียนของพี่สาวคนโต พี่นงนุช อารยวัฒนเวช บันทึกไว้ให้อ่านกัน

พ่อและแม่เคียงข้างกันเสมอ ฉันมีบ้านพักอาศัยเป็นเรือต่อ (เรือเอี้ยมจุ้น) ลำใหญ่ที่ดีที่เดียวแหละ จอดอยู่ ณ ท่าน้ำบ้านท่ามะนาว เป็นริมน้ำแควใหญ่ แต่ฉันว่ายน้ำไม่เป็น เพราะทำหน้าที่แทนแม่เกือบทุกอย่าง เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงฝึกงานมันไม่มีเวลาเป็นของตัวเองเลย ไม่มีเพื่อนเล่น และเพื่อนเที่ยวผักผ่อนเลยจริงๆ เพราะแม่เป็นคนขยันทำงานทุกอย่าง แม่เรียนหนังสือน้อยแค่ประถมปีที่ 4 เท่านั้น คงไม่ค่อยจบดีด้วยสิ เพราะไม่มีใบประกาศ แม่ทำงานเคียงบ่า เคียงไหล่มากับพ่อ มันเป็นคำพูดของคนรุ่นเก่า เป็นเหมือนช้างที่เดินด้วยเท้าหน้าและเท้าหลัง จะเคียงข้างกันเสมอไป
ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันแม่คงทำงานกับพ่อไม่ต่างกับที่เขาเรียกว่า เลขานั่นแหละ ในช่วงที่ลูกๆ ทุกคนกำลังเติบโต แม่ต้องทำอาชีพเสริมเพิ่มขึ้น ขายทุกอย่าง แม่บอกว่า “อาชีพค้าขายแม่ชอบ อะไรที่ขายได้ แม่ขายได้ทุกอย่าง เพราะ เป็นอาชีพที่เห็นผลเร็ว ลงทุนเช้า-เย็น ก็รู้ผลกำไรหรือขาดทุนแล้ว” เริ่มจากค้าขายของกินของใช้เบ็ดเตล็ดทุกอย่าง ในเรือต่อเอี้ยมจุ้นลำใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งที่พักอาศัย เป็นร้านค้า ถ้าเทียบกับปัจจุบัน ก็คือร้านสะดวกซื้อ แฟมิลี่ มาร์ท เซเว่น หรือโลตัส นั่นเอง เพราะแม่มีขายให้ทุกอย่างที่ลูกค้าต้องการ อะไรไม่มีขอให้บอก แม่ฉันเอามาขายให้ได้ทุกอย่าง ขอให้ขายได้ก็แล้วกัน แม่ฉันเป็นคนขยัน ประหยัด เก็บออมเก่งมากนะ เพื่อเลี้ยงลูกๆ 10 คนได้ ไม่เคยให้อดอยาก แต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย ไม่ถึงกับให้ลูกไปขายแรงงานเอาเงินมาเลี้ยงพ่อแม่เลยสักคนเดียว พ่อกับแม่หาทางให้ลูกเรียนหนังสือสูงๆ ทุกคน โดยเฉพาะลูกชาย ส่วนลูกสาวคนโต พ่อไม่ส่งเสริมมีความจำเป็นต้องดูแลงานบ้านและงานของแม่ทุกอย่าง แทนแม่ ตั้งแต่น้องยังแบเบาะอยู่ ดูแลจนโตไปเรียนหนังสือได้
เมื่อฉันสามารถดูแลบ้าน เลี้ยงน้องและช่วยแม่ขายขนมอยู่ที่บ้านได้ แม่ก็ทำขนมและอาหารต่างๆ ไปขายนอกบ้าน แม่ขายได้หมดทุกอย่าง ฉันทำอยู่ในบ้านขายนอกบ้านไม่เป็น ต่อมาจึงย้ายจากริมน้ำขึ้นมาอยู่ข้างบนชายตลิ่งใกล้ท่าน้ำ โดยขออาศัยที่ของลุงบุญมา ชื่นสงวน อยู่ก่อน เพื่อทำมาค้าขายต่ออีกครั้ง แม่กับพ่อเริ่มขยายงานเพิ่มขึ้นอีก คือ แม่กับพ่อไปค้าขาย กองงานชุมชนทำหินสีที่อำเภอศรีสวัสดิ์ บ้านท่ากระดาน ลุงชู (พี่ชายแม่) และป้าเสนาะก็ไปค้าขายด้วยกันประมาณ 1 ปี เห็นจะได้ กองงานชาวต่างชาติแยกย้ายกันกลับบ้านมีชาว การค้าขายครั้งนี้มีกระเหรี่ยง พม่า มอญ เป็นผู้ว่าจ้างแม่ไปค้าขาย

พอระยะหนึ่งแม่เก็บสตางค์ได้พอที่จะซื้อที่ดินได้ผืนหนึ่งราวสองไร่ พอปลูกบ้านได้หนึ่งหลังสบายๆ เชียวหละ ด้วยความเมตตาของคุณลุงคล้า กับ ป้าเขียว คงขำ เป็นทายกใจดีคนหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่คนรวยเลย แต่มีน้ำใจขายให้แม่กับพ่อ หลังจากมีที่ดินแล้วยังมาอยู่ไม่ได้ ต้องทำมาค้าขายเก็บเงินอยู่อีกระยะหนึ่งจึงมีเงินมากพอจะสร้างบ้านหลังใหญ่อีกหลังหนึ่ง บนที่ดินที่ซื้อจากลุงคล้าแห่งนี้

ได้รับคำขนานนามว่า เศรษฐีตีสี่ ฉันต้องทำหน้าที่เพียงลำพัง คอยดูแลบ้านและน้องๆ โดยมีย่ามาอยู่เป็นเพื่อนบ้าง เป็นบางครั้ง พอกองงานหินสีเขาเลิก แม่กับพ่อก็ย้ายลงมา พ่อก็ซื้อรถบรรทุกหกล้อยี่ห้อโตโยต้าหน้าตัดสีฟ้า คันไม่โตนัก ช่วงนี้ครอบครัวฉันรับซื้อไม้ไผ่ เผาข้าวหลามขาย บรรทุกไปส่งแม่กลองขากลับแม่ก็หาซื้อมะพร้าว บรรทุกกลับมาขายอีก เพื่อไม่ต้องวิ่งรถเปล่ากลับมา แม่ไม่เคยปล่อยเวลาให้ว่างเปล่าเลย จะคิดทำมาหากิน ได้เงินหรือไม่ได้เงิน ขอให้แม่ได้ทำงานก็แล้วกัน จนมีคนในหมู่บ้านขนานนามแม่กับพ่อว่า เศรษฐีตีสี่ อาชีพที่แม่ทำไม้ข้าวหลามวิ่งรถบรรทุกไปส่งนั้น ตอนเย็นแม่กับพ่อต้องวิ่งรถเข้าป่าไม้ไผ่ (ไม้นี้สั่งซื้อคนที่ชักไม้ขายด้วย) เพื่อที่จะขึ้นไม้บรรทุกเต็มแล้ว แม่กับพ่อก็มาจอดไว้ที่บ้าน นอนสักพักหนึ่ง ตีสี่ค่อยเดินทางขนไม้ไปขายแม่กลอง จึงเป็นที่มาของคำว่า เศรษฐีตีสี่ แม่บ่นพึมพำว่า แล้วฉันไปบอกแก่เมื่อไหร่ว่าฉันเป็นเศรษฐี ในความคิดฉันคิดว่า พ่อแม่ทำเพื่อใครกันหละ ก็เพื่อลูกทุกๆ คน แม่ฉันทำงานหลากหลายอาชีพ สุดที่จะบรรยายนำมาเล่าได้หมด มาถึง ณ วันนี้ ฉันนึกย้อนกลับไป โอ้แม่จ๋า ลูกไม่มีความสามารถสักครึ่งหนึ่งของแม่ได้เลย แม่ไม่เคยให้ลูกไปเป็นลูกจ้างใครเลยในชีวิตของแม่ จะยากจนเพียงใดก็ไม่เคยให้ลูกอด หรือหิว

ต่อมารุ่นหลานๆ สังขารแม่ก็เริ่มร่วงโรย ในยามที่ลูกหลานเรียนจบประสพความสำเร็จ แม่ก็พลอยดีใจไปกับเขาด้วย ไปแสดงความดีใจดัวยกับลูกและหลานของแม่ทุกคน ไปรอรับปริญญาของลูกทั้งที่บางครั้งร่างกายแม่อ่อนล้า แม่ก็ยังอุตส่าห์ไปให้กำลังใจ ลูกหลานทุกครั้ง แม่ฉันเป็นคนดีมีวีรกรรมมากมาย แม่ไม่กินเหล้า ไม่เล่นไพ่ ใส่ใจแต่ทำมาหากิน ให้ลูกได้กินได้ใช้ในครัวเรือนอย่างเพียงพอ

คู่อ้วนผอมเดินสายบอกบุญสร้างวัด

อีกบทบาทของแม่นกเอี้ยง ที่แม่ทำแล้วมีความสุขคือ แม่ไปเป็นผู้ช่วยมัคทายก เป็นโฆษกให้กับทางวัดท่ามะนาว ช่วยพูดเรี่ยรายเงินชาวบ้านมาสร้างวัดท่ามะนาว มีผู้ร่วมงานเป็นหมู่คณะ สร้างฐานโบสถ์ วิหาร และศาลา กุฏิพระ แม่มีเพื่อนๆ ร่วมเป็นสะพานบุญ บอกบุญแก่ชาวบ้าน หมู่บ้านข้างเคียง โดยการขับรถมอเตอร์ไซด์ไปบอกบุญชาวบ้านนำเงินมาสร้างวัดท่ามะนาว แม่มีเพื่อนร่วมงานคือ ป้าถั่วเขียว คชสาร ตัวผอมๆ ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์ ส่วนแม่ตัวอ้วน เที่ยวไปบอกบุญไปทั่ว ความที่แม่เป็นแม่ค้า แม่ไปบอกบุญตามหมู่บ้านใกล้บ้างไกลบ้างเป็นประจำ จนเพื่อนบ้านของแม่ บอกว่า คู่อ้วนผอมมาบอกบุญอีกแล้ว ฉันจำได้แม่มีเพื่อนร่วมงานเพื่อจะสร้างวัดทั้งหญิงชายอีกหลายคน มีคุณป้ากิมฮ้วน ป้าน้ำค้าง คุณตาเพิ่ม ไพรเถื่อน น้องพ่ออาหยุน เปียสนิท นายคิ้ม-นางบรรจง เสน่ห์น้อยสินดี มีคุณลุงคล้า คงขำ เป็นทายก ป้ากิมเฮียง คงขำ ยังมีอีกหลายคนที่นึกชื่อไม่ออก ทุกท่านที่เอ่ยชื่อมาที่นี้ ได้ลาจากโลกไปแล้ว ขออนุญาตบันทึกชื่อไว้ ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมบุญกับแม่ อนิจจังหน้าเสียดายจริงๆ ทุกคนเป็นปูชนียบุคคลบุกเบิกกันสร้างวัดบ้านท่ามะนาวในหมู่บ้าน ปัจจุบันนี้ยังมีสหายบุญ และผู้มีส่วนร่วมทำบุญมาด้วยกันยังดำรงชีวิตอยู่ คือ คุณลุงทวีป แดงกูล ที่ลงแรงหาไม้มาทำเสา คุณครูจำรัส ปิ่นกุมภีร์ ท่านอายุมากถึง 87 ปี

ช่วงปลายชีวิตของพ่อ พ่อกับแม่ตกลงขายที่ดินไป 1 ผืน นำเงินที่ขายได้ มาแบ่งให้ลูกๆ เท่ากัน เพื่อเป็นต้นทุนในการทำมาหากิน ส่วนหนึ่งแม่ก็เก็บเอามาทำธุรกิจ ค้าขายวัสดุก่อสร้าง หวังจะให้เป็นรายได้ และสร้างงานให้ลูกๆ ที่ยังทำงานหนักอยู่ข้างนอก ให้มาทำงานในร้านของเรา ที่มีพวกเรา คนในครอบครัวดูแลกันเอง เพราะแม่ไม่ได้ทำไร่แล้ว แม่เองก็คอยดูแลการค้าขายนี้ไปด้วย ช่วงนี้แม่มีเงินเหลือพอใช้ที่จะให้รางวัลชีวิตกับตัวเองบ้าง เมื่อพระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าอาวาสวัดใต้ (วัดไชยชุมพลชนะสงคราม) ชักชวนแม่ไปแสวงบุญตามบุญสถานที่ต่างประเทศ แม่จึงมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศกับเขาด้วย แม่เดินทางไปทำบุญและเที่ยวที่ประเทศออสเตรเลียอยู่เป็นอาทิตย์ ไปเที่ยวเมืองคุนหมิง ประเทศจีน เขมร ลาว พม่า ส่วนอีกประเทศหนึ่งที่แม่อยากจะไปก็คือ อินเดีย อยากไปกราบสังเวชนียสถาน แต่ด้วยสังขารในเวลานั้นไม่เอื้อ แม่ป่วยเสียก่อนจึงไม่ได้ไป สุดยอดแม่ของฉัน มีเรื่องราวหลากหลายในชีวิตแม่ไม่ต่างอะไรกับละครชีวิต ทั้งเล่าได้และไม่ได้เล่ามันอยู่ในใจและความทรงจำของฉัน

ความทรงจำของพี่สาว นงนุช อารยวัฒนเวช ช่างยอดยอดเยี่ยมจริงๆ ผมอ่านไปซาบซึ้งไปกับความรู้สึกของลูกสาวคนหนึ่งที่อยู่ใกล้แม่ที่สุด รักแม่ที่สุด ช่วยงานแม่ได้มากที่สุด ลำบากมาด้วยกันตลอด เรียกได้ว่า “ลูกสาวคู่บารมี” ของแม่เลยก็ว่าได้ ผมเองรักนับถือน้ำใจพี่สาวคนนี้ด้วยความจริงใจ เพราะคอยช่วยแม่เลี้ยงน้องๆ ตลอดมา จนน้องๆ โตๆ กันแล้ว แม่ยังคอยสั่งให้พี่สาวคอยช่วยประคับประคองน้องๆ ต่อไปอีก เจ๊ก็ทำหน้าที่ต่อไปอีก กล่าวได้ว่า เป็นแม่คนที่สองของน้องๆ ทุกคนที่ต้องบันทึกกันไว้ในความทรงจำของพี่น้องทุกคน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องราวจากชุมชนห่างไกล



ความเห็น (0)