ดอกไม้จันทน์ ดอกไม้ความงามแห่งชีวิต จากไม้ยางพารา

ดอกไม้จันทน์ ดอกไม้สุดท้ายแห่งชีวิต จากไม้ยางพารา

สิ้นเสียงพระสวดพระอภิธรรม ลูกหลาน บรรดาญาติๆ ทั้งเพื่อนสนิท มิตรสหาย คนเคยรักใคร่ นับถือ ในชุดดำไว้อาลัย ทยอยเดินสู่เชิงเมรุเผา ในมือถือดอกไม้ ที่ทางญาติตระเตรียม บรรจงวางข้างร่างไร้วิญญาณ เป็นการร่วมไว้อาลัยครั้งสุดท้ายต่อดวงวิญญาณผู้จากไป ก่อนเปลวเพลิงจะสลายร่างนำส่งดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับสู่สรวงสวรรค์ ดอกไม้จันทน์ถือเป็นดอกไม้ดอกสุดท้ายแห่งชีวิตที่คนๆหนึ่งจะได้รับ เป็นดอกไม้เชิงสัญลักษณ์แห่งความไว้อาลัยแต่ดวงวิญญาณผู้จากไป ตามธรรมเนียมปฏิบัติงานศพของคนไทย

คำว่าดอกไม้จันทน์ หาใช่ดอกไม้จริง ที่ได้จากการปลูก ดูแล รดน้ำ จนชูช่อออกเป็นดอกสวยงาม แต่เป็นดอกไม้ที่ประดิษฐ์จากส่วนของลำต้นไม้ชนิดอื่น จากประวัติความเป็นมา เวลามีผู้เสียชีวิต การจัดการเกี่ยวกับศพที่ยังไม่มีพัฒนาการ เช่น การฉีดยารักษาสภาพ หรือวิธีการรักษาศพไม่ให้มีกลิ่นเหม็น จึงจำเป็นต้องใช้วัสดุ และวิธีทางธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติและความหอมของไม้ชนิดหนึ่ง คือไม้จันทน์ จึงถูกนำมาใช้ในการทำเป็นหีบศพบ้าง ใช้เป็นฟืนในการฌาปนกิจศพบ้าง เพื่อช่วยกลบเกลื่อนในเรื่องกลิ่น คนสมัยก่อนที่จะใช้ไม้จันทน์ได้ต้องเป็นเจ้าขุนมูลนายหรือหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งโกศสำหรับบรรจุศพเจ้านายชั้นสูง ล้วนแต่ใช้ไม้จันทน์ทั้งสิ้น ถือเป็นไม้มงคลที่เป็นของสูง เพราะเป็นไม้ที่หายาก ราคาแพง นอกจากนี้เชื่อว่ากลิ่นหอมของดอกไม้จันทน์จะนำดวงวิญญาณของผู้ที่ล่วงลับไปสู่สวรรค์

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ไม้จันทน์เริ่มหายากขึ้น กรมพระยาดำรงราชานุภาพ จึงได้คิดค้นหาวิธีใช้ไม้จันทน์อย่างประหยัด โดยทำเป็นแผ่นบางๆ มัดเป็นช่อเรียกว่าดอกไม้จันทน์เพื่อให้ผู้มาร่วมงานศพได้นำไปวางที่เผาแทน ในระยะต่อมาวิธีการดังกล่าว ได้แพร่ขยายการใช้ในหมู่สามัญชนคนทั่วไป ยิ่งทำให้ไม้จันทน์หายากยิ่งขึ้นไป จึงมีการนำไม้ประเภทอื่นๆ ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง ไสด้วยกบไสไม้เป็นแผ่นบางๆ มาเป็นกลีบดอกไม้เสมือนหนึ่งแทนดอกไม้จันทน์เทียม และนิยมใช้มาจนถึงปัจจุบัน

รูปแบบดอกไม้จันทน์ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย แบบที่นิยมใช้ส่วนมากเป็นแบบธรรมดา ทำเป็นรูปดอกกุหลาบ ดอกแก้ว สีขาว สีครีม และสีดำ แต่ในปัจจุบันทั้งรูปแบบ สีสัน และราคาของดอกไม้จันทน์เปลี่ยนแปลงไปมากตามความต้องการของยุคสมัย และผู้คนที่มีความหลากหลายมากขึ้น รวมถึงทัศนคติของคนใช้ดอกไม้จันทน์เปลี่ยนไปเป็นการแสดงความเคารพรักและระลึกถึงผู้ที่ตนรักเป็นครั้งสุดท้าย สีสันและความสวยงามของดอกไม้จันทน์จึงมีความสำคัญมากขึ้น

คุณธีรพงษ์ และคุณรัศนี หน่อแก้ว สองสามีภรรยา ชาวบ้านหมู่ 6 บ้านเด่น ต.โรงช้าง อ.ป่าแดด จ.เชียงราย หนึ่งในสมาชิกกลุ่มทำดอกไม้จันทน์ และควบตำแหน่งทำหน้าที่ผู้ประสานงานรวบรวมผลิตภัณฑ์จากสมาชิก ได้ให้ข้อมูลพื้นฐานว่าแต่เดิมชาวบ้านจะทำเฉพาะอาชีพหลักอย่างเดียว คือทำนา ทำสวนลำไย และรับจ้างทั่วไป ปัจจุบันชาวบ้านเริ่มหันมาสร้างสวนยางพาราเป็นอาชีพหลักเพิ่มอีกประเภทหนึ่ง สภาพเศรษฐกิจของชุมชนโดยรวม ดีอยู่ในระดับพออยู่พอกินสามารถพึ่งพาตนเองได้ แต่ก็มีความเสี่ยงต่อสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร และราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน บางปีได้กำไรบ้าง บางปีก็ขาดทุน ทำให้ต้องมองอาชีพเสริมเพื่อลดความเสี่ยง เพราะนับวันค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อประมาณสี่ปีที่แล้ว ตนเกิดแนวความคิดในการหาอาชีพเสริมเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเพิ่ม เพราะหลังเสร็จสิ้นภารกิจหลัก เวลาว่างค่อนข้างเยอะ ได้มองหาโอกาสหลากหลายทางจนมาสรุปที่การทำดอกไม้จันทน์ และได้ตั้งข้อสังเกตว่าเวลาไปร่วมงานศพเห็นเขาใช้ดอกไม้จันทน์กันเยอะ เมื่อวิเคราะห์แล้วคิดว่าทำไม่ยาก ไม่จำกัดเรื่องเวลา ที่สำคัญวัตถุดิบสามารถหาได้ในท้องถิ่น และเก็บรักษาได้ง่ายไม่เสียหาย ประกอบพื้นที่ในตำบลโรงช้าง มีหลายคนทำอาชีพทำหีบศพ ปราสาท ธุรกิจเกี่ยวข้องกับการจัดพิธีงานศพ จึงเข้าไปคุยปรึกษา เจ้าของร้านหีบศพก็ยินดีที่จะรับซื้อ เพื่อขายเสริมเพิ่มการบริการของตนได้ จนถึงการกระจายสินค้าออกไป เพราะมีเครือข่ายที่ดำเนินกิจการด้านการจัดงานศพหลายจังหวัดในภาคเหนือ

จึงได้ชักชวนเพื่อนบ้านที่สนใจ ประมาณ 5-6 คน มาฝึกทำโดยแกะจากแบบเดิมที่มีอยู่แล้วบ้าง โดยการแนะนำของเจ้าของร้านหีบศพบ้าง และคิดค้น ดัดแปลงขึ้นมาเองบ้าง ปัจจุบันมีสมาชิก ประมาณ 30 กว่าครัวเรือน ผลิตดอกไม้จันทน์ คุณรัศนี คอยทำหน้าที่ ผู้ประสานงานกับสมาชิกในการรวบรวมเพื่อส่งขายพ่อค้าท้องถิ่นมารับ นำไปกระจายส่งให้กับร้านค้าปลีกย่อยอีกที ครอบคลุมทั่วจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง ลำพูน

คุณรัศนี ได้ให้ข้อมูลถึงประเภทไม้ที่สามารถมาทำดอกไม้จันทน์ได้ดีนั้น มีคุณสมบัติ เป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีแก่น สีขาว มีความเหนียว ยืดหยุ่นได้สูง สามารถม้วนเป็นกลีบดอกไม้ได้โดยไม่หัก ซึ่งได้แก่ ไม้สัตตบรรณ (ตีนเป็ด) ไม้อ้อยช้าง ไม้มะกอก เพกา (มะลิดไม้) เมื่อตัดมาเสร็จ จะลอกเปลือกออก ตัดเป็นท่อนๆ ความยาวประมาณ 15 เซนติเมตร กว้าง 1 เซนติเมตร มาวางบนรางไม้หนีบ แล้วใช้กบใสไม้ ออกมาบาง ๆ ทีละแผ่น ๆ ซึ่งดอกหนึ่งจะใช้ส่วนประกอบด้วยแผ่นไม้ 3 แผ่นเพื่อเป็นกลีบดอกที่สมบูรณ์ เมื่อได้ไม้วัตถุดิบมาเจ้าของจะทำการไสไม้หมดท่อนก่อนที่ไม้จะแห้ง ถ้าแห้งแล้วไสยาก ไม่เหนียวเหมือนไม้สด เก็บใส่ถุงไว้ก่อน แล้วทยอยเอาออกมาทำ โดยก่อนทำต้องแช่น้ำให้นิ่มก่อน ส่วนประกอบอื่นๆ มีก้านดอกทำมาจากไม้ไผ่ พันด้วยหนังสือพิมพ์ ใช้ตะปูตอกยึดไว้ ก็จะได้ดอกไม้จันทน์ที่สมบูรณ์ 1 ดอก

ในหนึ่งวัน คนหนึ่งจะสามารถทำได้ ประมาณ 800-1200 ดอก ขึ้นอยู่กับเวลาว่างและความชำนาญของแต่ละคน เมื่อได้จำนวนมากพอ จะบรรจุใส่ถุง ๆ ละ 100 ดอก ขายส่งให้พ่อค้าท้องถิ่นในราคา 18 บาท เดือนหนึ่งๆ สามารถสร้างรายได้เพิ่ม 4,500 – 5,000 บาท ต่อครัวเรือน แต่กระนั้นหากเป็นไปได้อยากได้ราคาเพิ่มจากจำนวนร้อยดอกต่อ 18 บาท เป็นจำนวนร้อยดอกต่อ 20 หรือ 22 บาท จะดี เพราะกว่าจะได้แต่ละดอกต้องใช้ความประณีตและความละเอียด

แต่สำหรับดอกไม้จันทน์ดอกใหญ่ ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ราคาก็จะแพงตามความยากง่าย ทีนี้ทางกลุ่มจะทำก็ต้องเมื่อได้รับการสั่งซื้อจากพ่อค้าเท่านั้น

ไม้วัตถุดิบที่จะนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นไม้สัตตบรรณ (ตีนเป็ด) ไม้อ้อยช้าง ไม้มะกอก เพกา ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านจะหามาได้จากหัวไร่ ปลายนา ที่เจ้าของได้ดูแลรักษาไว้ ซึ่งนับวันเริ่มหายากขึ้น จึงต้องหาซื้อไม้จากพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก ชาวบ้านบางคนได้ทำการลักลอบเข้าไปตัดไม้ในเขตป่าอุทยานแม่ปืม ซึ่งตั้งอยู่เขตติดต่อในพื้นที่ ต.โรงช้าง อ.ป่าแดด ทำให้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานจับกุม

เมื่อประมาณสองปีก่อน สวนยางพาราของเพื่อนบ้าน ประสบวาตภัยหักโค่นเสียหายจำนวนมาก สังเกตเห็นเนื้อไม้ยางสีขาว ไม่มีแก่น น่าจะใช้ทำได้ ได้ขอซากไม้เพื่อลองทำดู ซึ่งปรากฏว่าสามารถใช้เป็นวัตถุดิบได้ดีมาก เนื่องจาก ไม้ยางพารา ไม่มีแก่น มีความเหนียว ยึดหยุ่นได้ดี สีขาว เหมาะสมที่จะใช้ทำดอกไม้จันทน์ ทุกวันนี้สัดส่วนการใช้ไม้จากไม้ยางพาราสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่ได้เปล่าจากสวนที่เสียหายจากลมพายุ และซื้อต้นจากสวนที่เจ้าของไม่ต้องการ เช่น สวนปลูกต้นถี่ ต้นแคระแกร็นไม่ให้น้ำยาง ต้นเปลือกแห้งบ้าง ได้ในราคาไม่สูงเกินไป หรือแม้แต่กิ่งย่อยที่เจ้าของสวนตัดแต่งกิ่ง ก็พอใช้ได้ถ้าขาดแคลนไม้จริงๆ

ท่อนไม้ยางพาราขนาดรอบต้น 50 เซนติเมตร ความยาว 1 เมตร สามารถทำดอกไม้ออกมาได้ 5000-5500 ดอก สามารถขายได้เงินโดยเฉลี่ยประมาณ 900 กว่าบาท ปัจจุบันไม้ยางพาราสามารถหาได้ง่ายในพื้นที่ เพราะเกษตรกรหันมาปลูกกันเยอะขึ้น และแต่ละปีมักประสบปัญหาวาตภัย เสียหายมากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และทิศทางลม ในทุกวิกฤติของคนกลุ่มหนึ่ง มักจะเป็นโอกาสของคนอีกกลุ่มหนึ่งเสมอ แต่คุณรัศนี กล่าวว่าแม้จะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับกลุ่มทำดอกไม้จันทน์ แต่ไม่ได้รู้สึกยินดีที่เพื่อนบ้านต้องประสบชะตากรรมเช่นนี้ เพราะอาชีพเกษตรไม่ว่าจะเป็นประเภทไหน มักมีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติที่ยากจะควบคุมเสมอ กระนั้นแม้จะเกิดจากความโชคร้ายของเพื่อนบ้านที่ประสบวาตภัยทำให้สวนยางเสียหาย แต่ก็สามารถก่อเกิดไมตรีการพึ่งพาเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน โดยทางสมาชิกกลุ่มได้ไม้ยางพาราเป็นวัตถุดิบในการผลิตดอกไม้จันทน์โดยไม่ต้องซื้อหา ไม่ต้องเสี่ยงต่อการถูกจับกุม สำหรับเจ้าของสวนยางผู้โชคร้าย อาจจะช่วยบรรเทาความความรู้สึกเสียใจได้บ้างจากน้ำใจไมตรีที่เพื่อนบ้านสมาชิกกลุ่มดอกไม้จันทน์ช่วยกันตัดแต่งกิ่ง เก็บกวาดซากไม้ที่ล้มระเกะระกะให้กับเจ้าของสวนให้เรียบร้อย โดยไม่ต้องเสียเงินค่าจ้างเก็บกวาดพื้นที่ให้ช้ำใจซ้ำสอง

อ้างอิง

  • -นายธีรพงษ์ หน่อแก้ว และ นางรัศนี หน่อแก้ว
  • -คุณธนกฤต ไชยบัตร ประธานกลุ่มชาวสวนยาง อ..ป่าแดด จ.เชียงราย
  • -จากเว็บไซต์ http://giftforheaven.com/
  • -จากเว็บไซต์ http://board.postjung.com/623814.html
  • -จากเว็บไซต์ http://m-culture.in.th/album/169845

ที่อยู่เลขที่ 22 หมู่ 6 ต.โรงช้าง อ.ป่าแดด จ.เชียงราย (บ้านเด่น)โทรศัพท์ 082-8922327

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าเกษตร แนวคนกิ๊กก๊อก



ความเห็น (0)