เมื่อวันที่ 16 พ.ย.49 นายเปรมประชา ศุภสมุทร ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะทำงานศึกษาแนวทางการบรูณาการกองทุน กยศ. และกองทุนเงินให้กู้ยืมที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปแนวทางการรวมกองทุน กยศ .และ กรอ. เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ขอเปิดเผยว่าแนวทางดังกล่าวจะเป็นอย่างไรบ้าง เนื่องจากจะต้องนำเสนอต่อที่ประชุม กยศ. เพื่อพิจารณาว่า      จะเห็นชอบหรือไม่ ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ และคิดว่าในวันดังกล่าวจะต้องได้ข้อสรุปแนวทางการรวม 2 กองทุนแน่นอน เพราะรัฐบาลมีนโยบายให้รวมทั้ง 2 กองทุนและทุกอย่างจะต้องดำเนินการ ทั้งนี้ภาพรวมของแนวทางกองทุนใหม่จะมีการรวมข้อดีของทั้ง 2 กองทุนมาไว้ด้วยกัน โดยมีเป้าหมายว่าเด็กจะต้องได้รับประโยชน์สูงสุด และรัฐสามารถรับภาระเงินกู้ได้ ผู้จัดการ กยศ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ในการประชุม กยศ. จะมีการเสนอว่าเมื่อรวมกองทุนทั้ง 2 แล้ว อาจจะขอให้ผู้กู้ของทั้ง 2 กองทุนย้ายมาอยู่ในกองทุนใหม่ด้วย เพื่อประโยชน์กับทุกฝ่าย เพื่อผู้กู้จะได้ไม่ต้องมา      เป็นภาระในการจ่ายเงินคืน 2 กองทุน  ส่วนกองทุนก็จะบริหารจัดการกองทุนง่ายขึ้น และรัฐจะได้ไม่ต้องมารับภาระในส่วนที่ผู้กู้ยังไม่จ่ายเงินคืน ทั้งนี้การที่ผู้กู้เดิมจะย้ายมาอยู่ในกองทุนใหม่นั้น ขอรับรองได้ว่าผู้กู้จะไม่เสียประโยชน์แต่อย่างใด  มีแต่จะได้รับประโยชน์ เช่น เดิมผู้กู้ กรอ. จะต้องใช้เงินคืนเมื่อมีรายได้ 16,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะทำให้เด็กมีเวลาในการจ่ายเงินคืน แต่เด็กจะเสียดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อไม่เกินร้อยละ 5 แต่ถ้ามาอยู่ใน กองทุนใหม่ ผู้กู้อาจจะต้องจ่ายเงินคืนเร็วขึ้น โดยอาจจะกำหนดว่ารายได้ 12,000 บาทต่อเดือน จะต้องจ่ายเงินคืนแล้ว แต่ดอกเบี้ยจะลดลงอาจจะเหลือเพียงร้อยละ 2 เป็นต้น อย่างไรก็ตามหากผู้กู้ประสงค์จะไม่ย้ายกองทุน ก็สามารถทำได้  ต่อข้อถามว่า ผู้กู้ กรอ. จำนวนมากได้ขอเปลี่ยนหลักสูตรที่เรียน เนื่องจากเห็นว่า กรอ. เปิดกว้างให้เด็กสามารถกู้เรียนได้นั้น   นายเปรมประชา กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้กู้กรอ.หรือ กยศ. ก็เปลี่ยนหลักสูตรเรียนทั้งนั้น          ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับตัวเด็ก แต่เราก็มีมาตรการในการป้องกันไว้คือการกู้นั้นจะกู้เรียนได้เพียง 1 หลักสูตร เท่านั้น  
แต่ถ้าเปลี่ยนหลักสูตรระยะเวลากู้จะลดลง เช่น ผู้กู้เรียนหลักสูตรนิติศาสตร์
4 ปี พอเรียนไปได้ 1 ปี ก็เปลี่ยนไปเรียนหลักสูตรรัฐศาสตร์ 4 ปี จะทำให้ผู้กู้มีระยะเวลากู้เหลือเพียง 3 ปีเท่านั้น และที่เหลืออีก 1 ปี ผู้กู้จะต้องไปหาเงินมาเสียค่าใช้จ่ายเอง

สยามรัฐ 17พฤศจิกายน 2549