เศรษฐกิจปี 59 ไทย ยุ่งยาก-ย่ำแย่

เศรษฐกิจปี 59 ไทย ยุ่งยาก-ย่ำแย่

ปี 2559 เป็นปีที่หลายฝ่ายบอกตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังน่าเป็นห่วง และน่าจะอยู่ในสภาพฟื้นตัวยาก แม้รัฐบาลจะแสดงความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะกระเตื้องขึ้นจากปี 2558

ความเห็นในเรื่องทิศทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะเป็นอย่างไร มุมมองจาก "พิชัย นริพทะพันธุ์-อดีต รมว.พลังงาน” คณะทำงานทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทย ซึ่งหากจำกันได้ ก่อนหน้านี้เคยถูกทหารเชิญตัวไปปรับทัศนคติที่ค่ายทหารเป็นเวลาร่วม 1 สัปดาห์หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเศรษฐกิจ และหลังจากนั้น พิชัยก็เก็บตัวเงียบหายไปหลายเดือน

มารอบนี้ "พิชัย” วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้กับ "ไทยโพสต์ แทบลอยด์” โดยฉายภาพโครงสร้างที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยแต่ละส่วน ทั้งการส่งออก-การนำเข้า-การลงทุน-การท่องเที่ยว-ภาคการพลังงาน-การบริโภคภายในประเทศ เชื่อมโยงไปถึงการเมืองภายในประเทศและภาพรวมเศรษฐกิจโลก เพื่อให้เห็นภาพรวมเศรษฐกิจไทยทั้งระบบในปีนี้ บนข้อสรุปที่ว่า เศรษฐกิจไทยปี 2559 ยังน่าเป็นห่วง เป็นปีที่คนไทยและทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจต้องต่อสู้ดิ้นรนต่อไปอีก 1 ปี พร้อมกับข้อเสนอแนะไปถึงรัฐบาลในการแก้ปัญหาดังกล่าว

“ปี 59 เป็นปีแห่งความยุ่งยากมากขึ้นกว่าปี 58 ยุ่งยากและลำบากมากขึ้น ฟันธงเลย เพราะปี 58 ลำบากมาก่อนแล้ว ในปี 59 ปัญหาของไทยไม่ได้แย่แบบหักพังเลย แต่จะค่อยๆ แย่ บางคนก็ไม่ค่อยรู้สึก เพราะมันค่อยๆ แย่

ปัญหาที่อันตรายเพราะคนไม่รู้ตัว พอหลายปีผ่านไปจะเห็นว่ามันเสื่อมไปแล้ว ลักษณะของประเทศไทยเหมือนกบอยู่ในน้ำร้อน กบก็กระโดดออกเหมือนกบแช่ในน้ำเย็น และค่อยๆ เร่งไฟ กบก็ไม่รู้ตัว ค่อยๆ คิดว่าอุ่นๆๆๆ แต่ก็สุกไปแล้ว และก็ตายไปเลย

นี่คือสิ่งที่ประเทศไทยเป็นอยู่ คนไทยไม่เข้าใจ 1 ปีที่ผ่านมาถามว่ามีอะไรดีขึ้น มันเสื่อมเร็วขึ้น อันนี้ไม่ได้พูดใส่ร้ายใคร มีนักเศรษฐศาสตร์หลายคนเห็น แต่ไม่กล้าพูดว่ามันแย่จริงๆ คือประเทศเรากำลังแย่ แต่ไม่รู้ตัว นั่นคือปัญหา”

กับข้อสรุปในมุมองของ "พิชัย” ข้างต้นที่มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 59 ยังน่าเป็นห่วง เขามีเหตุผล-มุมวิเคราะห์ในเรื่องนี้อย่างไรถึงได้มีข้อสรุปออกมาเช่นนี้

เขาให้เหตุผลโดยวิเคราะห์เศรษฐกิจทีละส่วนดังนี้ โดย "พิชัย” เกริ่นนำว่า ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นปี 58 ก็เคยให้สัมภาษณ์วิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในปี 58 กับแทบลอยด์ ไทยโพสต์ มาแล้ว การพูดในครั้งนี้อยากให้ทุกคนในประเทศเปิดใจกว้างรับฟังความเห็น ที่บอกไว้เมื่อต้นปี 58 ก็เป็นการสะท้อนความจริง ซึ่งแทบทุกเรื่องที่วิเคราะห์ไว้ก็ถูกหมด

ต้องยอมรับว่าประเทศไทยหลายปีที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ปี 58 แต่หลายปีที่ผ่านมา มีการถดถอยทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ความสามารถในการการแข่งขันทางเศรษฐกิจก็เริ่มลด พอมาเจอสภาพเศรษฐกิจในปี 2558 ก็ยิ่งซ้ำเติมเข้าไป เพราะเศรษฐกิจโลกตลอดช่วงปี 2558 กลายเป็นว่าเราไทยโดนสองเด้ง ก็ทำให้โอกาสฟื้นมีปัญหา ก็เป็นทิศทางที่แย่ลง ก็อยากให้ประชาชนและ คสช. ตลอดจนทุกฝ่ายเห็นว่าที่ให้ความเห็นครั้งนี้บริสุทธิ์ใจ เพราะหากปล่อยให้สิ่งไม่ถูกต้องเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะกลายเป็นว่าเราจะเสียใจในภายหลัง

“อดีต รมว.พลังงาน” กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เห็นชัดว่าหลายอย่างเราเริ่มเสื่อมถอยลง เราจะมาดีใจว่าเศรษฐกิจไทยโตได้ 2-3 เปอร์เซ็นต์มันไม่ได้แล้ว เพราะอัตราการเติบโตดังกล่าวถือว่าต่ำสุดในอาเซียน อันถือว่าเป็นการเติบโตอัตราต่ำสุดมา 3 ปีติดต่อกันแล้ว และปี 2559 อาจจะเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ถ้าลักษณะยังเป็นแบบนี้อีก และการเติบโตก็ยังเป็นลักษณะกินบุญเก่า นำเงินงบประมาณมาใช้โดยไม่เกิดประสิทธิภาพ นำเงินมาอัดฉีด แต่ถามว่าสภาวะเศรษฐกิจประเทศดีขึ้นไหม มีการลงทุนเพิ่มขึ้นหรือไม่

วันนี้ที่บอกเศรษฐกิจโต 3 เปอร์เซ็นต์ แต่เงินเฟ้อติดลบ แสดงว่าเศรษฐกิจโตไม่ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ เพราะเงินเฟ้อ จะติดลบประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ถึง 1 เปอร์เซ็นต์กว่าๆ แสดงว่าการเติบโตเหลือแค่เปอร์เซ็นต์กว่าๆ เท่านั้น ต้องเข้าใจแบบนี้ก่อน คนถึงเดือดร้อนกันไปทั่ว แล้วเรื่องส่งออกที่ติดลบ 5 เปอร์เซ็นต์ ที่แย่แล้ว แต่ที่คนไม่เข้าใจก็คือว่าการนำเข้ากลับติดลบมากกว่า ซึ่งก็จะมีผลต่อโครงสร้างจีดีพี คือดูเหมือนจีดีพีโต แต่จริงๆ แล้วสินค้านำเข้าที่ลดลง คือสินค้าประเภทเครื่องจักร พวกของที่นำผลิตเพื่อส่งออกต่อไป ก็หมายถึงการส่งออกของ เราก็จะยิ่งลดลงไปเรื่อยๆ จึงตรงกับความจริงที่ว่าการลงทุนในประเทศตอนนี้พบว่ามีการโยกย้ายการลงทุนไปที่อื่นหมด ตรงนี้เป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก รัฐบาลต้องรีบเร่งแก้เรื่องนี้

“เพราะไม่เช่นนั้น อีกไม่กี่ปีประเทศไทยเราจะทรุดไปเรื่อยๆ จะเหมือนกับฟิลิปปินส์กับเมียนมาในอดีตเมื่อ 60-70 ปีก่อน ที่เดิมเคยเป็นประเทศที่มีอนาคต รุ่งเรือง อย่าง เมียนมาเคยมีคนของเมียนมาได้เป็นเลขาธิการสหประชาชาติคือ อู ถั่น คิดดูยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่เพราะด้วยการเมืองที่มีปัญหาตลอด ทั้งฟิลิปปินส์ เมียนมา ก็กลายเป็นประเทศที่ไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ก็เสื่อมเรื่อยๆ

ก็ไม่อยากเห็นประเทศไทยเป็นแบบฟิลิปปินส์ แต่สิ่งที่เรามองอยู่ขณะนี้ทิศทางมันเป็นไปอย่างนั้น ซึ่งเป็นเรื่องน่าห่วงมาก”


อ้างอิงจาก : http://www.thaipost.net/

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สัมมนาทางการเงิน



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

สิ่งที่น่า..ห่วง..มากๆๆไปกว่า..ตัวเลข..ที่เราได้ยินยลมา..แล้ว.(ยัง.ปรับเปลี่ยนแก้ใข..เองไม่ได้..ไม่ว่า..จะเปลี่ยนหน้าผู้นำ..ให้เป็นเช่นหน้าใดๆ..)..ในสังคมทุนนิยม..กับความเสื่อมโทรม..