Knowledge Network... คุณรู้จักดีแค่ไหน

ไพโรจน์ ไววานิชกิจ

ในยุคสมัยที่เทคโนโลยี IT กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อมนุษย์ ถึงขั้นที่รัฐบาลของหลายๆ ประเทศให้ความสำคัญกับการขยายข่ายการเข้าถึงสื่อข้อมูลทั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และการรับส่งข้อมูลในรูปแบบต่างๆ โดยมุ่งหวังให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนใช้ประโยชน์จากการค้นคว้าหาข้อมูลจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เปิดกว้างให้มากที่สุด เพื่อให้รู้เท่าทันกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งทางด้านการศึกษา เทคโนโลยี วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคม กล่าวได้ว่าพัฒนาการทางเทคโนโลยีสื่อสารข้อมูลและข่าวสาร หรือ Information and Communication Technology (ICT) มีความก้าวหน้าจากเมื่อหลายปีก่อนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเครือข่ายสื่อสารสารพัดรูปแบบซึ่งล้วนรองรับการสื่อสารข้อมูลดิจิทัลด้วยอัตราเร็วสูง การเติบโตของตลาดบริโภคสำหรับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต กระทั่งการเข้าถึงผู้ใช้งานการสื่อสารอย่างปราศจากข้อจำกัด ทั้งการสื่อสารแบบมีสาย (Wire-line Communication) และแบบไร้สาย (Wireless Communication) รัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังตื่นตัวและให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายสื่อสารข้อมูลภายในประเทศ สำหรับประเทศที่มีโครงสร้างที่ดีอยู่แล้ว ก็เร่งกระตุ้นหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ทั้งในภาครัฐบาลและเอกชน รวมถึงประชาชนโดยทั่วไป ให้เล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสารข้อมูลผ่านเครือข่ายเหล่านั้น ถือเป็นยุคทองของเทคโนโลยีสื่อสารทุกรูปแบบที่แผ่กระจายจนได้รับการยอมรับไปทั่วโลก

ในขณะเดียวกัน ในส่วนของภาคธุรกิจ, หน่วยงานทางรัฐบาล และองค์กรการศึกษาต่างๆ ก็เริ่มให้ความสนใจกับการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเครือข่ายสื่อสารอัตราเร็วสูงเหล่านี้ ดังเช่นที่ผู้อ่านโดยทั่วไปรับทราบกันดีอยู่ แต่การใช้งานของเครือข่ายสื่อสารข้อมูลต่างๆ เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ล้วนมุ่งประเด็นไปที่การติดต่อสื่อสารเป็นสำคัญ ตัวอย่างเช่น การประยุกต์ใช้ระบบอีเมล พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce และ M-Commerce) และการจัดทำซอฟต์แวร์ระบบสำนักงานแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นสำคัญ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการสื่อสารเหล่านี้ในการให้บริการด้านบันเทิงแก่บุคคลทั่วไป ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษาและความรู้ ไปจนถึงการใช้เครือข่ายในทางอื่นๆ ที่เป็นประเด็นปลีกย่อย

ศาสตร์แขนงใหม่ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นอีกหนึ่งวิถีทางของการประยุกต์ใช้เครือข่ายสื่อสารข้อมูล โดยร่วมกันกับการออกแบบระบบฐานข้อมูล (Database Management) อันเป็นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของโลกยุคไซเบอร์สเปซ ศาสตร์แขนงนี้มีสาระสำคัญในเรื่องของแนวคิด และวิธีการจัดการ ในการบริหารฐานข้อมูลที่เก็บรวบรวมข่าวสาร ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลต่างๆ โดยมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้เหล่านี้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่สามารถนำกลับมาอ้างอิง หรือพัฒนาให้เป็นองค์ความรู้ที่มีรายละเอียดมากขึ้น มีความถูกต้อง เชื่อถือได้มากขึ้น เพื่อใช้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ถือเป็นพัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของสังคมมนุษย์กับเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูล ศาสตร์ดังกล่าวมีชื่อว่า Knowledge Management เรียกย่อๆ ว่า KM ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับคำนิยามของเครือข่ายแห่งความรู้ หรือ Knowledge Network (KN)

  Knowledge Management กับ Knowledge Network ศาสตร์ใหม่บนแนวคิดคลาสสิค

แนวคิดของศาสตร์ด้าน KM และเครือข่าย KN นั้นมิใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นสิ่งลึกๆ ที่ฝั่งรากอยู่ในจิตใจของผู้ประกอบการ หรือผู้นำในองค์กรต่างๆ มานับแต่อดีต ผู้เขียนลองยกตัวอย่างง่ายๆ ที่ใกล้ตัวผู้อ่านทุกท่านมากที่สุด ซึ่งก็ได้แก่ศิลปะไทย ทุกท่านคงทราบกันดีว่า การที่ประเทศไทยมีจุดแข็งแกร่งในเรื่องของงานศิลปกรรมที่หาชาติใดในโลกมาเปรียบเทียบได้ยากนั้น มิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นภายในชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่เป็นการสั่งสมและถ่ายทอดประสบการณ์จากช่างรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่งต่อเนื่องกันมาหลายร้อยปี มีทั้งการถ่ายทอดโดยการศึกษาเล่าเรียนในทางตรง เช่น อาจารย์สั่งสอนศิษย์ และการศึกษาทางอ้อม เช่น การศึกษางานศิลปกรรมจากผลงานการสร้างของคนรุ่นเก่าก่อน ในขณะเดียวกันสิ่งที่เป็นจุดบกพร่องหลายๆ ประการในงานศิลปะก็อาจได้รับการพัฒนาแก้ไขโดยช่างในรุ่นต่อๆ มา ซึ่งอาจจะเป็นด้วยความก้าวหน้าทางด้านงานช่าง หรือการได้รับเทคนิคใหม่ๆ จากการคบค้าสมาคมกับต่างชาติในยุคต่อๆ มาก็ตามที

สิ่งเหล่านี้ แท้จริงแล้วก็คือแนวทางในลักษณะของ KM ด้วยกันทั้งสิ้น ผู้อ่านจึงสามารถสรุปได้ง่ายๆ ว่า KM นั้นเป็นเรื่องของกระบวนการจัดเก็บ ถ่ายทอด เลือกสรร และพัฒนาข้อมูลความรู้ต่างๆ นั่นเอง ซึ่งเมื่อเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลมีการพัฒนาอย่างก้าวหน้ามาจนถึงปัจจุบัน มนุษย์จึงได้อาศัยศักยภาพของเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้เป็นตัวกลางในการจัดการบริหารองค์ความรู้ต่างๆ จนกลายเป็นศาสตร์ที่ปัจจุบันได้รับความสนใจจากผู้คนทั่วโลกมากอีกแขนงหนึ่ง และมีความสำคัญมากจนถึงกับมีการเปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาเอกกันในหลายๆ ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

หากลองพิจารณาถึงอารยธรรมในยุคโบราณของหลายๆ ประเทศที่สาบสูญไป และปัจจุบันไม่มีลูกหลานของประเทศนั้นๆ สามารถพัฒนาตนเองให้มีความชำนาญเทียบเท่ากับบรรพบุรุษของตนเองได้ ปัจจัยสำคัญย่อมเกิดจากการขาดความต่อเนื่องในการถ่ายทอดและรักษาองค์ความรู้นั้นไว้ได้ ซึ่งอาจเป็นเพราะภาวะสงคราม ภัยธรรมชาติ หรือหายนะใดๆ ก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นมูลเหตุสำคัญที่สุดย่อมเป็นเรื่องระหว่างบุคคล อาจเป็นเพราะผู้ทรงความรู้ไม่ต้องการถ่ายทอดเคล็ดลับในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้อื่น การขาดสื่อกลางที่มีประสิทธิภาพในการเก็บรักษาข้อมูล ความไม่เอาใจใส่ของผู้รับการถ่ายทอดความรู้นั้น ฯลฯ จะเห็นว่าหากมีแนวทางในการเก็บรักษาองค์ความรู้ไว้ได้อย่างเป็นระบบ แม้จะมีปัญหาในเรื่องของบุคคลอยู่บ้างแม้ในยุคสมัยใด องค์ความรู้ที่สำคัญหลายๆ ประการก็คงจะไม่สูญหายไปดังเช่นที่เป็นมาในอดีต

ที่มา  internet.se-ed.com/content/IN92/IN92_41.asp