มหาวิทยาลัยใหม่ในปัจจุบัน


ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ มีการนำเสนอเรื่อง โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ และโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ ซึ่งแรกเริ่มเป็นโครงการ วิทยาเขตสารสนเทศ เมื่อเกือบยี่สิบปีมาแล้ว ดัง ข้อมูลนี้

ผมได้ชี้ให้ที่ประชุมเห็นว่า ในเวลายี่สิบปีสภาพของอุดมศึกษาไทยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากขาดแคลนสถานที่เรียนในมหาวิทยาลัย กลายเป็นขาดแคลนนักศึกษาที่จะเข้าเรียน เพราะมีมหาวิทยาลัย เพิ่มขึ้นมากมาย ทั้งที่ตั้งใหม่ และที่ปรับสถานะเป็นมหาวิทยาลัย

ดังนั้น มหาวิทยาลัยใหม่ และที่จะขยายตัว (อย่างวิทยาเขตทั้งสอง) ต้องไม่เน้นเป้าหมายเพื่อเพิ่มที่เรียน ต้องเน้นเป้าหมาย เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น และต้องพัฒนายุทธศาสตร์การทำงานแบบใหม่ ไม่ใช่ทำงานมหาวิทยาลัย แบบเดิมๆ

ทำงานแบบใหม่ เพื่อการเป็นมหาวิทยาลัยที่เน้นทำงานร่วมพัฒนาพื้นที่ ทำอย่างไร ไม่มีสูตรตายตัว ต้องคิดและทดลองทำเอง

หลักการสำคัญที่ผมขอเสนอคือ ใช้หลักการ engagement ไม่ใช่เข้าไปช่วยหรือช่วยเหลือท้องถิ่น อย่างที่เราคุ้นเคยกันในอดีต

หลักการ engagement ระบุไว้ชัดเจนที่เว็บไซต์ของ Engagement Thailand ที่นี่ คือหลักการ ๔ ร่วม ได้แก่ (๑) ร่วมคิดร่วมทำแบบหุ้นส่วน (๒) ร่วมรับผลประโยชน์ (๓) ร่วมกันเรียนรู้ เกิดการเรียนรู้ทั้งในชุมชน และในมหาวิทยาลัย (๔) เกิดผลกระทบต่อสังคมที่ประเมินได้

ย้ำว่า ไม่ใช่เป็นงานการกุศล ไม่ใช่งานที่ฝ่ายแข็งแรงกว่าช่วยเหลือฝ่ายที่อ่อนแอกว่า แต่เป็นความสัมพันธ์ บนฐานของความเท่าเทียมกัน หรือความสัมพันธ์แนวราบ ทุกฝ่ายมี give มี take ไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งให้ อีกฝ่ายหนึ่งรับ จึงจะเป็นความสัมพันธ์แบบ engagement หรือพันธกิจสัมพันธ์

หลังจากนั้น วิทยาเขตขออนุมัติเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรี ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรม การจัดการสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสภามหาวิทยาลัยอนุมัติอย่างชื่นชมว่าเป็นหลักสูตรที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ในการทำหน้าที่มหาวิทยาลัยเพื่อความเข้มแข็งของท้องถิ่น

ผมได้เสนอต่ออาจารย์ที่มาชี้แจงว่า ต้องมีวิธีจัดการเรียนการสอนในหลักสูตร เพื่อให้นักศึกษาและอาจารย์ ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันกับสร้างความเข้มแข็งให้แก้สังคมหรือพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญ และบริเวณใกล้เคียง ผมได้ชี้ว่า หากอาจารย์จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรนี้ตามแบบที่อาจารย์เคยเรียนมา จะไม่สามารถทำให้วิทยาเขต อำนาจเจริญสร้างความเข้มแข็งแก่พื้นที่ได้

จะให้หลักสูตร นักศึกษา และอาจารย์ ทำหน้าที่สร้างความเข้มแข็งแก้พื้นที่ได้ ต้องจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning หรือแบบ PBL คือนักศึกษาเรียนรู้จากการปฏิบัติ ตามด้วยการไตร่ตรองสะท้อนคิดเป็นหลัก การปฏิบัติคือการทำงาน โดยอาจารย์ร่วมมือกับผู้นำชุมชน/ธุรกิจ ในพื้นที่ ออกแบบโครงงานใน PBL ที่เป็นงานจริง ที่จะมีผลพัฒนากิจการในพื้นที่ ให้นักศึกษาไปทำเพื่อการเรียนรู้ของตน และอาจารย์ออกไปโค้ชงานจริงของนักศึกษา ร่วมกับโค้ชที่เป็นเกษตรกร ผู้ประกอบการ หรือผู้นำชุมชน

รายละเอียดของการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อให้มหาวิทยาลัย engage กับสังคมนี้ ผมได้เขียนบันทึกไว้มากมาย อ่านได้ ที่นี่



วิจารณ์ พานิช

๑๗ มี.ค. ๕๙


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)