ปฏิจจสมุปบาทแนวถาง (dependent origination)

ท่านว่า..อวิชชา> สังขาร > จิต> นาม/รูป> ผัสสะ> เวทนา> ตัณหา> อุปาทาน > ภพ> ชาติ > ทุกข์..

เราว่า...สัญญา> ตํณหา> จิต> นาม/รูป> ผัสสะ> เวทนา> สังขาร> อวิชชา >อุปาทาน > ภพ> ชาติ > ทุกข์/สุข>....

ที่ท่านว่านั้น "สัญญา"(ความจำได้หมายรู้) ไม่มีอยู่ในวงจร เราจึงเติมเข้าไป แล้วให้เป็นประธานเสียด้วย ส่วนสังขารและอวิชชา โยกไปไว้ตรงกลางน้ำ คือพอเกิดเวทนาอารมณ์แล้ว สังขารมันมาปรุงแต่งให้เป็นโน่นนี่นั่น เช่น อาหารอร่อย ดนตรีเพราะ จากนั้นอวิชชา (ความโง่) มาปรุงต่อให้เป็นความยึดมัน (อุปาทาน) เกิด แก่กันต่อไป ...ที่โมอีกอย่างคือปลายน้ำ ท่านว่า ทุกข์อย่างเดียว แต่เราโมเป็น ทุกข์/สุข ...แล้วก็ยูเทิร์นกลับไปเม็มไว้ในสัญญานั่นเอง การเม็มนี้อาจข้ามภพข้ามชาติ เกิดใหม่ก็ไม่ลืม ...ตัณหาคือความอยาก..ก็มีทั้งอยากดีและอยากชั่ว มันเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต มันน่าเป็นต้นน้ำ ไม่ใช่กลางน้ำ

ปล.หวังว่า พพจ.คงไม่สั่งปิดโพสต์นี้ ๕๕๕

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สะกิดกวน...ชวนแหกค่าย----->สู่แดนใหม่...ไตเสรี



ความเห็น (0)