ฟ้าครับ...

ทิ้งฟ้าไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม ๆ ขอโทษมาก ๆ นะครับ แต่อย่างน้อยก็มีบันทึกนี้มาฝาก (พร้อมตุ๊กตาหมี) ใช่ไหม...

สำหรับทุกท่าน ข้อเขียนนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ที่เกิดขึ้นจากการมีโอกาสเข้าร่วมหลักสูตร R&D Management ณ เมืองชินจู ไต้หวัน ระหว่างวันที่ 6-10 พฤศจิกายน 2549 เน้นเฉพาะบางประเด็นที่คิด (ด้วยความลำเอียง) ว่าสำคัญ โดยไม่ได้มีความตั้งใจที่จะสรุปเนื้อหาทั้งหมดแต่อย่างใด

 

ก. ITRI ผ่านเลยยุคทองมาแล้ว

Industrial Technology Research Institute หรือ ITRI มีชื่อในภาษาจีนว่า 工業技術研究院 เป็นองค์กรด้านวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมชั้นนำของไต้หวัน (และของโลก) แห่งหนึ่ง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิคส์ ของไต้หวัน  ประวัติความเป็นมาขององค์กรนี้น่าสนใจมาก  อ่านได้จาก  "Innovation Engine มือผลักดันความสำเร็จของอุตสาหกรรมไต้หวัน"  โดย หงอี้เอี๋ยน แปลโดย ดร. ชาตรี ศรีไพพรรณ ขอกราบขอบคุณ ดร. ชาตรี มา ณ ที่นี้ด้วยครับ

เท่าที่ผู้เขียนรู้จัก ITRI มา มองเห็นว่า ITRI เป็นกลุ่มหัวกะทิของนักวิจัยและวิศวกร ซึ่งมีปรัชญาอยู่ที่เน้นการทำได้จริง เห็นผลจริง และเกิดประโยชน์ที่วัดได้

ITRI โตมาจากความสำเร็จที่สร้างให้แก่อุตสาหกรรม electronics และ machinery ตอนนี้ น่าจะผ่านยุคทองมาแล้ว และกำลังถูกผลักดันให้ดิ้นรนไปในทิศทางใหม่ เพราะ OEM ที่เคยเป็นจุดแข็งของไต้หวันกำัลังหมดสมัย เวลานี้ไปอยู่ที่ประเทศจีนหมดแล้ว

ไม่มีใครเปลี่ยนตัวเองถ้าไม่มี แรงผลักดัน

ในอดีต ITRI เคยผ่านช่วงเวลาแห่งวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง เช่น ความขัดแย้งกับภาคอุตสาหกรรมในยุคตลาดหุ้นเติบโต หรือเมื่อครั้งถูกพายุการเมือง ทำให้งบประมาณถูกตัด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงปี 1984 ซึ่งเป็นช่วงสันติสุข กลับพบว่ามีปัญหาเรื่องการบริการอุตสาหกรรมค่อนข้างน้อย วัฒนกรรมการวิจัยไม่ต่างจากมหาวิทยาลัย

โชคดีที่มีผู้นำองค์กรที่ชาญฉลาด จึงเห็นเท่าทันว่า ความสุข (ขององค์กร) นั้นเองคือวิกฤต

เวลานี้ ITRI พยายามดิ้นรนใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างความแตกต่าง (จากประเทศจีน) จะเห็นว่าในหลาย ๆ โอกาส ไต้หวันพยายามสร้างจุดขายของตัวเองให้เห็นความแตกต่างนี้ เช่น Design in Taiwan เป็นต้น เพราะลำัพังถ้าใช้กำลังการผลิตอย่างเดียวนั้นสู้ไม่ได้จริง ๆ

(มีต่อ)