GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เกี่ยงกันแล้ว...คงไม่มีประโยชน์อะไร เปลี่ยนวิธีคิดกันเถอะค่ะ

รู้สึกว่าจะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงเสียด้วยนะคะ กำจัดมันไปเถอะ

ได้รับคำขอให้ไปต่อยอดบันทึก เกี่ยวกับ การเกี่ยงกันที่ทำให้ทีมไม่ work จาก คุณสมพร แล้วก็พอดีกับที่เห็นที่คติข้างๆบล็อกตัวเองวันนี้ รู้สึกว่าไปทางเดียวกันเลย ก็เลยเอามาฝากชาว GotoKnow เสียหน่อย เป็นคติจากกวีชาวอเมริกัน Maya Angelou ที่บอกว่า

Nothing will work unless you do.

ในบันทึกนั้นซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ เขาใช้คำว่า everybody, somebody, anybody และ nobody เอามาใช้กับการทำงาน อ่านแล้วรู้สึกว่าทำให้ท้อแท้ยังไงไม่ทราบนะคะ อาจจะเป็นเพราะใจความมันมากระทบใจ กับเรื่องเมื่อเย็นนี้ที่ทำงาน ที่พบว่าการที่เราทั้งหน่วยทำงานหนักกันโดยไม่บ่นโวยวายมานานๆ กลายเป็นว่าเราคงจะทำได้ ขอคนมาช่วยก็เป็นเรื่องยากเย็น เพราะเราทนทำกันมานานแล้ว

ทำให้รู้สึกว่า ถ้าเรายอมเป็น nobody ทำอะไรต่ออะไรเท่าที่ทำได้ไปเรื่อยๆโดยไม่เรียกร้องอะไร กลายเป็นเราไม่มีวันจะได้เป็น somebody เอาเสียเลย ท้อแท้นะคะ แต่พออ่าน คติของคุณ Maya Angelou ก็เห็นจริงว่า ถ้าเราไม่ลงมือทำมันก็ไม่เกิดอะไร ก็ต้องมีคนทำนั่นเอง แต่ก็คิดว่าเราก็เป็นมนุษย์ธรรมดานี่เอง ต้องการกำลังใจ ต้องการความเห็นใจ และหากเราเกี่ยงว่า ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมคนอื่นไม่ทำปั๊บ มันก็จะเป็นโรคติดต่อทันที ว่าทุกคนก็ไม่มีใครยอมเสียเปรียบแน่นอน งานก็คงไม่เดินแน่

เพราะ ฉะนั้น ก็คงต้องใข้วิธีหาทาง"พักใจ" เพื่อจะได้มีแรง ชักชวนคนอื่นให้ยอมเป็น nobody ทำอะไรๆที่ everybody เขาไม่ยอมทำกันเถอะค่ะ

ใครอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็อย่าสงสัยนะคะ คนเขียน"ท้อแท้" เกินกว่าจะอธิบาย แต่อยากเขียนเท่านั้นเองค่ะ ขอบคุณที่มี GotoKnow ค่ะ



 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 60435
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 4
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (4)

"เข้าใจค่ะ"

อาจจะสั้นไปหน่อย แต่กินความหมายคำพูดทั้งหัวใจค่ะ ^^'

  • ขอบคุณคุณโอ๋ที่ตามไปต่อยอดบันทึกค่ะ
  • บางครั้งก็ท้อ (แต่ไม่ถอย) ยืมคำ อ.ประพนธ์มาค่ะ
  • เรา เป็นกำลังใจให้กันและกันนะคะ

มีหลายข้อความที่อ่านแล้วอดตอบไม่ได้เลย บางทีตอบในใจ บางทีจะเริ่มเขียนตอบเขียนตั้งยืดยาวแล้วยังได้ประเด็นที่ต้องการจะเขียนไม่ครบเลย แล้วก็เลิกเขียน :D

สำหรับกรณีของพี่โอ๋ น่าจะเดินเรื่องขอคนมาช่วยไปเรื่อยๆจนกว่าเค้าจะหาคนมาให้ไม่งั้นไม่เลิกขอ ฟังดูอาจจะตลกแต่มันก็เคยใช้ได้ผลมาแล้ว อย่างน้อยก็ให้เค้ารับรู้ปัญหาที่เกิด (ถ้าเราไม่ลงมือขอมันก็ไม่ได้แน่  ได้ก็ได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเพราะยังไงเราก็ต้องทำต่ออยู่ดี แต่ขอไว้ก่อนนั่นแหละดีเผื่อจะได้ จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลังว่า ทำไมตอนนั้นเราไม่ขอให้มันได้นะ) เค้าจะได้รู้ว่าแต่ก่อนนี้เราทำได้โดยไม่บ่น ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหาแต่เราพยายามถึงขีดจำกัดแล้วแต่ปัญหานั้นยังไม่หมดไป มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น จะให้เราทำต่อแบบเดิมต่อไปโดยไม่ให้ความช่วยเหลือคงเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะในทีมแต่ละคนอายุก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กำลังกายบางอย่างอาจจะลดลงบ้าง แบตเตอรี่ขนาดมันไม่มีชีวิตจิตใจ ใครใช้มันมันก็ทำ มันยังมีอายุการใช้งานเลยนับภาษาอะไรกับมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ  อย่ามองว่าเป็นความเห็นแก่ตัวเลยค่ะ ถือว่าเราเดินทางสายกลางแล้วกันไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป

เคยมีประสบการณ์จากคน 2 คนเล่าให้ฟังเหมือนกัน ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ อยู่ในหน่วยงานรัฐคนละหน่วย คนนึงเค้าจะไม่รับงานเขียนโปรแกรมใหญ่ๆเองเพราะกำลังคนไม่พอ อีกคนหนึ่งพยายามรับงานเขียนโปรแกรมทั้งหมดไว้โดยที่มีกำลังคนน้อยเหมือนกันเพราะอยากประหยัดเงิน โดยที่เค้าไม่เคยได้รับความช่วยเหลือด้านกำลังคนเลย    บางคนอาจจะว่าคนแรกเป็นคนเห็นแก่ตัวก็ไม่ถูก เพราะว่าเค้ารู้ขีดจำกัดข้อนี้ดี เค้าจึงพยายามเปลี่ยนหน้าที่จากการเขียนโปรแกรมเองทั้งหมด มาเป็นผู้ดูแลออกข้อกำหนดต่างๆ ให้กับโปรแกรมเมอร์ที่จะมารับเหมา และดูแลการพัฒนาระบบอย่างใกล้ชิด สามารถทำได้หลายโปรเจคในเวลาเดียวกัน และก็เป็นไปด้วยดีถึงแม้จะมีปัญหาบ้าง เค้ายังบอกอีกว่าถ้าเราไม่จ้างเค้าแต่มาเขียนเองเงินจำนวนนี้ก็ไปตกอยู่กับโปรเจคไร้คุณภาพอีกมากมายรวมถึงการใช้งบให้หมด กับอีกคนนึงตั้งหน้าตั้งตาเขียนโดยไม่ปริปากบ่นทำจนเสร็จ เป็นที่ยอมรับจากผู้อื่น ตอนนี้ก็เลยรับงานเละโดยปริยาย ทั้งงานเล็กงานน้อย ทั้งงานที่สมควรจะทำเองและไม่สมควรจะทำเอง โดยที่กำลังคนก็ไม่เพิ่ม คนที่จะช่วยเหลือเค้าได้ก็มีน้อยคนมาก ถึงแม้ว่าจะมีคนอยู่ในหน่วยงานแต่ก็ไม่มีใครสามารถช่วยงานเค้าได้ หน้าที่รับผิดชอบจึงตกที่เค้าเป็นจำนวนมาก ภายหลังเค้าก็พบว่าสิ่งที่เค้าทำบางอย่างไม่คุ้มกันเลย เพราะว่าผู้บริหารก็นำเงินจำนวนมากกว่าที่เค้าช่วยประหยัดได้ไปใช้กับโปรเจคจำนวนมากที่ไร้ประโยชน์ ไม่นับค่าตอบแทนอื่นๆบางอย่าง....

ภายหลังคนที่สองก็ได้เริ่มยอมรับความจริงในข้อการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพกับขีดจำกัดในด้านกำลังคนของตน จึงเริ่มมีการเสนอให้จ้างบริษัทข้างนอกมาเขียนโปรแกรมให้ และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ทำโดยไม่ให้กำลังคนเพิ่มคงทำไม่ได้หรอก

ซึ่งเมื่อมาคิดดูแล้วทั้งสองมีมุมมองต่างกัน จะว่าใครดีกว่าใครหรือใครเสียสละมากกว่ากันก็ไม่ถูก ถ้ามองแบบไม่เข้าข้างใคร เพราะทั้งสองต่างก็ต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าท้อแม้ไปเลยค่ะ ชีวิตคนเราสั้นนักทำวันนี้ให้ดีที่สุดและมีความสุขที่สุดก็พอแล้ว จะได้เป็น nobody ที่ไม่ท้อแท้ หากว่า somebody, anybody, หรือ everybody ไม่สามารถเปลี่ยนเป็น nobody ได้

ถึงแม้ข้อคิดเห็นนี้จะไม่ได้ช่วยให้กำลังใจซักเท่าไหร แต่ก็หวังว่าอย่างน้อยก็ช่วยให้เพลิดเพลินในการอ่านได้ (ยาวเหลือเกิน :D )

ขอบคุณทั้ง 3 ท่านค่ะ และเดาออกค่ะว่าคุณ"ขอไม่ออกชื่อ"คือใคร ขอบคุณที่เป็นกำลังใจให้กันและกัน เชื่อว่าตัวเองยังถือว่าอยูในสภาวะที่ลำบากใจน้อยกว่าคุณ"ขอไม่ออกชื่อ"เยอะค่ะ

จะเอามาระบายมาหน่อยก็เฉพาะช่วงที่ผลกระทบมันกำลังเกิด พอพ้นระยะไปนิดเดียวก็ลุยต่อได้ค่ะ ชอบเป็น nobody ที่ ทำทุกอย่างที่ทำได้นั่นแหละค่ะ ท้อบ้างแต่ไม่ถอย รู้ว่ามีคนอีกมากมายลำบากกายและใจมากกว่าเราค่ะ