เป็นเรื่องดีมากที่มีการวัดประสิทธิผลของงานด้วย KPI ตามหลัก Balanced Scorecard หรือด้วยเครื่องมือทางการจัดการอื่นๆ

        แต่เรื่องของการวัดผล มีประเด็นในรายละเอียดที่จะต้องพิจารณาควบคู่กันไปด้วยหลายอย่าง KPI ไม่ใช่ดัชนีศักดิ์สิทธิ์ที่ชี้บอกว่าใครดี-ใครไม่ดี เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องระวัง ไม่เช่นนั้นก็อาจกลายเป็นเสมือนการเรียนเพื่อสอบให้ได้คะแนนดี แต่ไม่ได้ความรู้ความเข้าใจอะไรมา ประยุกต์ความรู้ไปใช้ไม่ได้เลย

        กระบวนการทำงานหรือทำอะไรสักอย่าง เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน และต่อมาด้วยการพิจารณาสภาพแวดล้อม องค์ประกอบ ทรัพยากร (คน งบประมาณ เวลา เทคโนโลยี) ข้อจำกัด ความยั่งยืน ฯลฯ ไปเรื่อยๆจนถึงการวัดผล

        เป้าหมายต้องมาก่อน หากไม่มีเป้าหมาย ก็ไม่มีทางรู้ว่าจะเดินไปไหน

        นอกจากนั้นต้องรู้ด้วยว่าเรายืนอยู่ตรงไหน (รู้สภาวะแวดล้อม ทรัพยากร และข้อจำกัดต่างๆ) ถ้าไม่รู้ จะกำหนดหรือวางแผนได้อย่างไรว่าจะเดินไปทางไหน

        หากไม่รู้ทั้งสองอย่าง คงแปลได้ว่ามั่วสุดๆ และเดินไปอย่างคนตาบอดไม่รู้ทิศทาง (แต่บางทีก็สำเร็จได้เหมือนกัน)

        KPI ช่วยให้รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ด้วยประสิทธิผลอย่างไร แต่ในบางครั้ง KPI กลับถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นสมรรถนะของหน่วยงานและบุคลากร แม้ว่าจะมีส่วนถูกต้อง แต่ความคิดในแง่นี้ ไม่ได้นำเอาข้อจำกัดต่างๆเข้ามาพิจารณา ถ้านายชุ่ย หรือคิดว่าจ้างมาแล้วก็ต้องทำให้ได้-ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น บางทีนายควรจะลองมาทำเองบ้างเหมือนกัน

        ข้อจำกัดกับข้อแก้ตัวนั้น อยู่ใกล้กันนิดเดียว แต่เชื่อว่าคนเป็นนายแยกแยะได้ไม่ยากหากเอาใจใส่ในงาน

        ข้อจำกัดมีทั้งแบบแก้ไขได้ กับแบบแก้ไขไม่ได้เช่นกัน คนเป็นนายต้องยอมรับความจริงที่ว่าข้อจำกัดนั้น มีอยู่จริงและเป็นปัญหามาก่อนหน้านั้นแล้ว หน้าที่ของคนเป็นนายคือเอาชนะข้อจำกัดให้ได้ เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

        สำหรับข้อจำกัดที่แก้ไขไม่ได้นั้น หากพบระหว่างทาง หมายความว่าการวางแผนและการจัดการความเสี่ยง ไม่ดีพอ ทำให้ไม่สามารถพบข้อจำกัดนี้ได้ก่อน

        ดังนั้น หากเชื่อมโยง KPI เข้ากับการประเมินผลงาน จะต้องระมัดระวังให้ดี ไม่เช่นนั้น จะเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น