มีหลายข้อความที่อ่านแล้วอดตอบไม่ได้เลย บางทีตอบในใจ บางทีจะเริ่มเขียนตอบเขียนตั้งยืดยาวแล้วยังได้ประเด็นที่ต้องการจะเขียนไม่ครบเลย แล้วก็เลิกเขียน :D
สำหรับกรณีของพี่โอ๋ น่าจะเดินเรื่องขอคนมาช่วยไปเรื่อยๆจนกว่าเค้าจะหาคนมาให้ไม่งั้นไม่เลิกขอ ฟังดูอาจจะตลกแต่มันก็เคยใช้ได้ผลมาแล้ว อย่างน้อยก็ให้เค้ารับรู้ปัญหาที่เกิด (ถ้าเราไม่ลงมือขอมันก็ไม่ได้แน่ ได้ก็ได้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรเพราะยังไงเราก็ต้องทำต่ออยู่ดี แต่ขอไว้ก่อนนั่นแหละดีเผื่อจะได้ จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลังว่า ทำไมตอนนั้นเราไม่ขอให้มันได้นะ) เค้าจะได้รู้ว่าแต่ก่อนนี้เราทำได้โดยไม่บ่น ไม่ใช่ว่าไม่มีปัญหาแต่เราพยายามถึงขีดจำกัดแล้วแต่ปัญหานั้นยังไม่หมดไป มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น จะให้เราทำต่อแบบเดิมต่อไปโดยไม่ให้ความช่วยเหลือคงเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะในทีมแต่ละคนอายุก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กำลังกายบางอย่างอาจจะลดลงบ้าง แบตเตอรี่ขนาดมันไม่มีชีวิตจิตใจ ใครใช้มันมันก็ทำ มันยังมีอายุการใช้งานเลยนับภาษาอะไรกับมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ อย่ามองว่าเป็นความเห็นแก่ตัวเลยค่ะ ถือว่าเราเดินทางสายกลางแล้วกันไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป
เคยมีประสบการณ์จากคน 2 คนเล่าให้ฟังเหมือนกัน ซึ่งเป็นโปรแกรมเมอร์ อยู่ในหน่วยงานรัฐคนละหน่วย คนนึงเค้าจะไม่รับงานเขียนโปรแกรมใหญ่ๆเองเพราะกำลังคนไม่พอ อีกคนหนึ่งพยายามรับงานเขียนโปรแกรมทั้งหมดไว้โดยที่มีกำลังคนน้อยเหมือนกันเพราะอยากประหยัดเงิน โดยที่เค้าไม่เคยได้รับความช่วยเหลือด้านกำลังคนเลย บางคนอาจจะว่าคนแรกเป็นคนเห็นแก่ตัวก็ไม่ถูก เพราะว่าเค้ารู้ขีดจำกัดข้อนี้ดี เค้าจึงพยายามเปลี่ยนหน้าที่จากการเขียนโปรแกรมเองทั้งหมด มาเป็นผู้ดูแลออกข้อกำหนดต่างๆ ให้กับโปรแกรมเมอร์ที่จะมารับเหมา และดูแลการพัฒนาระบบอย่างใกล้ชิด สามารถทำได้หลายโปรเจคในเวลาเดียวกัน และก็เป็นไปด้วยดีถึงแม้จะมีปัญหาบ้าง เค้ายังบอกอีกว่าถ้าเราไม่จ้างเค้าแต่มาเขียนเองเงินจำนวนนี้ก็ไปตกอยู่กับโปรเจคไร้คุณภาพอีกมากมายรวมถึงการใช้งบให้หมด กับอีกคนนึงตั้งหน้าตั้งตาเขียนโดยไม่ปริปากบ่นทำจนเสร็จ เป็นที่ยอมรับจากผู้อื่น ตอนนี้ก็เลยรับงานเละโดยปริยาย ทั้งงานเล็กงานน้อย ทั้งงานที่สมควรจะทำเองและไม่สมควรจะทำเอง โดยที่กำลังคนก็ไม่เพิ่ม คนที่จะช่วยเหลือเค้าได้ก็มีน้อยคนมาก ถึงแม้ว่าจะมีคนอยู่ในหน่วยงานแต่ก็ไม่มีใครสามารถช่วยงานเค้าได้ หน้าที่รับผิดชอบจึงตกที่เค้าเป็นจำนวนมาก ภายหลังเค้าก็พบว่าสิ่งที่เค้าทำบางอย่างไม่คุ้มกันเลย เพราะว่าผู้บริหารก็นำเงินจำนวนมากกว่าที่เค้าช่วยประหยัดได้ไปใช้กับโปรเจคจำนวนมากที่ไร้ประโยชน์ ไม่นับค่าตอบแทนอื่นๆบางอย่าง....
ภายหลังคนที่สองก็ได้เริ่มยอมรับความจริงในข้อการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพกับขีดจำกัดในด้านกำลังคนของตน จึงเริ่มมีการเสนอให้จ้างบริษัทข้างนอกมาเขียนโปรแกรมให้ และบอกกับผู้ใหญ่ว่าให้ทำโดยไม่ให้กำลังคนเพิ่มคงทำไม่ได้หรอก
ซึ่งเมื่อมาคิดดูแล้วทั้งสองมีมุมมองต่างกัน จะว่าใครดีกว่าใครหรือใครเสียสละมากกว่ากันก็ไม่ถูก ถ้ามองแบบไม่เข้าข้างใคร เพราะทั้งสองต่างก็ต้องการทำงานให้มีประสิทธิภาพเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอย่าท้อแม้ไปเลยค่ะ ชีวิตคนเราสั้นนักทำวันนี้ให้ดีที่สุดและมีความสุขที่สุดก็พอแล้ว จะได้เป็น nobody ที่ไม่ท้อแท้ หากว่า somebody, anybody, หรือ everybody ไม่สามารถเปลี่ยนเป็น nobody ได้
ถึงแม้ข้อคิดเห็นนี้จะไม่ได้ช่วยให้กำลังใจซักเท่าไหร แต่ก็หวังว่าอย่างน้อยก็ช่วยให้เพลิดเพลินในการอ่านได้ (ยาวเหลือเกิน :D )