ปราชญ์/ผู้นำชุมชนในภูมิภาคตะวันตก:ศึกษาคุณแม่สุพัตรา เมืองรมย์ (ครั้งที่4)

"ก่อนหน้านี้เราได้ไปลงพื้นที่เพื่อศึกษาเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยการนวดแผนไทย ของคุณแม่สุพัตรา เมืองรมย์ หรือที่รู้จักกันคือหมอนอดแพทย์แผนไทยที่ หมู่ที่1 ตำบลห้วยขวาง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม"

ครั้งนี้ครับกลุ่มเราก็ได้มาศึกษาที่เดิมคนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิมนะครับเพราะวันนี้เราจะมาศึกษาเกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้ในการทำลูกประคบในการนวดนั้นมีอะไรบ้างและมีสรรพคุณทางยาอะไรบ้างแล้วที่สูตรลูกประคบของคุณแม่นั้น คุณแม่สุพัตรา เมืองรมย์ นั้นต่างจากสูตรเดิมอย่างไรมาดูกันเลยครับ

(รูปข้างบนที่เราเห็นนั้นคือลูกประคบที่คุณแม่สุพัตราทำเองนะครับ)


สมุนไพรที่ใช้ในการทำลูกประคบได้แก่

1.ขมิ้นชัน

สรรพคุณทางยา

- 1. ต้านการเกิดแผลและสมานแผลในกระเพาะอาหาร

ขมิ้นชันมันมีสรรพคุณในการสมานแผล ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น โดยเร่งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อที่เป็นแผล น้ำมันหอมระเหยของขมิ้นชัน นอกจากช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารแล้ว ยังช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร โดยการกระตุ้น mucin มาเคลือบกระเพาะอาหารและยับยั้งการหลั่งน้ำย่อยชนิดต่างๆได้

-2. ลดการอักเสบ

มีผลการทดลองว่า ผงแห้ง น้ำคั้นและสารสกัดชนิดต่างๆมีฤทธิ์ในการลดการอักเสบในร่างกายทุกชนิด และสารสำคัญในการออกฤทธิ์ลดการอักเสบ คือ สารที่มีชื่อว่า curcumin และเมื่อนำไปเทียบเคียงกับยาแผนปัจจุบันที่ช่วยบรรเทาการอักเสบที่มีชื่อว่า ฟีนิลบิวทาโซน (ยาบรรเทาอาการอักเสบที่ข้อ เช่น รูมาตอยด์ เป็นต้น) พบว่า มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันในการรักษาอาการอักเสบแบบเฉียบพลัน แต่จะมีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวในการรักษาอาการอักเสบแบบเรื้อรัง

มีการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่มีปัญหากระดูกและข้ออักเสบเรื้อรัง จำนวน 42 คน โดยใช้สมุนไพรที่มีส่วนประกอบของเหง้าขมิ้นพบว่า การได้รับสมุนไพรดังกล่าว สามารถลดความเจ็บปวดที่รุนแรงได้

-3. ต้านการแพ้

ขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการต้านการแพ้ โดยการออกฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งของสาร histamine ของร่างกายเมื่อมีอาการแพ้

-4. ลดการบีบตัวของลำไส้

จากการทดลองทางคลินิกกับคนไข้จำนวน 440 คน อายุเฉลี่ย 48.5 ปี โดยการให้ทานขมิ้นชันทุกวัน วันละ 162 มิลลิกรัม พบว่า ขมิ้นชันมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ และยังช่วยในการขับลมและแก้อาเจียนด้วย

-5. ลดอาการแน่นจุกเสียด

มีการทดลองในผู้ป่วยโรคท้องอืดท้องเฟ้อในโรงพยาบาล 6 แห่ง จำนวน 160 คน โดยรับประทานครั้งละ 2 แคปซูลวันละ 4 ครั้ง พบว่าได้ผลดีกว่ายาขับลมและผู้ป่วยพอใจ ซึ่งน้ำมันหอมระเหยของขมิ้นเป็นสารออกฤทธิ์ในการขับลม

-6. ขับน้ำดี

ขมิ้นชันสามารถออกฤทธิ์เพิ่มการขับและกระตุ้นการสร้างน้ำดีได้ ซึ่งน้ำดีเป็นสารสำคัญในกระบวนการช่วยย่อยและดูดซึมอาหารของร่างกาย

-7. รักษาอาการท้องเสีย

ตามตำรายาพื้นบ้านของไทย มีการใช้ขมิ้นรักษาอาการท้องเสียโดยนำผงขมิ้นชันผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นยาลูกกลอนรับประทานหลังอาหารและก่อนนอน ครั้งละ 3-5 เม็ด วันละ 3 เวลา และในประเทศอินโดนีเซียก็มีการใช้ขมิ้นในการรักษาอาการอุจจาระร่วงเช่นกัน และขมิ้นชันขนาด 1000 มก./ครั้ง/วัน มีผลทำให้อาการท้องร่วงในลูกสุกรระยะดูดนมแม่หายไป

-8. ต้านแบคทีเรีย

ทั้งสารสกัดขมิ้นชัน น้ำมันหอมระเหย สาร curcumin และอนุพันธ์มีฤทธิ์ในการต้านแบคทีเรียชนิดต่างๆ เช่น

แบคเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร

แบคทีเรียที่ทำให้เกิดเยื้อหุ้มฟันอักเสบ

แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคท้องเสีย

แบคทีเรียก่อโรคในกุ้ง

แบคทีเรียที่ให้เกิดหนอง

-9. ต้านยีสต์และเชื้อรา

ทั้งสารสกัดขมิ้นชัน น้ำมันหอมระเหย สาร curcumin และอนุพันธ์ มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและฆ่ายีสต์, เชื้อราชนิดต่างๆ เช่น

เชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง อย่างเช่น โรคกลาก

ยีสต์ที่มีชื่อว่า Candida albicans ซึ่งเป็นเชื้อโรคฉวยโอกาสของผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เบาหวาน เอดส์ เป็นต้น

-10. ต้านปรสิต

สารสกัดจากขมิ้นสามารถที่จะฆ่าเชื้ออะมีบา ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคบิดมีตัวได้

-11. ป้องกันตับอักเสบ

ขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการป้องกันตับอักเสบ

จากการทดลองในหนูขาวพบว่าขมิ้นชันสามารถป้องกันตับถูกทำลายจากใช้ยาพาราเซตามอล

จากการทดลองในหนูขาวพบว่า สาร curcumin จากขมิ้นสามารถป้องกันตับจากการถูกทำลายด้วยเอทานอล โดยเอทานอลจะทำให้ตับทำงานหนัก และทำให้การทำหน้าที่และระดับของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดอนุมูล อิสระเพิ่มขึ้น แต่หลังจากที่หนูขาวได้รับสารสกัดขมิ้นชันร่วมกับการรับเอทานอลแล้ว ตับทำงานน้อยลง รวมถึงการทำหน้าที่และระดับของเอนไซม์ในตับลดลง (เอทานอลเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งที่ทานได้ ซึ่งเหล้าก็เป็นเอทานอลแบบหนึ่ง)

-12. ต้านการกลายพันธุ์ (ต้านมะเร็ง)

ขมิ้นชันมีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ต้านสารก่อมะเร็งที่มีบทบาทสำคัญในโรคที่เกี่ยวกับเบาหวาน และโรคที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย

-13. ต้านความเป็นพิษต่อยีน

ขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการป้องกันความเสียหายของ DNA และต้านความเป็นพิษต่อยีน

-14. มีสรรพคุณสมานแผล

2.ไพร

สรรพคุณทางยา

- ขับโลหิตร้ายทั้งหลายให้ตกเสีย ขับระดูสตรี แก้ฟกช้ำ เคล็ดบวม ขับลมในลำไส้ ขับระดู ไล่แมลง แก้จุกเสียด รักษาโรคเหน็บชา แก้ปวดท้อง บิดเป็นมูกเลือด ช่วยสมานแผล สมานลำไส้ แก้ลำไส้อักเสบ แก้มุตกิดระดูขาว ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ปวดท้อง แก้ท้องผูก แก้อาเจียน แก้ปวดฟัน เป็นยารักษาหืด แก้เคล็ดขัดยอก ข้อเท้าแพลง แก้โรคผิวหนัง แก้ฝี ทาเคลือบแผลป้องกันการติดเชื้อ ดูดหนอง สมานแผล แก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นยาชาเฉพาะที่ ใช้ป้องกันเล็บถอด และใช้ต้มน้ำอาบหลังคลอด รักษาอาการปวดเมื่อยเคล็ดขัดยอกฟกช้ำลดอาการอักเสบบวม เส้นตึง เมื่อยขบ เหน็บชา และลดอาการปวดมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ สมานแผล หรือต้มน้ำสมุนไพรอาบ เป็นส่วนประกอบในยาประคบ ถูนวดตัว บำรุงผิวพรรณ ราก แก้โรคอันบังเกิดแต่โลหิตอันออกทางปากและจมูก ขับโลหิต แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ปวดท้อง ช่วยทำให้ประจำเดือนมาปกติ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ท้องผูก แก้โรคผิวหนัง แก้เคล็ดขัดยอก

3.ลูกมะกรูด

สรรพคุณทางยา: แก้ช้ำในเพื่อขับสารพิษผ่านเหงื่อและรูขุมขนละช่วยยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้

4.เกลือ

สรรพคุณทางยา: เพื่อขับสารพิษผ่านเหงื่อและรูขุมขน

5.ใบมะขาม

สรรพคุณทางยา

-เป็นยาระบาย ยาถ่าย รักษาอาการขัดเบา รักษา อาการเหน็บชารักษาอัมพาต รักษาอาการนอนไม่หลับ ช่วยขับน้ำคาวปลาช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วแก้ไข้หวัดแก้ปวดหลัง และบั้นเอว แก้หืด ไอ

6.ใบเตย

สรรพคุณทางยา: รักษาโรคหัด หรือ โรคผิวหนัง

7.การบูร

สรรพคุณทางยา

-เพื่อขับสารพิษผ่านเหงื่อและรูขุมขน

-แก้ปวด แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย และโรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาระงับเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ

8.ตะไคร้

สรรพคุณทางยา

-แก้ปวดข้อ ปวดเมื่อย ฟกช้ำจากหกล้ม ขาบวมน้ำ

คุณแม่สุพัตราบอกว่า “สูตรลูกประคบจริงๆต้องใช้ใบส้มป่อยแต่ทีนี้ในท้องถิ่นเรามันหายากเลยใช้ใบมะขามแทนเพราะใบมะขามก็มีสรรพคุณทางยาเหมือนกับใบส้มป่อยและที่สำคัญหาได้จากท้องถิ่นได้ง่ายมากที่ไหนก็มี”

ลูกประคบก่อนที่จะนำมานวดนั้นต้องนำไป นึ่งก่อนคือค่าเชื้อก่อนให้สมุนไพรเขาได้ผ่านการคลายนำออกมาเมื่อนำมานวดน้ำสมุนไพรก็จะ คล่อยๆซึมเข้าผิว

(หม้อนึ่งลูกประคบของคุณแม่สุพัตราใช้หม้อหุงข้าวครับคุณแม่บอกว่าเพราะสะดวกและไวดีหาซื้อได้ง่ายราคาไม่แพงเท่าไรครับ)

วันนี้ก่อนกลุ่มผมจะกลับบ้านคุณแม่บอกว่า “ทุกอย่างถ้าเราเร่งรีบมันเกินไปก็ไม่ดีช้าเกินไปก็ไม่ดีเราต้องรู้จักทำให้มันพอดีมันถึงจะออกมาดีการนวดถ้าเรานวดไวๆเส้นมันก็ซ้ำคนให้นวดก็จะเจ็บจากเป็นนิดหน่อยกลายเป็นมากกลายเป็นเราแทนที่จะรักษากลับไปเป็นการทำร้ายเขาแต่ถ้าเรานวดค่อยๆเป็นค่อยๆไปแต่ไม่ใช่ช้าเกินไป มันจะกลายเป็นการรักษา”

(คุณแม่สุพัตรากำลังสอนเรื่องสมุนไพรครับ)

(กำลังจดจำเรียนรู้จดบันทึกเกี่ยวกับสมุนไพรครับ)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน https://lms.npru.ac.th/



ความเห็น (0)