อำนาจของเขมรโบราณมีเหนือดินแดนไทยในพุทธศตวรรษที่ 12-18 จริงหรือ ?

อำนาจของเขมรโบราณมีเหนือดินแดนไทยในพุทธศตวรรษที่ 12-18 จริงหรือ ?
โดย วาทิน ศานติ์ สันติ (21/3/2559)



เราเรียนกันมาว่า อำนาจของกษัตริย์เขมรโบราณมีอำนาจเหนือดินแดนไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลางและภาคตะวันออกบางส่วน โดยดูจากหลักฐานทางด้านโบราณคดีที่เป็นลายลักษณ์อักษรและหลักฐานด้านศิลปกรรม วันนี้เราจะมาดูกันว่าหลักฐานที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง และหลักฐานนั้นเพียงพอจะสรุปได้หรือไม่ว่า อำนาจของกษัตริย์เขมรโบราณมีอำนาจเหนือดินแดนไทยหรือไม่

ราวพุทธศตวรรษที่ 12 -18 บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงภาคกลาง ภาคตะวันออก และบางส่วนของภาคตะวันตก วัฒนธรรมเขมรที่รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดียได้เข้าสู่ประเทศไทยในบริเวณดังกล่าวและมีความหนาแน่นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 ปรากฏหลักฐานสำคัญเช่น (1) จารึกโบราณจารลงบนแผ่นศิลา ผนังถ้ำ เครื่องใช้ทำจากสำริด (2) ร่องรอยทางด้านสถาปัตยกรรม เช่นเทวสถาน ปราสาทหิน และประติมากรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับศาสนาพราหมณ์ ศาสนาพุทธลัทธิมหายาน (3) ร่องรอยชุมชนโบราณและร่องรอยของการสร้างอ่างเก็บน้ำในวัฒนธรรมเขมรโบราณที่เรียกว่า “บาราย” (มยุรี วีระประเสริฐ อ้างถึง สว่าง เลิศฤทธิ์ บรรณาธิการ, 2545 หน้า 189)

จารึกของจ้าชายจิตเสน หรือมเหนทรวรมัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 12 พบที่ปราสาทเขาช่องสระแจง (รูปที่ 1) บ้านตาพระยา ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา (เดิมคือ บ้านช่องสระแจง ตำบลตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดปราจีนบุรี) จังหวัดสระแก้ว กล่าวถึงกษัตริย์มเหนทรวรมัน ปรากฏนามเหมือนพระศิวะ (หรือพระอินทร์)ว่าเป็นผู้สร้างความสุข และการขุดบ่อน้ำ ซึ่งในจารึกเรียกว่า “ศังกร ตฏาก” http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_image_detail.php?id=65)

อำนาจทางการเมืองการปกครองของกษัตริย์กัมพูชามีเหนือละโล้หรือลพบุรีอย่างชัดเจนในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1(พ.ศ. 1545 - 1593) จารึกศาลสูง อักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร พบที่ศาลสูง จังหวัดลพบุรี กล่าวถึงพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มีพระบรมราชโองการให้ดาบสและภิกษุในลัทธิมหายานที่อาศัยอยู่ในวัดวาอารมต่าง ๆ ถวายตบะแด่พระองค์ไม่ให้มีผู้ใดมารบกวน ผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับโทษ (http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=381) เนื้อความในจารึกความว่า

“(มหา) ศักราช 944 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 10
วันอาทิตย พระบาทกัมรเตงกําตว-
น อัญศรีสุริยวรรมเทวะ มีพระบัณฑูรตรัส “พระนิ –
ยม” นี้ให้บุคคลทั้งหลายถือเป็น “สมาจาร”
คือกฎที่ตองประพฤติตามต่อไป ในสถานที่ อยู่ของดาบส ทั้งหลาย
หรือของผูซึ่งบวชเปนพระภิกษุมหายานก็ดีบวชเป็นสถวิระก็ดี
ให้ท่านทั้งหลายที่ไดบวชโดยจริงใจถวาย “ตบะ” แก่
พระบาทกัมรเตงกำตวนอัญศรี
สุริยวรรมเทวะ ...”

นอกจากนี้ยังพบจารึกที่พบในดินแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เอ่ยนามกษัตริย์เช่น จารึกดอนเมืองเตย อักษรปัลวะ ภาษาสันสกฤต ราวพุทธศตวรรษที่ 12 พบที่บ้าน สงเปือย อำเภอคำเขือนแก้ว จังหวัดยโสธร กล่าวถึงพระศรีมานประวรเสนะ ผู้เป็นใหญ่ในเมืองศังขปุระ มีพระโอรสพระนามว่า โกรธจพาหุ มีพระนัดดาพระนามว่า ธรรมเสนะ และการสร้างลิงคโลก (http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=326) ข้อความในจารึกสันนิฐานได้ว่า บริเวณดอนเมืองเตย รวมทั้งชุมชนใกล้เคียงก็คงจะเคยเป็นเมืองที่มีชื่อว่า ศังขปุระ

จารึกหินขอน 1 พบที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อักษรหลังปัลลวะ ภาษาเขมร และภาษาสันสกฤต เป็นการกล่าวสดุดีพระราชาองค์หนึ่ง ซึ่งเป็น ราชภิกษุเป็นเจ้านามว่า นฤเป นทราธิปติวรมัน ซึ่งอาจเคยครองราชย์ที่ สโรพรา โอรสของผู้สูงศักดิ์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งมีพระนามคล้ายคลึงกัน (http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=900) ทั้งสององค์คงเป็นเจ้านายในราชวงศ์พื้นเมือง

จารึกภูเขียว พบที่ ตำบลบ้านยาง อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ อักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร และภาษาสันสกฤต พุทธศตวรรษที่ 15 กล่าวสรรเสริญพระจุฑามณี ว่าเป็นผู้มีปัญญา และเกิดในสกุลสูง นำความรุ่งเรืองมาสู่อาณาจักรของพระเจ้าศรีชยสิงหวรมัน (http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscribe_detail.php?id=337)

ราวพุทธศตวรรษที่ 18 อำนาจของเขมรโบราณปรากฏในภาคอีสานอย่างชัดเจนซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724 – 1761) มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรเขมรโบราณ กล่าวกันว่าทรงมีเชื้อสายมาจากราชวงศ์มหินทรปุระ ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มแม้น้ำมูลตอนบนอยู่ในเขตจังหวัดนครราชสีมา โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณพิมาย-พนมรุ้ง (วรรณวิภา สุเนต์ตา. 2548, 38 - 39) อำนาจของพระองค์ปรากฏหลักฐานสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “อโรคยาศาล” หรือโรงพยาบาล และ “ธรรมศาลา” หรือบ้านพักคนเดินทาง แพร่กระจายทั่วเขตประเทศกัมพูชา ประเทศลาว และประเทศไทยในภาคอีสาน จารึกปราสาทตาหรหมกล่าวถึงอโรคยาศาลที่สร้างขึ้นในรัชกาลของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีถึง 102 แห่ง ในประเทศไทยพบถึง 30 แห่ง เช่นกุฏิฤๅษี จังหวัดนครราชสีมา กุฏิฤๅษีหนองบัวราย จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทบ้านสมอ จังหวัดศรีษะเกษ (ภาพที่ 2) กู่สันตรัตน์ จังหวัดมหาสารคราม เป็นต้น (กฤช เหลือลมัย. 2547, หน้า 68 - 70) จารึกปราสาทพระขรรค์กล่าวถึง “พระพุทธชัยมหานาถ” (ภาพที่ 3) ประติมากรรมที่น่าจะหมายถึงรูปเหมืองของพระองค์จำนวน 23 องค์หรือพระพุทธรูปแบบศิลปะบายนที่ส่งไปยังสถานที่ต่าง ๆ เช่น ละโวทยะปุระ (จังหวัดลพบุรี) ศัมพูกปัฏฏนะ (จังหวัดราชบุรี) ชัยราชปุรี (จังหวัดราชบุรี) ศรีชัยสิงหปุรี (จังหวัดกาญจนบุรี) ศรีชัยวัชระปุรี (จังหวัดเพชรบุรี) สุวรรณปุระ (จังหวัดสุพรรณบุรี) (หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล. 2509, หน้า 56)

นอกจากนี้ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก พบสถาปัตยกรรมเนื่องในวัฒนธรรมเขมรโบราณมากมายที่เรียกว่า “ปราสาท” และหรือ “ปราสาทหิน” อายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ถึง 18 จำนวนมากเช่น ปราสาทภูมิโปน จ.สุรินทร์ ปราสาทหินพิมาย ปราสาทศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ (ภาพที่ 4) จ.นครราชสีมา ปราสาทเมืองสิงห์ จ.กาญจนบุรี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จารึกศรีจานาศะ ค้นพบในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อักษรขอมโบราณ ภาษาเขมร และสันสกฤต ปีจารึก พ.ศ. 1480 กล่าวถึงรายพระนามพระราชาแห่งอาณาจักรจานาศปุระ หลายพระองค์เช่น พระราชาองค์แรกทรงพระนามว่าภคทัตต์ ผู้ที่สืบต่อลงมาจากพระเจ้าภคทัตต์องค์หนึ่งทรงพระนามว่า สุนทรปรากรม พระเจ้าสุนทรปรากรมทรงมีโอรสทรงพระนามว่า สุนทรวรมัน พระเจ้าสุนทรวรมันทรงมีโอรส 2 องค์องค์พี่ทรงนามว่านรปติสิงหวรมัน ได้เสด็จขึ้นครองราชย์แห่งอาณาจักรศรีจานาศะ องค์น้องทรงนามว่า มงคลวรมัน ได้โปรดให้สร้างจารึกหลักนี้เพื่อฉลองการสร้างพระรูปพระชนนีเป็นพระราชเทวี คือ ชายาของพระศิวะ นักวิชาการสันนิฐานว่าเมือง ศรีจานาศะ อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา รายพระนามของกษัตริย์เหล่านั้นไม่เป็นที่รู้จักในจารึกที่พบในกัมพูชาเลย (สว่าง เลิศฤทธิ์, บรรณาธิการ. 2545 , หน้า 196)

ที่กล่าวมาเป็นเพียงหลักฐานด้านลายลักษณ์อักษรและหลักฐานด้านศิลปกรรมส่วนหนึ่งเท่าที่ปรากฏในดินแดน แต่ผู้เขียนก็ไม่อาจสรุปได้ว่า กษัตริย์เขมรโบราณมีอำนาจเหนือดินแดนไทยบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกมากน้อยแค่ไหน หรืออำนาจที่ว่านั้นอาจเป็นเพียงอำนาจทางวัฒนธรรมที่แพร่กระจายเข้ามา ผู้เขียนก็ฝากไว้เป็นปัญหาของนักวิชาการต่อไปครับ

เอกสารประกอบการเขียน
กฤช เหลือลมัย. “อโรยยาศาลในอีสาน,” วรสารเมืองโบราณ 30, 2 (กรกฎาคม – กันยายน 2547) : 68 – 84.
วรรณิภา สุเนต์ตา. (2548). ชัยวรมันที่ 7 มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรกัมพูชา. กรุงเทพฯ : มติชน.
สว่าง เลิศฤทธิ์, บรรณาธิการ. (2545). โบราณคดีและประวัติศาสตร์ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ : อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน). พิมพ์ครั้งที่ 1.
สุภัทรดิศ ดิศกุล, ศ, ม.จ. “ศิลาจารึกปราสาทพระขรรค์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7.” วรสารศิลปากร 10, 2 (กรกฏาคม 2509) : 56.
ข้อมูลจารึกจาก http://www.sac.or.th/main/index.php’

อ้างอิงภาพ
ภาพที่ 1 จารึกช่องสระแจง : จาก http://www.sac.or.th/databases/inscriptions/inscri...
ภาพที่ 2 ปราสาทบ้านสมอ : จาก วาทิน ศานติ์ สันติ
ภาพที่ 3 รูปจำลองพระพุทธชัยมหานาถ ปราสาทหินพิมาย : จาก วาทิน ศานติ์ สันติ
ภาพที่ 4 ปราสาทศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ : จาก วาทิน ศานติ์ สันติ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี



ความเห็น (0)