ดอกไม้จะบานสู่กาลเปลี่ยนแปลง ๒ : ดอกไม้จะเบ่งบาน

ดอกไม้จะเบ่งบาน

บางครั้งเรามองว่าดอกไม้ดอกนี้สวยงาม กลิ่นหอม น่าดอมดม เธอมองเพียงดอกไม้ดอกเดียว เเละหลงไหลไปกับดอกไม้ดอกนั้นจนไม่รู้ว่ามีดอกไม้อื่นๆที่สวยงามเบ่งบานอยู่รอบข้าง รอให้เธอได้ไปเชยชมไปสัมผัส บริเวณรอบข้างของดอกไม้ของเธอนั้นอาจมีดอกไม้ดอกอื่นอยู่รายรอบ ที่สวยงาม กำลังจะโตขึ้น กำลังจะเบ่งบาน หรือกำลังจะมีสีสันอันสวยงาม "ท่ามกลางดอกไม้ยังมีดอกไม้" เเละ "ท่ามกลางยุคสมัยยังมียุคสมัย" ลองใคร่ครวญดูให้ดีอีกครั้งว่าดอกไม้ที่เธอเชยชมนั้น เมื่อทียบกับดอกไม้รอบข้างนั้นต่างกันอย่างไร

ในเหล่ามวลดอกไม้ต่างๆนั้น มีดอกไม้ที่เกิดใหม่ท่ามกลางดอกไม้เดิมที่เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา ดอกไม้ที่เบ่งบานใหม่ล้วนสวยงาม มีกลิ่นหอม น่าดอมดม ส่วนดอกไม้เหี่ยวเฉาเก่าระทมไม่น่าดมดอม ความเบ่งบานของสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นท่ามกลาง ความเปลี่ยนแปลงเเละหายไปของสิ่งเก่า อยู่อย่างเป็นธรรมชาติซึ่งเราเรียกว่าความจริง เเละเมื่อใดที่วัฒนธรรมเดิมที่เปี่ยมด้วยความเชื่อเเต่ขาดปัญญาพิจารณาโดยไม่สามารถใช้ได้กับยุคสมัยใหม่ดังกล่าวสิ่งเหล่านั้น คือ มายาคติ

ยุคสมัยใหม่เกิดขึ้นท่ามกลางยุคสมัยเก่า ตามกาลเวลา ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ระบบความเชื่อ ความรู้ การศึกษา เเละอื่นๆ ต้องเปลี่ยนแปลงพัฒนาปลูกดอกไม้ให้สวยงามแก่สังคมอยู่เสมอๆ ดอกไม้แห่งการศึกษาในยุคนี้จึงต้องปลูกเเละรดน้ำพรวนดินให้ออกดอกผลอันสวยงามแก่ผู้คนโดยเเท้จริงตามยุคสมัย ท่ามกลางดอกไม้ดอกเดิมที่เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา การศึกษายุคใหม่จึงต้องเป็นดอกไม้ดอกใหม่ที่เกิดขึ้นเพื่อตอบโจทย์บริบท สภาพของยุคสมัยในศตวรรษที่ ๒๑

ดอกไม้เเห่งการศึกษายุคใหม่จะเบ่งบานมิได้เลย หากขาดอุดมการณ์การเปลี่ยนแปลง เเละขาดหัวใจของนักเปลี่ยนแปลง อุดมการณ์เเละหัวใจที่ว่านี้ คือ ความกล้าหาญทางวัฒนธรรมในการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนด้วยความนุ่มนวล เปลี่ยนอย่างสันติวิธี เปลี่ยนอย่างรู้จิตวิญญาณเดิมสู่จิตวิญญาณใหม่

ดอกไม้แห่งความจริง ความดี เเละความงาม

ทุกครั้งดอกไม้ที่เกิดขึ้นมีที่เกิด มีสวยงาม เเละเหี่ยวเฉาลงไปสู่ผืนดินนั่น คือ ความจริง ที่ย่อมเกิดอยู่อยุ่เเล้วเป็นสัจจของธรรมชาติ ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนแปลงเสมอๆ ระบบความเชื่อ ความรู้ใด ในยุคก่อน ย่อมต้องเคลื่อนที่ไปด้านหน้าผ่านกลไกทางสังคม ผ่านเครื่องมือทางสังคม หรือผ่านวัฒนธรรมทางสังคม ความจริง คือ ความไม่เที่ยงเเท้เเน่นอน ซึงดราต้องเข้าใจความไม่เที่ยงนั่น คือ การเข้าใจความจริง

บางครั้งเธอมองว่าดอกไม้สวยงาม เเต่เมื่เธอมองไปบริเวณโคนต้นนั้นกลับมีสิ่งปฏิกูลอันน่ารังเกียจอยู่เป็นนิตย์ "เธอมองอย่างนั้นได้อย่างไร"
ดอกไม้อันสวยงามเหล่านั้น บางครั้งเกิดขึ้นมาจากกองขยะ เธอจึงมองว่ามันไม่งาม เเต่ความงามของเธอหาใช่ความงามโดยจริงเเท้ไม่
ความงามที่จริงเเท้ เธอต้องมองให้เข้าใจว่า ดอกไม้นั้นเกิดขึ้นมาด้วยการเกื้อกูลของกองขยะได้อย่างไร เเละกองขยะให้อะไรแก่ดอกไม้เหล่านั้นบ้าง จึงออกดอกมาสวยงาม นั่นล่ะ คือ "ความงามที่เเท้จริง"

บางครั้งดอกไม้นั้นเกิดขึ้นในกองขยะเหล่านั้นมีความดีที่เกื้อกูลต่อกันเเละกัน ซึ่งเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของธรรมชาติที่ดีงาม เช่น กองขยะสร้างปุ๋ย ช่วยให้ดอกไม้ได้เจริญเติบโตงอกงาม ความสัมพันธ์นี้เป็นความดีที่ทรงคุณค่า เเละธรรมชาติเป็นของมันอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมชาติที่เราควรใคร่ครวญดูอย่างลึกซึ้งด้วยจิตไม่พิพากษ์

ดอกไม้แห่งการศึกษายุคก่อนเก่า เเม้ต้องเหี่ยวเฉาเปลี่ยนแปลงไป เเต่ย่อมเป็นปุ๋ย เป็นดิน เป็นต้นทุนให้ดอกไม้แห่งการศึกษายุคใหม่เบ่งบานขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ความเชื่อ ความรู้ เเละความจริง นั้นย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ตามกาลเวลา เเต่ดอกไม้ดอกเก่าเเม้ต้องอับเฉาเเต่มีคุณค่าต่อการสร้างสรรค์เเละเปลี่ยนแปลงไปสู่การศึกษาในยุคโลกาภิวัตน์ หรือ ยุคศตวรรษที่ ๒๑

ดอกไม้ของการศึกษายุคใหม่ที่จะบาน จึงบานท่ามกลางต้นทุนของดอกไม้ดอกเดิมที่ให้คุณค่าก่อนจะเดินทางไปสู่ผืนดินดังเดิม
ดอกไม้ดอกใหม่ที่กำลังจะเบ่งบาน เราควรมาสร้าง มาเปลี่ยนแปลงร่วมกันด้วยหัวใจแห่งอุดมการณ์ หัวใจแห่งความกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลง


ส.แสน
๑๗ มีนาคม ๒๕๕๙

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ดอกไม้จะบานสู่กาลเปลี่ยนแปลง (flowers bloom to change)



ความเห็น (0)