บทสรุป Knowledge Management กับสังคมไทย

 

 

ณ วันนี้ Knowledge Management กำลังทวีความสำคัญมากขึ้นต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ หรือการให้บริการต่าง ๆ แต่ปรากฏว่ายังมีองค์กรอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบถึงปรัชญาที่แท้จริงของการจัดการองค์ความรู้ดังกล่าว ในขณะเดียวกับที่มีองค์กรอีกจำนวนหนึ่งเริ่มทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำศาสตร์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับตนเอง ในประเทศไทยเอง ก็เริ่มมีกระแสกล่าวถึงศาสตร์ KM มากขึ้น มีทั้งกลุ่มที่เข้าใจหลักการอย่างถ่องแท้ และที่เข้าใจคลาดเคลื่อน แต่ส่วนใหญ่มองว่า KM นั้นไม่มีรายละเอียดซับซ้อนใด ๆ มากไปกว่า "การวางเครือข่าย LAN และซื้อเซอร์ฟเวอร์มาเก็บข้อมูล" ดังที่ผู้เขียนเกริ่นไว้ข้างต้น จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลว่า ในท้ายที่สุดแล้วจะมีผู้ประกอบการจำนวนมากหลงทางไปกับการลงทุนสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไว้เก็บข้อมูลที่ไม่เป็นแก่นสาร ไม่มีการจัดระบบระเบียบ หาประโยชน์อันใดมิได้ และสุดท้ายก็จะพากันถอยห่างจากศาสตร์ด้าน KM ไปโดยปริยาย

ดูเหมือนกับว่าการให้ความสำคัญกับแนวคิดของ KM น่าจะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการ หรือผู้บริหารขององค์กรต่าง ๆ พึงให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อหาคำตอบว่าแท้ที่จริงแล้ว องค์กรของตนเองจำเป็นต้องลงทุนสร้างระบบ KM หรือไม่ หากจำเป็น จะมีกลยุทธ์ในการกำหนดกระบวนการและบริหารจัดการระบบ KM ให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรอย่างใด มากกว่าที่จะด่วนลงทุนไปตามกระแสนิยม และคำยุยงของผู้ไม่รู้จริงที่มุ่งหวังเพียงแต่จะสร้างยอดขาย "เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครือข่าย" พร้อมกับแถมซอฟท์แวร์เก็บข้อมูลที่อ้างว่าเป็นสุดยอดระบบ KM เพราะในภาพที่แท้จริงแล้ว อุปกรณ์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับท้าย ๆ รองจากการสำรวจตนเองขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นความจำเป็น, ความต้องการ, ทัศนคติของพนักงาน และที่สำคัญก็คือการวางเป้าหมายในแง่ของผลประโยชน์ที่จะได้รับจากระบบ KM

ผู้เขียนทราบดีว่า การทำความเข้าใจกับแก่นแท้และประโยชน์ที่พึงได้ของ KM นั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ทั้งนี้เพราะในความเป็นจริงแล้ว KM เป็นศาสตร์และศิลป์ทางด้านการจัดการ มากกว่าเทคนิคทางด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเลือกซื้ออุปกรณ์และการออกแบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสม สามารถรองรับพฤติกรรมและปริมาณการใช้งานข้อมูลของบุคลากรภายในองค์ได้ เป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญต่อสัมฤทธิผลในการลงทุนสร้างระบบ KM ความสำคัญของระบบ KM ไม่ว่าจะเป็นในระดับองค์กรทางธุรกิจเอกชน, สถานศึกษา, หน่วยงานของภาคราชการ หรือแม้กระทั่งเรื่องของ KM ในระดับประเทศ ควรจะต้องอยู่ภายใต้การกำหนดกรอบควบคุมและแนวทางในการพัฒนาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งน่าจะเป็นกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ผู้เขียนจึงขอฝากแง่มุมต่าง ๆ เหล่านี้ไว้เพื่อการพิจารณาในการกำหนดแผน KM ในระดับชาติในอนาคต

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้อ่านทุกท่านคงตระหนักได้ว่า KM กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาทั้งในเชิงธุรกิจ และการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับมุมมองและวิธีการนำไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้งาน บทความเรื่องเป็นเพียงการแนะนำ และสร้างกระแสความสนใจต่อการศึกษาด้านการจัดการองค์ความรู้ในเชิงลึกเพื่อให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติต่อไป สำหรับผู้อ่านที่สนใจจะค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม ผู้เขียนขอแนะนำหนังสือเรื่อง "Knowledge Management Case Book" : ISBN 3-89578-181-9 ซึ่งเขียนขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านศาสตร์ KM ของบริษัทซีเมนส์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ John Wiley & Sons ซึ่งนำเสนอกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ศาสตร์ KM ให้เกิดผลสำเร็จต่อการดำเนินธุรกิจ