๓. อาหารบิณฑบาต

“ตื่นๆ” เสียงตะโกนดังขึ้นทางหัวนอน ผมลืมตาพร้อมกับลุกพรวดพราดขึ้นนั่ง หันไปทางเสียง ก็เห็นเด็กอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมกำลังขึ้นบันไดมา เขายิ้มเผล่สายตาเป็นมิตร ผมละสายตาจากเขากวาดมองสิ่งรอบๆ ตัวเองด้วยความมึนงง ผมมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

“ที่ไหนนี่” ผมครางเบาๆ

“อ้าว...ไม่รู้หรือ” เด็กคนนั้นสีหน้างงๆ เมื่อเห็นผมพยักหน้าเขาก็บอกด้วยสีหน้ายังมีแววสงสัย “วัดป่าหนองยาว”

“อ้อ” ผมนึกออกแล้ว ที่ผมได้ยินและได้เห็นพระสวดมนต์นั้น ไม่ใช่ความฝัน

“ไปเถอะ ไปช่วยแม่ชีเตรียมอาหารถวายหลวงพ่อ” เขาชวน

ผมเก็บที่นอน สายตากวาดดูรอบๆ ตัวอีกครั้ง จึงรู้ว่าผมนอนอยู่ริมหนึ่งของศาลาวัด มีฝาเป็นใบตองสานด้วยโครงไม้ไผ่พอกันแดด ซึ่งมีฝาด้านเดียวตรงที่ผมนอน ถัดไปทางเหนือยกพื้นมีโต๊ะหมู่บูชา และที่นั่งของพระสงฆ์ ด้านตะวันออกและด้านใต้ มองเห็นต้นไม้ใหญ่ 2-3 ต้น และป่าละเมาะสุดสายตา

เด็กคนนั้นผมจำชื่อเขาไม่ได้ ขอเรียกว่า ‘สน’ พาผมเดินจากศาลาวัดที่ตั้งอยู่กลางลานดิน เราเดินไปทางทิศใต้ ตามทางเดินภายในวัด ซึ่งผมจำได้แม่นเพราะกว้างราวสี่เมตร สะอาดโล่งเตียนไม่มีหญ้าแม้แต่เส้นเดียว เราเดินผ่านบ่อน้ำที่อยู่ด้านซ้ายมือ ถัดไปเป็นกุฏิแม่ชี ที่สร้างง่ายๆ ฝาเป็นไม้ขัดแตะ มุงหญ้าคา ยกพื้นพอนั่งหย่อนขาได้ ข้างๆ กุฏิมีเพิงโล่งมุงหญ้าคา ภายในเพิงวางแคร่ไม่ไผ่ ผมเห็นแม่ชีและหญิงชาวบ้าน 3-4 คน กำลังสาระวนกับการประกอบอาหาร

“มาเร็วเจ้าสน” แม่ชีหันมาเห็นเราพอดี แล้วถามว่า “แล้วอีกคนใคร มายังไง” คำพูดของแม่ชีทำให้หญิงชาวบ้านหันมามอง ผมรีบยกมือไหว้ทุกคน ในขณะที่สนตอบว่า

“มากับหลวงปู่เมื่อคืนไง หลังทำวัตรเย็นผมกำลังจะนอน ชื่ออะไรไม่รู้”

ผมจึงบอกชื่อเล่นตัวเอง

“เออ...ดี มาช่วยตำนี่ให้ที”

แม่ชีบอกพร้อมกับชี้ไปที่ครกดินเผาใบเขื่องที่วางบนแคร่ในเพิง ส่วนแม่ชีคว้าทัพพีไปคนหม้อแกงใบย่อม ที่วางบนเตาดินขุดใช้ฟืนเป็นเชื้อไฟ ซึ่งกำลังเดือดพล่าน

ผมช่วยแม่ชีตำน้ำพริกยังไม่แหลกดี ก็ได้ยินสนพูดขึ้นเบาๆ ว่า

“หลวงพ่อมาแล้ว”

ผมมองไปที่ถนน เห็นพระภิกษุสามรูปและสามเณรหนึ่งรูป เดินก้มหน้าสะพายบาตร พระภิกษุรูปแรกวัยกลางคนลักษณะท้วม รูปที่สองอยู่ในวัยหนุ่มรูปร่างสันทัด ถัดมาเป็นหลวงปู่และสามเณรวัยรุ่น

เวลานั้นพระอาทิตย์ยังไม่พ้นยอดไม้ คงจะราวๆ เจ็ดโมง และอีกไม่นานการประกอบอาหารของแม่ชีและชาวบ้านก็เสร็จเรียบร้อย

สนพาผมเดินกลับมาที่ศาลาหลังเดิม ก่อนถึงศาลาวัด สนกำชับผมก่อนจะแยกตัวไปว่า

“อย่าไปจับบาตรพระนะ”

ผมขึ้นไปบนศาลา คราวนี้นอกจากโต๊ะหมู่บูชาแล้ว ด้านขวามือยังมีอาสนะสงฆ์ ๓ ผืน ปูเรียงแถวเดียวระยะห่างพอมือเอื้อมถึง หน้าอาสนะสงฆ์มีบาตรวางอยู่ด้านหน้าทุกผืน ห่างออกไปราว ๑ วา มีบาตรตั้งอยู่ ๑ ลูก

บาตรนี่กระมังที่สนกำชับผมไม่ให้จับ ผมนึกในใจ แม้ไม่บอกผมก็ไม่กล้าจับ เพียงแต่สงสัยทำไมสนถึงต้องกำชับไว้

ผมมาทราบภายหลังว่า อาหารบิณฑบาตที่พุทธศาสนิกชนใส่บาตรพระแล้ว ถือเป็นสังฆทานเป็นของสงฆ์ ฆราวาสหรือแม้แต่สามเณรไม่สมควรจะจับต้อง จนกว่าพระสงฆ์จะฉันแล้วหรือพระสงฆ์มอบให้แก่บุคคลนั้นๆ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าก่อนนอน



ความเห็น (0)