คำนิยม หนังสือ โรงเรียนบันดาลใจ

คำนิยม

หนังสือโรงเรียนบันดาลใจ

วิจารณ์ พานิช

....................


หนังสือโรงเรียนบันดาลใจ บอกเราว่า ประเทศที่การศึกษามีคุณภาพต่ำมักแก้ปัญหาผิดทาง โดยมุ่งแก้โดยการกำหนดนโยบายส่วนกลาง แล้วสั่งการให้โรงเรียนดำเนินการตามมาตรฐานกลาง แนวทาง ดังกล่าวได้รับการพิสูจน์แล้วพิสูจน์อีกว่าล้มเหลว แนวทางที่หนังสือเล่มนี้เสนอ ดำเนินการในทางตรงกันข้าม คือเสนอให้ใช้วิธีส่งเสริม (empower) ครูดี โรงเรียนดี ส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างภาคีต่างๆ ในพื้นที่ ได้แก่ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคีอื่นๆ ให้กล้าร่วมกันริเริ่มวิธีจัดการเรียนรู้แนวทางที่ถูกต้อง ก่อผลลัพธ์การเรียนรู้ คุณภาพสูง หลักการคือ “การเปลี่ยนแปลงการศึกษาต้องเกิดจากระดับล่างสุด” ตามที่ระบุในหนังสือ หน้า ...ในบทนำ

การดำเนินการผิดทางประการที่สอง ของระบบการศึกษาที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ต่ำ คือความหลงผิด หลงลงทุนปรับปรุงปัจจัยต่างๆ ของการศึกษา โดยยังใช้แนวทางของการศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๑๙ ที่มุ่งผลิตคนเพื่อออกไปทำงานตามรูปแบบตายตัว ในระบบอุตสาหกรรมที่ผลิตสินค้าแบบเดียวกันปริมาณมาก (mass production) ในขณะที่ในศตวรรษที่ ๒๑ นี้ สังคมต้องการคนที่มีสมรรถนะ เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ในระบบการผลิต ที่ผลิตสินค้า (และบริการ) แก่ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (mass customization) ที่มีความต้องการแตกต่างกัน และเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดยั้ง

การศึกษาไทยอยู่ในสภาพที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับกระบวนทัศน์ทั้งสองประเด็น คือต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งตรงกับเป้าหมายของหนังสือ ปฏิวัติการศึกษาประชารัฐ เล่มนี้พอดี คงต้องย้ำ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เสนอการเปลี่ยนแปลงในระดับปฏิรูปมาตรฐานการศึกษา แต่เป็นการเสนอให้เปลี่ยนแปลงในระดับที่ลึกกว่านั้น

กระบวนทัศน์ที่ผิดในการมองระบบต่างๆ ในสังคม รวมทั้งระบบการศึกษา คือกระบวนทัศน์แห่ง ระบบกลไก (mechanical system) ที่อยู่ภายใต้การควบคุมสั่งการดิ่งเดี่ยว กระบวนทัศน์ที่ถูกต้องคือ กระบวนทัศน์ซับซ้อนและปรับตัว (complex-adaptive systems) หรือมองคล้ายระบบที่มีชีวิต (ออร์แกนิก - organic systems) ที่มีผู้มีส่วนร่วมหรือมีส่วนได้ส่วนเสียหลากหลาย ต่างก็แสดงบทบาทตามบริบท ความเชื่อ และการริเริ่มสร้างสรรค์ ของตน

ผมอยากเรียกระบบการศึกษาแบบแรกว่าระบบการศึกษาแห่งอำนาจ และเรียกระบบการศึกษา แบบหลัง ตามที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ ว่า ระบบการศึกษาที่มีชีวิต ที่เปิดโอกาสให้มีการริเริ่มสร้างสรรค์ มาจากหลากหลายฝ่าย ในกระบวนทัศน์แบบหลัง มองโรงเรียนเป็นชุมชนที่มีชีวิต

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวความริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา จากหลากหลายภาคี ได้แก่ จากตัวเด็กเอง จากครู จากผู้บริหาร จากการทดสอบแบบใหม่ จากผู้ปกครองนักเรียน จากชุมชน และจากบรรยากาศแบบใหม่ของโรงเรียนและชุมชน ซึ่งหมายความรวมทั้งคณะกรรมการโรงเรียน โดยใช้วิธีการ ที่มาจากศาสตร์ว่าด้วยการเรียนรู้แนวใหม่ ที่ไม่ใช่เรียนรู้วิชาความรู้สำเร็จรูปจากการรับถ่ายทอดจากครู แต่เน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง หรือใกล้จริงมากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการ สมรรถนะหลากหลายด้าน ที่เรียกรวมๆ ว่าทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑

ทั้งหมดนั้น อยู่บนฐานความเชื่อว่า มนุษย์มีความสนใจใคร่รู้ และมีความริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน

วิธีใช้ความสร้างสรรค์ของเด็กเริ่มจากความชอบ ความสนใจ ความใฝ่ฝัน ของเด็กแต่ละคน ไม่ใช่เริ่มจากหลักสูตรมาตรฐาน

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวผลสำเร็จของการจัดการการเปลี่ยนแปลง (change management) ของระบบการศึกษา ที่ริเริ่มจากฐานล่าง ในระดับโรงเรียน กลุ่มโรงเรียน และชุมชน ที่นอกจากทำให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาเป็นไปตามมาตรฐาน หรือเลยมาตรฐานแล้ว ยังทำให้เกิดความสุข ความพึงพอใจ และความภาคภูมิใจ ของภาคีสร้างการเปลี่ยนแปลง หลากหลายฝ่าย โดยที่การริเริ่มดังกล่าว มาจากความกล้า ดำเนินการแหวกแนวออกจากมาตรฐานกลางของการศึกษา กล้าดำเนินการโดยเอาสภาพ ความเป็นจริงของ โรงเรียน หรือพื้นที่นั้นเป็นตัวตั้ง แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือ ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่นอกจากบรรลุตามมาตรฐาน การศึกษาแล้ว ยังสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับ transformation ให้แก่นักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง คณะกรรมการโรงเรียน และภาคีอื่นๆ ให้เกิดความเข้าใจว่า การศึกษาที่ดีเป็นอย่างไร ในยุคปัจจุบัน

ตามในหนังสือ หน้าที่ของครู เปลี่ยนจากการปฏิบัติตามหลักสูตร มาแสดงบทบาท ๔ ประการ ได้แก่ จูงใจให้เรียน, ดึงศักยภาพ, สร้างความคาดหวัง, และ ติดปีกให้ผู้เรียน (น. … บทที่ ๕ สอนอย่างมีศิลป์) โดยคำนึงถึงหน้าที่ครู ๓ ประการ คือ สร้างแรงบันดาลใจ, เสริมความมั่นใจ, และ ปลูกฝังความคิดสร้างสรรค์ (น. ... บทที่ ๕)

ตัวอย่างการจัดการการเปลียนแปลงในระดับโรงเรียน อยู่ในบทที่ ๖ เรื่องโรงเรียน ไฮเทคไฮ ที่เพิ่งตั้งในปี คศ. ๒๐๐๐ สอนแบบ PBL “วิธีการของเทค ได้แก่ การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม การให้คนในทีมช่วยสอนกันเอง การเรียนรู้จากประสบการณ์ การประยกุต์ใช้ความรู้ การเรียนรู้โดยให้ผู้เรียนได้ลงมือเสาะแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง และในขณะเดียวกันก็ใช้เนื้อหาวิชาการสายสามัญ ได้แก่การอ่าน เขียน คณิตศาสตร์ วิชาสายมนุษยศาสตร์ และความรู้อื่นๆ ที่เด็กจำเป็นต้องรู้ แล้วคุณ ก็พยายามผนวกรวมวิธีการเรียนของ เทคเข้ากับเนื้อหาวิชาการสายสามัญ” ไม่ได้สอนตรงตายตัว ตามหลักสูตรแกนกลาง

ผู้เขียนบอกว่าควรพิจารณาหลักสูตรจาก ๔ แง่มุม คือ โครงสร้าง, เนื้อหา, วิธีการเรียนรู้, และบรรยากาศในการเรียน และเรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ๘ อย่าง เพื่อให้จำง่ายจึงใช้คำที่เริ่มด้วยตัว C ได้แก่ Curiosity (ความสงสัยใคร่รู้ ซึ่งผมตีความว่า หมายถึงการมีทักษะและฉันทะในการตั้งคำถาม), Creativity (ความคิดสร้างสรรค์), Criticism (การวิพากษ์), Communication (ความสามารถในการสื่อสาร), Collaboration (การร่วมมือกัน), Compassion (ความเห็นอกเห็นใจ), Composure (ความสงบสำรวมของจิตใจ), และ Citizenship (การรู้หน้าที่พลเมือง)

ผู้เขียนเสนอให้ไม่แยกวิชาการ หรือทฤษฎีออกจากการปฏิบัติ เสนอให้เรียนแบบบูรณาการ ทฤษฎีกับปฏิบัติ เรียกว่า วิทยาการ (discipline) เรียนประยุกต์แบบสหวิทยาการ ไม่ใช่เรียนแยกตามสาระวิชา (subject matter) แบบเดิมๆ

มีตัวอย่าง Slow Education, Big Picture Learning ใน The Democratic School of Hadera (อิสเรล) ที่นำประสบการณ์มาเขียนหนังสือ Democratic Education (http://www.amazon.com/Democratic-Education-Yaacov-Hecht/dp/0974525294)

ภาพรวมที่ถูกต้องของหลักสูตร มีลักษณะสำคัญ ๓ ประการ (๑) มีความหลากหลาย (๒) มีความลึก (๓) มีพลวัต โดยผมขอเติมคุณลักษณะประการที่ ๔ มีบูรณาการ

ตัวอย่างการจัดการการเปลี่ยนแปลงด้านการสอบ อยู่ในบทที่ ๗ มหันตกรรมของการสอบ เกิดจากการบริหารระบบการศึกษาที่ผิดพลาด ความหลงผิดว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษา และการทดสอบจะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา การเน้นควบคุมสั่งการจากส่วนกลาง และความเข้าใจกลไกการเรียนรู้ที่ผิดพลาดการถูกกดดันให้ “สอนเพื่อสอบ” ไม่ใช่เพื่อการเรียนรู้ ครบด้านของศิษย์ “โรงเรียนได้กลายเป็นแค่เพียงสถานที่กวดวิชาให้นักเรียนทำข้อสอบได้”

ที่น่ากังวลอย่างยิ่งก็คือ วงการศึกษาที่บ้าคลั่งผลการทดสอบตามมาตรฐานเป็นบ่อเกิดของความเสื่อมเสียศีลธรรมในวงการศึกษา กล่าวให้เข้าใจง่ายว่า นำไปสู่การฉ้อโกงในการทดสอบ นั่นเอง ที่โรงเรียนและครูเอง เป็นผู้ดำเนินการ ไม่ใช่นักเรียน เพื่อให้โรงเรียนหรือชั้นเรียนของตนมีผลการทดสอบได้คะแนนสูง เมื่อโรงเรียนและครูเป็นผู้คดโกงเสียแล้ว โรงเรียนจะเป็นสถานที่บ่มเพาะคุณงามความดีแก่เยาวชนได้อย่างไร

หนังสือเล่มนี้เปิดโปงอุตสาหกรรมทดสอบของอเมริกัน ที่มีผลประโยชน์มหาศาลทางธุรกิจ เตือนสติเราคนไทย ว่าเรามีสภาพเช่นนั้นหรือไม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการประเมินต่างๆ ของเรา คำนึงถึงผลประโยชน์ของตนเอง หรือผลประโยชน์ของคุณภาพการศึกษาของประเทศ มากกว่ากัน

ผมชอบข้อความในหน้า ของบทที่ ๗ นี้ ที่บอกว่า การประเมินผลทำหน้าที่ ๓ ประการ โดยประการที่สองคือ ทำหน้าที่รายงาน วงการศึกษาทั่วโลกรวมทั้งของไทยตกหลุมนี้ เนื่องจากวงการศึกษาอยู่ในภพภูมิแห่งอำนาจควบคุมสั่งการ จึงใช้การประเมินสนองอำนาจนี้โดยเน้นการทำหน้าที่รายงานเท่านั้นการประเมินจึงละเลยหน้าที่ประการที่หนึ่ง (ที่น่าจะสำคัญที่สุด) และหน้าที่ประการที่สาม

ตัวอย่างของนวัตกรรมการทดสอบ คือเรื่องราวของ เลิร์นนิ่งเร็คคอร์ด ที่บอกเราว่า วิธีการประเมินที่วงการศึกษาโดยทั่วไปใช้นั้น ใช้ไม่ได้ผลในนักเรียนบางกลุ่ม ผมใคร่ขอเรียกร้องให้นักการศึกษา โดยเฉพาะครูของครู อ่านและทำความเข้าใจเรื่องนี้ และนำมาสอดใส่ไว้ในหลักสูตรฝึกหัดครูแห่งศตวรรษที่ ๒๑

หัวใจของระบบการประเมิน ในความเห็นของผม คือต้องแยกให้ชัด ว่ามุ่งเส่งเสริมผลลัพธ์ การเรียนรู้ของผู้เรียน หรือมุ่งรายงานผลการสอนและสอบต่อผู้มีอำนาจ สองเป้าหมายนี้บรรจบกัน หรือเป็นสิ่งเดียวกัน หรือแยกจากกันอย่างสุดกู่

หนังสือบอกว่า การประเมินผลที่ดีจะส่งผล ๓ อย่างคือ แรงจูงใจ, ผลสัมฤทธิ์, และ มาตรฐาน ซึ่งแปลว่า เป้าหมายส่งเสริมผลลัพธ์การเรียนรู้ กับเป้าหมายรายงานผู้มีอำนาจ มาบรรจบกันนั่นเอง แต่เป้าหมายส่งเสริมผลลัพธ์การเรียนรู้มาก่อน

บทที่ ๘ ว่าด้วยเรื่องภาวะผู้นำ เล่าเรื่องราวของการริเริ่มสร้างสรรค์หลากหลายแบบ ที่ฉีกแนวไปจากแนวทางเดิมๆ และพิสูจน์ว่าได้ผล เรื่องการจัดหลักสูตรตามพัฒนาการ ๓ ระยะ ของมหาวิทยาลัยคลาร์ก น่าสนใจยิ่ง ภายใต้หลักการว่า สถาบันการศึกษาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของทั้งชุมชน

ตารางท้ายบทที่ ๘ ชื่อ สภาพแวดล้อมสำหรับการเจริญเติบโต สรุปสภาพแวดล้อมแบบ “มีชีวิต” (organic) อย่างดียิ่ง เชื่อมโยงกับวิธีบริหารงานของครูใหญ่แบบ “จัดการสภาพแวดล้อม” ไม่ใช่แบบ “ออกคำสั่งและควบคุม”

บทที่ ๙ อธิบายสภาพสถาบันครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในครอบครัว ที่อบอุ่นอย่างในสมัยก่อน เป็นคำแนะนำแก่พ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก

เป้าหมาย ผลสำเร็จ และวิธีดำเนินการของ Blue School ในบทนี้ น่าสนใจยิ่ง ผมคิดว่าตรงกับ เป้าหมายการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ และเป็นตัวอย่างความสำเร็จด้านคุณภาพการศึกษา ที่โรงเรียนรู้จักใช้พลัง ครอบครัวและพลังชุมชนในการร่วมสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน

บทบาทสุดขั้วของครอบครัวต่อการศึกษาของลูกคือ โฮมสกูลลิ่ง ซึ่งในเวลานี้มีตัวช่วยมากดังกล่าว ในตอนท้ายๆ ของบทที่ ๙

บทที่ ๑๐ ว่าด้วยผู้กำหนดนโยบาย ที่ในสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วยคณะกรรมการโรงเรียน, ผู้ตรวจการ (superintendent), นักการเมือง, และผู้นำสหภาพ ที่ต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันด้านการศึกษา ๔ ประการคือ ผลด้านเศรษฐกิจ, ด้านวัฒนธรรม, ด้านสังคม, และผลประโยชน์เฉพาะบุคคล ผู้กำหนดนโยบาย เหล่านี้มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน แต่ต่างก็ต้องการให้การศึกษาสร้างการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น แก่พื้นที่ และแก่วงการของตน ด้วยเหตุนี้ จึงมีการริเริ่มสร้างสรรค์รูปแบบการศึกษาใหม่ๆ ในพื้นที่ต่างๆ เช่น ASK for Human Capacity Building ในตะวันออกกลาง, Conectar Igualdad แห่ง Argentina, Creative China, Transforming Scotland, OCDSB แห่งแคนาดา เป็นต้น

ผู้เขียนหนังสือได้ให้คำแนะนำแก่คณะผู้กำหนดนโยบายอย่างน่าสนใจ และในบทท้ายเล่ม ได้ชี้ให้เห็นว่า การศึกษาเฉพาะตัว (personalized education) ที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ John Locke ได้เสนอไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่ ๑๗ และมีผู้นำการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาจำนวนมากมายริเริ่มไว้แล้ว เขายกตัวอย่าง มาเรีย มอนเตสซอรี และ รูดอล์ฟ สไตเนอร์ เป็นต้น การศึกษาแบบนี้เป็นรูปแบบของการศึกษา ทางเลือก ที่มีอยู่แล้วในประเทศไทยมาระยะหนึ่งแล้ว

ภาคประชาชนไทยได้ดำเนินการปฏิวัติการศึกษาจากจุดเล็กๆ อยู่แล้วจำนวนมากมาย ภาครัฐจะมา เชื่อมโยง ให้เป็น “ประชารัฐปฏิวัติการศึกษา” ได้อย่างไร มีคำแนะนำในหนังสือ โรงเรียนบันดาลใจ เล่มนี้



วิจารณ์ พานิช

๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ออกเผยแพร่แล้ว อ่านคำแนะนำได้ ที่นี่