วันที่ 11 กันยายน 2558 หลังจากละหมาดซุฮรี่ในห้องพักแล้ว ข้าพเจ้าและเพื่อนก็เดินไปมัสยิด อัล ฮารอมตามปกติ ระหว่างทาง ข้าพเจ้าแวะซื้อ เคบับ เพื่อไว้กินตอนหิวเพราะเราคิดว่าจะกลับจากมัสยิดหลังละหมาดอีซา ออกจากร้านขายเคบับ พวกเราพบแซะห์อาหะมะ ตอแลมา ซึ่งท่านก็เตือนพวกเราว่าให้รีบเดินเข้ามัสยิดเร็วๆ ตอนนี้ฟ้ามีด ฝนกำลังจะมา บนถนนจะไม่ปลอดภัย พวกเราจึงรีบเดินและเมื่อถึงมัสยิด ฝนก็เทลงมาอย่างหนัก พวกเราเข้าละหมาดในอาคารสะแอ ฝั่งเนินเขามัรวะห์ เมื่อละหมาดสุนัต 2 รอกะอัต เสร็จ ข้าพเจ้าก็ต้องตกใจ เพราะฝนตกหนักมาก ทำให้น้ำสาดเข้ามาทางประตู จนพวกเราต้องถอยร่น ไปรวมตัวที่มุมหนึ่งของอาคาร ฝนตก ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ดังสนั่นหวั่นไหว ข้าพเจ้ากลัวมาก พี่น้องจากมาเลเซียคนหนึ่งเข้าสวมกอดข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้ายังแอบจำคำปลอบใจครั้งนั้นได้ดี เพื่อนมาเลเซียกล่าวว่า “ sobar sayang jangan takut . Alloh serta kita “ ข้าพเจ้าแอบมองทางช่องประตู เห็นข้างนอก ฝนกระหน่ำอย่างหนัก มีลมพายุหมุนม้วนตัว ท้องฟ้ามืดดำน่ากลัวมาก

เวลาประมาณ 17 นาฬิกากว่า มีผุ้ชายชาวปัตตานีคนหนึ่งวิ่งเข้ามาบอกพวกเราว่า ข้างหน้าเรามีเครนล้มทับผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เขาบอกพวกเราด้วยอาการตกใจว่า “ตอนฝนตกผมอยากเห็นน้ำฝนจากรางน้ำทองคำของกะบะห์จึงวิ่งไปดูแต่ไม่ทันถึงลานกะบะห์ได้ยินเสียงฟ้าผ่า เครนยักษ์ล้มทับผุ้คนล้มตายต่อหน้าผมเลย ” พวกเราได้ฟังแล้วรู้สึกเศร้าสลดมาก ทุกคนพร้อมกันขอดูอาร์ต่ออัลลอฮให้คุ้มครอง

เมื่อละหมาดอีซาเสร็จเราก็ออกจากมัสยิด ลงบันไดเห็นเสาเครนยักษ์ที่ล้ม อยู่หน้าอาคารที่เราละหมาดนี้แหละ เนื่องจากมัสยิดอยู่ในระหว่างการก่อสร้างเพื่อขยายพื้นที่ละหมาด จึงมีเครนจำนวนมากกระจายทั่วทุกพื้นที่
แต่เครนที่ล้มเป็นเครนที่ใหญ่มาก แซะห์อาหะมะรีบมาหาข้าพเจ้าให้กลับที่พักก่อนเขาจะไปดูที่เกิดเหตุ ข้าพเจ้าและเพื่อนจึงรีบเดินกลับที่พักอย่างรวดเร็ว

ต่อมาทางประเทศซาอุดีอาระเบียก็ได้ประกาศสาเหตุที่เครนล้มมาจากพายุรุนแรง ความเร็วลมประมาณ 83 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และฝนที่กระหน่ำลงมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เป็น 111 คน และบาดเจ็บอีก 331 คน ขณะที่นานาประเทศต่างติดตามพลเมืองของตนที่อยู่ในซาอุดีอาระเบียในช่วงวันที่เกิดเหตุ โดยในส่วนของประเทศไทย มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บ 5 ราย

จากเหตุการณ์นี้สร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่งแก่ชาวมุสลิมและคนทั่วโลก