ชญานิศ ใจซื่อกุล : เพราะเราเป็นผู้ฝึกหัด (กับความตาย)

Pal2Know
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ

ถ้านับจริงๆ ช่วงนี้ของปีก่อน แม่กำลังอยู่ในช่วงรับการบำบัดด้วยคีโมชุดที่ 2 อาการป่วยของแม่หนักแค่ไหน เราไม่เคยรู้เลย เพราะเขาไม่อยากให้เราไม่สบายใจ และเขาอยากจะสู้ให้ถึงที่สุด เขาผ่านการผ่าตัดใหญ่ระดับต้องจัดเรียงอวัยวะใหม่เพราะมะเร็งมันลามไปมาก กับคนที่ไม่เคยเข้าโรงพยาบาล ไม่ชอบหมอ ซื้อยากินเองตลอด ยอมทำขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเขากลัวความตาย แต่เขาอยากจะอยู่ อยู่กับคนที่เขารักให้นานที่สุดเท่าที่จะยื้อได้ ความเจ็บปวดในช่วงการรักษา เขาไม่เคยปริปากบ่น เชื่อฟังหมอ อดทนทุกอย่าง แม่ไม่เคยไปหาหมอก่อนนัด แต่ทุกครั้งที่นัด หมอจะให้แม่ admit ต่อ เพราะร่างกายแม่อ่อนเพลียมาก

6 เดือนหลังจากผ่าตัดใหญ่ เราก็ได้รู้ความจริงเสียที ว่าแม่ ป่วย หนักมาก

4 วันหลังจากเราได้ทราบประวัติการรักษาทั้งหมด แม่ก็ตัดสินใจได้แล้วว่า แม่ไปละนะ

ช่วง 6 เดือนที่เราไม่รู้อะไรเลย เรารู้แค่ว่าแม่ป่วย ผอมลงมาก ทานอะไรไม่ค่อยได้ พ่อต้องดูแลเเม่ ในฐานะลูกผู้ไม่รู้อะไรเลย จะทำอะไรได้บ้าง เราเริ่มดูแลตัวเอง ออกกำลัง ศึกษาเรื่องอาหาร เพราะเราคิดสั้นๆ ว่า "เราไม่อยากป่วยให้เป็นภาระของพ่ออีกคน"

6 เดือนสำหรับการเป็นผู้ฝึกหัดงานให้พร้อมกับการจากไปของแม่แบบไม่ตั้งใจ ได้ศึกษาธรรม(ชาติ) ของชีวิตผ่านการอ่าน การฟังต่างๆ การช่วยงานบ้าน จากที่ไม่เคยจริงจัง ก็มาดูแลแทนแม่ได้ และความปรารถนาสูงสุดในชีวิตที่เขาอยากให้เราได้วุฒิบัตรทางวิชาชีพ เป็นสิ่งที่จะให้เราอยู่ได้ด้วยตัวเอง เราสามารถทำได้

4 วันที่แม่ประเมินเราเป็นครั้งสุดท้าย ว่าเราสามารถอยู่ต่อไปโดยที่ไม่มีเขาได้ไหม เราคิดว่าเราสอบผ่านนะ ไม่รู้ได้เกรดเท่าไหร่ แต่น่าจะอยู่ระดับดี ถึง ดีมาก เขาถึงวางใจและจากเราไป ตั้งแต่ตอนแม่ป่วยและจากไป สิ่งที่ได้อย่างที่บอกว่าการหันมาดูแลตัวเองจากจุดเล็กๆ ที่ไม่อยากไม่สบายให้เป็นภาระของพ่อ ทำให้ได้ศึกษาเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ทั้งการกินการออกกำลังกาย เพื่อให้ตัวเองสามารถดูแลพ่อกับย่า ครอบครัวของเราต่อไป

สัญญากับแม่เเล้ว แม่บอกว่าสัญญาต้องเป็นสัญญานะ อีกอย่างหนึ่งที่ได้เริ่มฝึกในช่วงที่ผ่านมาคือการนั่งสมาธิ จริงๆ ก็นั่งแต่เด็กแต่ห่างๆไปตอนโต พอมาฝึกใหม่ก็รู้สึกดีขึ้น ใช้คำว่ารู้สึกตัวมากขึ้น มีสมาธิมีความสุขในสิ่งที่ทำได้ตลอดเวลา ให้อภัยและเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น อีกทั้งการที่แม่จากไปกะทันหัน มีเรื่องมากมายให้จัดการ เป็นการบ้านให้เราต้องทำต่อ ต้องจัดลำดับความสำคัญ ติดต่อคนที่เกี่ยวข้อง เตรียมเอกสาร ไหนจะงานที่เข้ามา ความยุ่งเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เราไม่จมกับความสูญเสีย เเละเราตระหนักในการสูญเสียว่าจะนำประสบการณ์นี้มาเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นอย่างไร ทั้งเรื่องการดูแลคนป่วย การดูแลตัวเอง ทั้งกายและใจ

พื้นที่บอกเล่าเรื่องราวตรงนี้

ขอบคุณคุณหมอและเจ้าที่ของโรงพยาบาลศิริราชและโรงพยาบาลเข้าพระยาที่ช่วยเหลือและดูแลคุณแม่มาตลอด รวมถึงครอบครัวของเราด้วย

ขอบคุณญาติๆ เพื่อนๆ พี่ๆ ทุกคนที่รับรู้เรื่องของครอบครัวเรา ที่เป็นกำลังใจ ให้แรงกายและแรงใจตั้งแต่แม่เข้าโรงพยาบาลจนถึงงานพระราชทานเพลิงศพ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ในสายตาเรามาก สมเกียรติของการตั้งใจเป็นข้าราชการที่ดีของแม่ และในวาระสุดท้ายแม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากบุคคลสูงสุดผู้เป็นที่รักตลอดกาลของแม่เอง

ขอบคุณพ่อ ที่ดูแลและมาทันในวินาทีสุดท้าย แม่รู้ว่าพ่อช้า ยังไงแม่ก็ต้องรอพ่อเสมอ ทันทีที่พ่อเปิดประตูเข้ามา แม่รับรู้และจากไปอย่างสงบ

ขอบคุณตัวเราเองที่ทำทุกอย่างได้ทัน ก่อนแม่จะจากไป และสอบผ่านตามการประเมินของแม่ด้วย

สุดท้าย ขอบคุณแม่ที่รักหนูเสมอ ต่อจากนี้หนูจะใช้ชีวิตที่เหลือเผื่อแม่ด้วย นำสิ่งดีๆที่แม่สอนหนู ที่ทำเป็นตัวอย่างให้หนูดู มาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต

แม่คะ ความทุกข์มันไม่มีสี ไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน หนูเลยคิดว่างั้นสรุปแบบงงๆ ว่า มันไม่น่าจะมีละกัน แต่ความรักของหนู หน้าตาของมันก็คือ ครอบครัวของเรา หนูจึงคิดว่า ความรักนะอยู่กับหนูเสมอ และหนูสัมผัสถึงมันได้ตลอด เพราะหนูใช้ใจและสมองในการสัมผัสมัน

อีกเรื่อง แม่ชอบไปบอกคนอื่นว่าหนูเป็นเด็กตลก แต่จริงๆ หนูอาจจะเป็นเด็กเพี้ยนๆ คนหนึ่งแค่นั้นละค่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Pal2Know8: บันทึกเกี่ยวกับการดูแลความโศกเศร้า



ความเห็น (0)