เน็ตเวิร์คในบ้านกับอาจารย์ศุภเดชตอนที่ 17 : ทำไมใช้ WIFI แล้วช้าจังฟระ!!

เวลาผมไปวางระบบ Network ให้ลูกค้า ... ผมลงระบบทั้ง LAN และ Wireless LAN ครับ แต่จะพยายามเสนอให้ลูกค้าวางเครือข่ายที่เป็นสาย LAN ให้เยอะๆมากกว่า แต่ส่วนใหญ่คำตอบที่ได้จากลูกค้าก็คือ ไม่เอาอ่ะ WIFI สะดวกดี จุดในการติดตั้งก็น้อยกว่า เอาแต่ WIFI เถอะ

ซึ่งผมก็ต้องใช้เวลาอธิบายข้อจำกัดของทั้ง WIFI ให้ฟัง เพื่อให้ลูกค้าช่วยพิจารณาใหม่ แต่ผลที่ได้ก็ยังจะเอาแต่ WIFI กันเหมือนเดิม

ซึ่งในปัจจุบันหลายๆคนอาจจะมองว่า WIFI เป็นเครือข่ายหลัก เพราะอุปกรณ์รอบๆตัวส่วนใหญ่ ไม่ต้องเสียบสายเลย เช่น Smartphone / Tablet / Notebook บางตัวก็ไม่มี LAN Port มาให้แล้ว

แถมอุปกรณ์ IoT รอบตัวเช่น Smart TV / Media Player Box ... มันก็ไร้สายกันหมดแล้วนี่หว่า แล้วจะวางจุด LAN เยอะๆให้มันเปลืองทำไม

ผมก็เลยเขียน Blog ตอนนี้ขึ้นมาเล่าให้ฟังถึงข้อจำกัดของ WIFI ว่าทำไม สำหรับผมแล้ว WIFI เป็นเพียง Secondary Network .. หรือ Network สำรองไว้ใช้แก้ขัดกันเท่านั้น

ปัญหาที่ 1 ของ WIFI ... คลื่นรบกวนที่เยอะสัดๆของบ้านเรา

ปัญหาดั้งเดิมและ Classic ของ WIFI มาตรฐานเก่าๆ นั่นก็คือ ช่องสัญญาณไม่เพียงพอต่อการใช้ร่วมกันเยอะๆนั่นเองครับ

โลกเรามีมาตรฐาน WIFI อยู่ 5 ตัว

นั่นก็คือ A / B / G / N / AC

ถ้าไม่รับพวก WIFI ตกรุ่นที่เหลืออยู่น้อยมากๆในโลกอย่าง A / B / G แล้วล่ะก็ ตอนนี้อุปกรณ์ Network ไร้สายที่ใช้กันบนโลกก็คือ WIFI มาตรฐาน N และ AC ครับ

N ใช้กันค่อนข้างแพร่หลาย แต่อย่างไรก็ตาม Wireless N ตัวราคาไม่ค่อยแพง ยังคงทำงานอยู่บนคลื่นวิทยุความถี่สากลความถี่เดียวอย่าง 2.4Ghz

ซึ่ง WIFI แบบ 2.4 Ghz นี้ มีช่องสัญญาณเพียงแค่ 13 ช่อง แถมในบางประเทศเหลือแค่ 11 ช่อง

1 ช่องมีความกว้าง 5Mhz ... แต่ WIFI มาตรฐาน N ใช้อย่างน้อย 4 ช่อง เท่ากับ เวลาเราตั้ง WIFI 1 ตัวมาในพื้นที่ ก็ใช้ไปแล้ว 4 ช่องสัญญาณ

การตั้ง WIFI Channel ที่ถูกต้องก็คือ ห้ามไม่ให้มีสิ่งที่เรียกว่า Channel Overlapping หรือ ปลายของ WIFI ไปทับกับอีกปลายนึง เพราะจะถือว่า ส่วนที่ชนกัน มันคือ Interference หรือคลื่นรบกวน ซึ่งจะมีผลทำให้คุณภาพของการส่งข้อมูลเริ่มที่จะช้าลง เพราะเวลาส่งข้อมูลไป ถ้าข้อมูลที่ส่งไป ผิด หรือ ไม่ครบ ก็ต้อง ส่งกันใหม่

ดังนั้นใน 11 Channel ที่เรามีให้ใช้งาน เอาจริงๆแล้ว เราใช้ได้แค่ 3 Channel นั่นก็คือ 1 / 6 / 11 เท่านั้นครับ

แถมไม่พอคลื่น WIFI ความถี่สูงๆอย่างโดนผลกระทบง่ายมาก แอร์ ไมโครเวฟ หรืออุปกรณ์อะไรที่มอเตอร์ใหญ่ๆ ทำงานทีนึงเช่นบันไดเลื่อน ลิฟท์ โหยยย คลื่นรบกวนอย่างท่วมครับ

การ Setup Wireless Channel ที่ถูกต้องคือ ห้ามไม่ให้มีฐานมาเหยียบกันเด็ดขาด แต่สามารถทับใน Channel เดียวกันได้ เพราะอะไร เดี๋ยวจะอธิบายในอีกเรื่อง

ใน WIFI มาตรฐาน N ตัวใหม่ๆ และ AC .. จะมีการเปิดการใช้งานคลื่นวิทยุอีกคลื่นก็คือ 5Ghz ...

เป็นความถี่ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ Network Interference เลยครับ แต่การที่จะใช้ WIFI ที่ความถี่ 5Hhz ได้ ฝั่งอุปกรณ์รับข้อมูล (Smartphone / Tablet / Notebook) จะต้องรองรับการใช้สัญญาณคลื่นวิทยุที่ความถี่ 5Ghz ด้วย ไม่ใช่หา Router มาปล่อย แล้วจะใช้ได้เลยนะครับ

ซึ่งทุกวันนี้ถึงจะมีอุปกรณ์ที่รองรับ 5Ghz เพิ่มขึ้นมากก็จริง แต่คนทั่วไปก็มองว่า Wireless Router มันก็เหมือนกับที่ฉีดตูด คือจะเป็นที่ฉีดตูดแบบแพลตตินั่ม หรือ พลาสติก ก็เอาไว้แค่ฉีดตูดอยู่ดี ดังนั้นด้วยคำที่บอกว่าไม่มีงบจึงกลายเป็นว่า เวลาเราไปใช้ WIFI ในสถานที่ต่างๆ จึงแทบจะไม่เจอ WIFI แบบ 5Ghz ทำงานกันซักเท่าไหร่

Shield ในสาย LAN เฮ้ย ไม่ใช่ละ

แต่สาย LAN ไม่ใช่ ... สาย LAN มี Shield หุ้มอยู่ทั้งทองแดงภายในและภายนอกเพื่อป้องกันเรื่องคลื่นรบกวน ดังนั้นการส่งสัญญาณผ่านสาย LAN จึงแทบไม่มีผลกระทบใดๆ ถ้าคุณไม่ได้ลากสาย LAN ไปทับสายไฟแรงสูงนะครับ

ปัญหาที่ 2 ของ WIFI .. มันส่งข้อมูลแบบ Half Duplex

โอ้โห... ศัพท์เทคนิคข้อที่แล้วว่ายากแล้ว อันนี้ยากยิ่งกว่าอีกวุ้ย เอาเป็นว่าด้วยข้อจำกัดของการส่งข้อมูลทางคลื่นวิทยุ ทำให้การส่งข้อมูลบน Wireless LAN เป็นแบบผลัดกันรับส่ง ทีละคนครับ

เหมือนคนเราเวลาคุยกัน ถ้าคนนึงพูด อีกคนต้องเงียบ ถึงจะคุยรู้เรื่องใช่ไหมครับ

WIFI ก็เหมือนกัน ระหว่างที่อุปกรณ์ตัวนึงกำลังคุยกับ Router .. ตัวอื่นก็จะอยู่ในสถานะ “รอที่จะคุยครับ”

เวลาที่ WIFI จะคุยกัน มันจะทำแบบนี้ครับ

  1. Router จะ สุ่มเวลาที่จะส่งข้อมูลว่าอีกกี่มิลลิวินาทีจะส่งข้อมูลแล้วนะ
  2. ไม่รู้ว่าช่องสัญญาณว่างยัง แต่มันถึงเวลาที่จะส่งแล้วนี่หว่า เอ้าส่งไปก่อน
  3. ชิปหาย ช่องสัญญาณไม่ว่าง กลับไปข้อ 1 .. ถ้าว่างก็ไปข้อ 4
  4. โอเคช่องสัญญาณว่างละ ส่งข้อมูลพรวดไป
  5. พอส่งเสร็จก็ต้องรออีกฝั่งตอบกลับมาว่า ได้รับข้อมูลครบนะ
  6. อื้มมมมมมมม แม่งไม่ส่งกลับมาบอกว่าได้รับครบหรือเปล่าซะทีวุ้ย เอ้าส่งใหม่ๆ

จะเห็นได้ว่า การที่อุปกรณ์ WIFI ตัวนึงจะส่งข้อมูล 1 ชุดไปหากันได้ แม่งโคตรเรื่องเยอะ

และมันทำแบบนี้ทีละตัวครับ กับ Client ทั้งหมดในพื้นที่ ที่เชื่อมต่อกับมันอยู่ครับ

สมมติว่า คุณนั่งอยู่ในร้านกาแฟที่มี Wireless Router อยู่ 1 เครื่อง แต่มี Client อยู่ 30 ตัว

แล้วทุกคนใช้พร้อมกันรัวๆ

สังเกตไหมครับ ว่าบางทีเวลาเรากดเรียกข้อมูล ดูเครื่องมันอึ้งๆ .. นั่งดูไอค่อนหมุนๆ นานมาก แล้วข้อมูลที่จะดูก็ไม่มาซักที นั่นแหละครับ เครื่องคุณกำลังต่อคิว รับ-ส่งข้อมูลจาก Wireless Router อยู่ครับ

กลับไปที่ปัญหาข้อที่ 1 ... ถ้าเกิดเครือข่ายมีคลื่นรบกวนเยอะๆ ...

แม่งก็ต้อง resend ข้อมูลกันรัวๆ แล้วกว่าคนแรกมันจะส่งผ่าน เวียนไปจนครบกว่าจะถึงเรา เลิกๆๆๆๆ ไม่เล่นแม่มและ...

เชิญส่งข้อมูลพร้อมกันได้เต็มที่

แต่สาย LAN เป็น Full Duplex ครับ ใครจะส่งจะรับ ทำได้ทันที ไม่ต้องรอคิว !!

ปัญหาที่ 3 ของ WIFI ... อุปกรณ์ Client ไม่ได้มีคุณภาพที่เท่ากัน

อย่างที่บอกไปในปัญหาข้อแรกว่า การจะใช้พลังของ WIFI ให้เต็มที่ จำเป็นที่จะต้องให้ Client นั้นมีมาตรฐานเดียวกันด้วย

ถ้า Wireless Router ที่ใช้เป็นมาตรฐาน AC รุ่นล่าสุด เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพของ WIFI มาตรฐานใหม่อย่างเต็มที่ เราก็ต้องใช้ Client ที่รองรับ Wireless AC ด้วยครับ

แต่ก็อย่างว่าแหละ ก็คนเรามีงบประมาณไม่เท่ากันจะให้ซื้อเครื่องดีๆ ราคาแพงๆเหมือนกันได้ยังไง ซึ่งนอกจากมาตรฐานแล้ว ก็ยังมีเรื่องของเสาอากาศก็ขนาดไม่เท่ากัน กำลังส่งก็ไม่เท่ากัน ยิ่งมือถือเครื่องเล็กๆอย่าง Smartphone นี่ระยะในการส่งข้อมูลน้อยกว่า Notebook ถึง 2-3 เท่าเลยทีเดียวครับ

ซึ่งมันก่อให้เกิดอีกปัญหาขึ้นใน Network ครับ นั่นก็คือ Sticky Client .. หรือ Client เหนียวหนืด ไล่ไม่ไปครับ

กลับมาที่ร้านกาแฟร้านเดิมที่มีคนนั่งอยู่ 30 คนเหมือนเดิม

ว่ากันว่า ความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะขึ้นอยู่กับระยะทางและคุณภาพของสัญญาณในการเชื่อมต่อระหว่างตัว Wireless Router และอุปกรณ์นั้นๆ

ยิ่งอยู่ใกล้ สัญญาณยิ่งแรง ความเร็วยิ่งเพิ่ม

ยิ่งอยู่ไกล สัญญาณยิ่งอ่อน ความเร็วตก

กลับไปที่แผนผังการส่งข้อมูลของ WIFI ในปัญหาข้อสองครับ

ถ้าสมมติว่าทุกคนนั่งในร้านเหมือนกันหมด Wireless Route สามารถคุยกับทุกคนได้อย่างไม่มีปัญหาและราบรื่น อันนี้ทุกคนก็เล่นกันตาม Speed ที่แต่ละคนใช้งานกันไป

แต่อยู่ดีๆมีคนนึง เดินออกไปเล่นนอกร้านเพราะจะไปดูดบุหรี่... สัญญาณของเจ้าหมอนี่ก็เลยเหี่ยวๆ เพราะออกไปนั่งซะไกล

ปัญหามาแล้วครับ

เพราะทันทีที่ไอ้คนที่ออกไปดูดบุหรี่เรียกข้อมูลใดๆ คิวของหมอนี่ก็จะเกิดปัญหาที่สุด เพราะสัญญาณอ่อนมากๆ แล้ว Wireless Router ก็ต้องมานั่งคอยมัน ว่าเมื่อไหร่สัญญาณแกจะกลับมาดีซักที ทำให้ Client อื่นๆในร้านต้องรอคิวนานกว่าเดิม เพราะไอ้เชี่ยนี่มันส่งข้อมูลไม่เสร็จซะที

ทางแก้ก็คือ ใน Access Point รุ่นใหม่ๆ จะมีความสามารถที่เอาไว้เตะพวก Client ที่สัญญาณต่ำกว่าที่กำหนดเอาไว้อยู่ครับ เรียกได้ว่า ใครถ่วงความเจริญของคนอื่นก็เชิญออกไปจากวง Network กันเลยทีเดียว

สาย LAN ไม่มีปัญหาครับ ถ้าสายที่คุณใช้ได้ระยะตามมาตรฐาน / เข้าหัวถูกต้อง / การ์ด LAN ทำงานปกติ / Driver ไม่พัง ยังไงคุณก็ส่งข้อมูลได้เต็มร้อย แต่ถ้าสายคุณเสียหาย ต่อเกินระยะ ก็ไม่มีผลกระทบกันคนอื่นครับ คนอื่นเร็วเหมือนเดิม แค่คุณช้าอยู่คนเดียวเท่านั้นเอง

โดยทั่วไป ผมจะออกแบบให้ อุปกรณ์ตัวไหนใช้สายได้ ก็จะให้ใช้สาย LAN ครับ ต่อให้กล้องวงจรปิดมี WIFI ผมก็จะต่อสาย LAN ..

ต่อให้ Notebook เครื่องนั้นมี WIFI ผมก็จะให้เสียบ LAN

ผมถือว่า LAN เป็น Primary Network แล้ว WIFI เป็น Network สำรองใช้เพื่อความสะดวกในการลุกไปนั่งทำงานที่อื่นเท่านั้นเอง ถ้ามี Client ที่ใช้ WIFI เยอะๆ ก็จะเพิ่ม Access Point เข้าไปเพื่อให้ Coverage มันเพียงพอ เพื่อลดปัญหา Sticky Client และ Client เยอะๆ จนต้องรอคิวนานครับ

หวังว่าจะเป็นบทความที่ช่วยให้เห็นถึงปัญหาว่าทำไม WIFI มันถึงช้าเหลือเกินไปบ้างนะครับ

ถ้าหากดีก็ฝากแชร์ด้วย

ส่วนใครที่อยากจะให้ผมไปวางระบบ ติดต่อจองคิวได้ที่ [email protected] เลยนะครับ คิวแน่นนะบอกไว้ก่อน อิอิ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรียน IT ฟรีๆ กับ 10 เว็บคอร์สออนไลน์ชื่อดังทั่วโลก ปูพื้นฐานเทคโนโลยีต่างๆ ด้วยตนเองได้ทันที



ความเห็น (0)