LET ME GROW พลิกชีวิตเด็กติดเกม

"ปัจจุบันเราได้ยินผู้ใหญ่มักบอกเสมอเลยว่า เด็กเรียนไปแบบซังกะตาย ไม่มีแรงจูงใจ คือมาจากต้นตออันหนึงเนื่องจากความฝันของเขาไปต่อไม่ได้ ผู้ใหญ่รอบข้างบางครั้งเนี้ยก็อาจจะเป็นคนที่ทำให้ความฝันของเด็กลดลงไป มันเหมือนเอาชีวิตของเขาออกไปครึ่งหนึ่งเลย เพราะความฝันนั้นมันให้พลังแล้วทำให้เด็กรู้สึกอยากไปต่อ เพราะเด็กคือ สิ่งมีชีวิตที่...ต้องไม่หยุดฝัน"

LET ME GROW พลิกชีวิตเด็กติดเกม คลิกตามลิ้งค์นี้แล้วดูไปด้วยกัน

https://www.youtube.com/watch?v=d4AAwRqiUts&feature=share

เป็นรายการที่ดีมากค่ะ อยากเชิญชวนให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครู หรือผู้เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนได้ดูด้วยกัน ใครสนใจแนะนำย้อนดูตั้งแต่ตอนที่ 1 นะคะ เป็นรายการที่เขานำเด็กที่ติดเกมจำนวน 61 คน(คัดเลือกมาจากพันกว่าคนที่มาสมัครเอาที่ติดหนักจริงๆ) มาเข้าค่ายทำกิจกรรมร่วมกัน 6 คืน 7 วัน เพื่อบำบัดอาการติดเกม
++++++

จริง ๆ วัตถุประสงค์คงมีมากกว่าข้อนี้แน่ ๆ ค่ะ เช่นเพื่อแบ่งปันให้ผู้ปกครองเข้าใจสาเหตุของปัญหาเด็กติดเกม เพื่อป้องกันในรายที่ยังไม่ติด หรือแก้ไขในรายที่ติดไปแล้ว
++++++

อยากชวนให้ดูด้วยกันทุกตอนค่ะ แต่ละตอนก็มีข้อคิดดี ๆ ให้เราได้เรียนรู้มากมาย
แต่ที่แบ่งปันตอนนี้ เพราะเป็นตอนที่รู้สึกประทับเป็นพิเศษเป็นการส่วนตัว

++++++

ตอนที่ 4 ...ความฝัน...

ตอนนี้ทางค่ายได้เชิญเหล่าไอดอลจากวงการต่าง ๆ มาพูดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ เพราะเด็ก "บางคน"(อย่าเหมาะรวมนะคะ) อาจใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการเล่นเกม จนไม่มีเวลาค้นหาความฝัน ความสนใจที่แท้จริงของตัวเอง

++++++

คนแรก ซี ฉัตรปวีร์ นางฟ้าแห่งโลกไอที พิธีกรข่าวไอที ชวนเด็ก ๆ คิดและตอบคำถาม

"ชวนกันนึกภาพของตัวเอง ในอีก 5 ปีข้างหน้า อะไรคือสิ่งที่เราจะเป็นในอีก 5 ปีข้างหน้า"

+++++

เด็กๆ มากมายระบายความฝัน พร่างพรูออกมาว่าฝันของพวกเขานั้นเป็นอะไร ซึ่งแต่ละอาชีพฟังแล้วก็อึ้งไปเลย เช่น จิตแพทย์ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม แพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจ
++++++

ถูกใจกับคำพูดของ คุณซี "เราจะเห็นจากแววตาเขาได้ว่า....พอเขาพูดถึงอาชีพนั้น เขาเห็นอาชีพนั้นอยู่ในหัวเขาที่ชัดแล้ว เรารู้สึกเจอตัวเอง...เขาไม่ใช่เด็กติดจอไร้สาระ"

++++++
คนที่ 2 พิมฐา เน็ตไอดอล (ซึ่งส่วนตัวก็ไม่รู้จักค่ะ) เป็นสาวสวยที่มีความสดใสเปล่งประกายความสุข มีรอยยิ้มที่สว่างมาก ๆ ฮ่าๆๆ มาทำกิจกรรมและชวนให้เด็ก ๆ ออกมาเล่าเรื่องราวของความฝันตัวเอง โดยให้ออกมา 6 คน ใครเล่าถูกใจพิมฐา จะมีรางวัลเป็นหนังสือแจกให้คนละ 1 เล่ม ซึ่งมีของรางวัลทั้งหมด 2 เล่ม

+++++

มิว เป็นหนึ่งใน 6 คน ที่น่าสนใจ เธอมีความฝันแตกต่างไปจากเพื่อน เธอมองว่าหลายคนมองความฝันของเธอว่า "ไร้สาระ" แต่มันก็คือ "ความฝัน" ของเธอ มิวชอบการ์ตูนโคนั้นมาก ความฝันของมิวคือ อยากไปประเทศญี่ปุ่น อยากไปศึกษาเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นว่ามีอะไรอย่างไร และความฝันเรื่องนี้ของมิวก็เป็นเรื่องไร้สาระสำหรับทางครอบครัวของมิว อยากชวนให้ดูค่ะ ดูแววตา ท่าทาง เวลาที่เขาตอบคำถามจากการถูกสัมภาษณ์ ตัวเองดูแล้วรู้สึกถึง ความฝันนี้ช่างเป็นฝันที่แสนสวยงามและก็ยังเป็นฝันที่เจ็บปวดในคราวเดียวกัน เจ็บปวดที่ไม่มีใครเข้าใจ
++++++

และมิวเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัล ความฝันโดนใจพิมฐา ซึ่งตอนแรกมิวบอกว่าก็แค่รู้จักว่าเป็นเน็ตไอดอล ไม่ได้สนในสักเท่าไหร่ มิวไม่คาดฝันว่าจะได้รับรางวัลแต่ก็แอบหวังเหมือนกันลึก ๆ ในใจฟังจากคำสัมภาษณ์ "พี่ยื่นหนังสือให้น้องเฟิร์น(ฝันอยากเป็นคฮสร้างเกม) หนูก็ท้อไปแล้ว แล้วพี่ก็หันกลับมายื่นให้หนู เป็นอะไรที่..เฮ้ัย..ได้จริงเหรอ..ฯลฯและประโยคสุดท้าย ที่ฟังแล้ว รู้สึกถึงพลังความฝันเขาเพิ่มสูงขึ้น คือ
+++++

"แต่ดีใจ..พี่เขาสนใจกับความฝันบ้าๆบอๆแบบนี้ด้วย" พิมฐากลายเป็นไอดอลในใจมิวไปเลย.... "พี่คะ เป็นเพื่อนกับหนูได้ไหม หนูอยากมีแรงบันดาลใจ ให้รู้ว่า..ฝัน..ของหนูมันยังไม่ไกลเกิน" นี่คือคำกล่าวของมิว นั่งดูถึงตอนนี้ก็ยิ้มอิ่มใจตาม

++++
ขอข้ามไปอันที่ตัวเองรู้สึกดูแล้วจี๊ดใจเป็นพิเศษที่สุดในตอนนี้คือ มีกิจกรรมหนึ่งที่ให้พ่อแม่ผู้ปกครองเด็ก ๆ มาทำร่วมกัน คือ ช่วยกันคิดและเขียนความฝันของเด็ก ๆ ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าอนาคตเด็กแต่ละคนจะเป็นเช่นไร
+++++

บางครอบครัว...พ่อและแม่คิดๆ เขียนๆ แทนลูก ลูกมีหน้าที่คือฟังและดู
บางครอบครัว...ลูกก็คิดเองเขียนเอง..แม่จะแย้งก็ไม่สน
บางครอบครัว...แม่พยายามเข็นจูงใจล่อใจ...แต่ไม่เป็นผล ลูกแสดงออกว่าไม่สนใจอนาคตตัวเอง (ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจ แต่มันคงมีอะไรบางอย่างในใจแน่นอน)
++++++

แต่มีครอบครัวหนึ่งที่สะดุดใจ คือ ครอบครัวของปาล์ม ปาล์มเป็นเด็กที่ดูมั่นใจขณะเวลาอยู่ต่อหน้าเพื่อน ๆ มีความฝันที่ชัดเจนจนสัมผัสได้ถึงพลังงานความฝันอันยิ่งใหญ่ที่น่าจะได้กลายเป็นความจริง ปาล์มฝันอยากเป็นนักเขียนนิยาย(ภาษาอังกฤษ) และเธอยังอยากจะไปสกอตแลนด์สักครั้ง ด้วยความประทับใจในตัวสัตว์ประหลาดชื่อ เนสซี ชอบมาตั้งแต่ยังเด็ก ๆ เธอชอบมันมากและเธออยากจะเห็นมันสักครั้ง แม้เธอคิดว่ามันอาจตายแล้วก็ตาม อย่างน้อยก็อยากไปเห็นที่ๆ มันเคยอยู่ คือทะเลสาปล็อคเนส
++++++

เธอเขียนแผนความฝันอย่างละเอียดชัด ว่าแต่ละปีเธอจะทำอะไรอย่างไรบ้างเพื่อจะให้ความฝันของเธอเป็นจริง และตอนที่ให้ออกไปเล่าความฝันหน้าห้อง ปาล์มก็กล้าออกไปพูดความฝันให้เพื่อนๆ และผู้ปกครองคนอื่น ๆ ได้ฟังอย่างมั่นใจ (ชวนให้ดูสีหน้าท่าทางตอนปาล์มเล่าเรื่องหน้าห้องนะคะ)
+++++++

แต่พอตอนสัมภาษณ์นั่งข้างคุณแม่และน้องชาย สีหน้าท่าทางปาล์มดูเปลี่ยนไป คล้ายคนละคน เธอหยิบกระดาษความฝันที่เขียนมาอ่านต่อหน้าแม่และน้อง คล้ายไม่อยากจะอ่านให้ฟัง (โปรดสังเกตท่าทางแม่ของเธอ) พออ่านจบก็ค่อย ๆ พับกระดาษวาดฝันเก็บลงในกระเป๋าและรูดซิปปิด พร้อมก็พูดว่า "ฝันก็เยอะ มันเป็นความฝัน ฝันเยอะจะทำให้ได้จริงก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราทำได้จริง เราก็ยิ่งเก่ง" อยากให้ดูสีหน้าแววตาของปาล์ม ณ ขณะที่พูดนี้ โดยมีแม่นั่งข้าง ๆ
+++++++

ขณะฟังก็รู้สึกว่าความฝันที่มีแม่อยู่ข้าง ๆ ทำไมรู้สึกมันซีดจางลงไปเยอะเลย พอแม่ถูกสัมภาษณ์ว่า "คุณแม่ฟังแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ" แม่หัวเราะและตอบ ด้วยสีหน้าและท่าทางของคุณแม่นี้เอง จึงเข้าใจปาล์มว่าทำไมนะฝันเขาถึงดูหม่นหมองซีดจางลงเมื่ออยู่ข้างแม่ แม่บอกประมาณว่า ปาล์ม "เพ้อฟัน" มากเกินไป ชีวิตจริงมันเป็นอย่างนั้นไม่ได้ อยากให้ปาล์มตั้งใจเรียนมากกว่านี้ (สนใจอยากฟังและดูเต็ม ๆ ดูตามลิ้งค์ข้างล่างเลยนะคะ)

+++++++

เมื่อปาล์มได้ฟังคงรู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้ยิน ปาล์มไม่ใช่เพียงแค่กล้าที่จะฝัน ยังกล้าที่จะปกป้องความฝันของตัวเองด้วยนะคะ ปาล์มพูดว่า "อืม..หนูไม่ค่อยชอบที่เรียกมันว่าเป็น..ความเพ้อฝัน...หนูชอบให้เรียกมันว่า "จินตนาการ" มากกว่า" ถึงจะถูกบั่นทอนความฝันอย่างแรง ปาล์มก็ยังมีแรงกล้าที่จะฝันต่อไป แม่ดาวเชื่อเช่นนั้นค่ะ"

++++++++
เด็กอีกคนที่น่าสนใจ มิน แต่หมดเวลาแบ่งปันกันแล้วค่ะ555 ไปตามดูกันเนาะ และยังมีข้อคิดคำคมบาดใจจาก รศ.นพ.ชาญวิทย์ พรนภดล หัวหน้าสาขาวิชาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่อยากฝากไว้ท้ายนี้

"ปัจจุบันเราได้ยินผู้ใหญ่มักบอกเสมอเลยว่า
เด็กเรียนไปแบบซังกะตาย ไม่มีแรงจูงใจ
คือมาจากต้นตออันหนึงเนื่องจากความฝันของเขาไปต่อไม่ได้
ผู้ใหญ่รอบข้างบางครั้งเนี้ยก็อาจจะเป็นคนที่ทำให้ความฝันของเด็กลดลงไป
มันเหมือนเอาชีวิตของเขาออกไปครึ่งหนึ่งเลย
เพราะความฝันนั้นมันให้พลังแล้วทำให้เด็กรู้สึกอยากไปต่อ
เพราะเด็กคือ สิ่งมีชีวิตที่...ต้องไม่หยุดฝัน"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เลี้ยงลูกแบบแนวคิดบวก



ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

เด็กติดเกม.....ปัญหาที่กำลังเป็นที่น่าวิตกของ ครอบครัว

และสังคมไทย อีกอย่างที่กำลังมาแรงก็คือ

ปัญหา....คนไทยติดจอ (มือถือ)จ้ะ

เป้นกำลังใจให้จ้ะ

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณค่ะ แทบทุกปัญหาในสังคมก็เริ่มต้นจากครอบครัว ไม่ว่าจะติดเกม หรือติดจอ ต้องช่วยกันดูแลตัวเองและครอบครัวของเราให้ดีก่อนค่ะ คิดเช่นนี้ กำลังพยายามทำอย่างที่คิด และช่วยส่งต่อความคิดต่อ ๆ ไปค่ะ

หมายเลขบันทึก

601765

เขียน

17 Feb 2016 @ 13:20
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 3, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก