​เลาะเกล็ดร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนที่ 2

​เลาะเกล็ดร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ตอนที่ 2

18 กุมภาพันธ์ 2559

ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย [1]


ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา กระแสวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญค่อนข้างร้อนแรงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ แต่ดูเหมือนว่ากระแสเชิงลบจะมีมากกว่า แม้กระแสเชิงบวกฝ่ายรัฐบาล และ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะชูจุดเด่นว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง [2] และ มีการประเมินสถานการณ์การประชามติร่างรัฐธรรมนูญโดยอดีตผู้อำนวยการฝ่ายข่าวกรอง [3] อย่างค่อนข้างมั่นใจว่าผ่านแน่นอน

ความตอนที่แล้วได้แยกแยะเนื้อหาสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 หรือที่เรียกว่า “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยวันที่ 29 มกราคม 2559” หมวดว่าด้วยการปกครองส่วนท้องถิ่น ในบทนี้มาดูในสิ่งที่ขาดหายไปของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ที่ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ได้

ข้อสังเกตในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

(1) จากร่างรัฐธรรมนูญที่บัญญัติเรื่องท้องถิ่นไว้เป็นกรอบกว้างๆ จึงยากที่จะคาดเดาว่ากฎหมายลูกที่ออกมาจะต้องตราบทบัญญัติไว้อย่างไร เพราะปัจจุบัน ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายลูกที่ตราตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ขาดความสมดุลในอำนาจบริหารของฝ่ายการเมืองท้องถิ่นที่มีต่อฝ่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่น ที่เป็นเสมือนหนามทิ่มแทงอกข้าราชการท้องถิ่นมาจนทุกวันนี้

(2) การคาดการณ์สันนิษฐานหรือการรับฟังเหตุผลที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ตัดบทบัญญัติออก เพราะเหตุใด เหตุผลอย่างง่ายที่ กรธ. ตัดออกก็คือ “จะเอาไปบัญญัติไว้ในกฎหมายลูก” เพราะหากบัญญัติใส่ในรัฐธรรมนูญมันจะยาว ไม่มีประโยชน์ และการเขียนไว้ใน กฎหมายลูกสามารถบัญญัติได้มากกว่า จะเขียนอย่างไรก็ได้ นี่คือคำตอบที่ว่า เหตุใดจึงไม่มีบัญญัติเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ มีการถกเถียงกันใน สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาแล้ว ปัญหาของ อปท. จึงอยู่ที่ความเหมาะสมว่า เรื่องใดสมควรจะบัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ เรื่องใดต้องนำไปบัญญัติไว้ในกฎหมายลูก เพราะหากบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหมดคงไม่ได้ รัฐธรรมนูญจะรกและยาวไป

(3) ร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 เรื่องการบริหารบุคคลส่วนท้องถิ่นบัญญัติไว้น้อยกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ทำให้คลุมเครือขาดความชัดเจน ทั้งในเรื่องสถานภาพของข้าราชการ และระบบพิทักษ์คุณธรรมส่วนท้องถิ่น ซึ่งข้อเท็จจริงที่ผ่านมาทั้งกระทรวงมหาดไทย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีการเคลื่อนไหวผลักผลักดันการตรากฎหมายท้องถิ่นที่น้อยมาก พระราชบัญญัติระเบียบบริหารบุคคลส่วนท้องถิ่นฉบับใหม่ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงไม่สามารถตราใช้บังคับได้จนสิ้นอายุขัยรัฐธรรมนูญ [4] มาถึงร่างรัฐธรรมนูญปี 2559 นี้ก็เกรงว่า หากบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แบบคลุมเครือเช่นนี้ อาจทำให้อนาคตการบริหารบุคคลของข้าราชการส่วนท้องถิ่นมืดมนหรือยุ่งยากยิ่งกว่าปัจจุบันก็เป็นได้

(4) เรื่องการแต่งตั้งโอนย้ายข้าราชการส่วนท้องถิ่น โดยคณะกรรมการจริยธรรมของท้องถิ่น รวมทั้งของข้าราชการพลเรือนด้วยเคยมีบทบัญญัตินี้ [5] ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 ที่ถูกคว่ำไป [6]นอกจากนี้ มีกระแสข่าวว่า กฎหมายท้องถิ่นบางฉบับ อาจตราก่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยถือเป็น “กฎหมายเร่งด่วน” (Quick Win) ซึ่งนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เร่งดันกฎหมายลูก เดินหน้าฉบับจำเป็นก่อน ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มิใช่อำเภอหน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่อย่างใด [7] ยกตัวอย่างเช่น ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ในเรื่องนี้อาจทำให้คนท้องถิ่นมีความเข้าใจสับสนได้ เพราะในกรณีเช่นนี้ได้มีการถกเถียงกันในเวทีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาพอสมควรแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ตราบทบัญญัติตามที่ได้ถกเถียงกันไว้ในร่างรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น และกฎหมายเร่งด่วนของท้องถิ่น ก็ไม่ได้ดำเนินการตราเป็นกฎหมายแต่อย่างใด จนถึงปัจจุบันนี้

ไม่มีสิ่งใดที่ได้มาโดยไม่ลงทุนเรียกร้อง

หลักการที่พึงสังวรอย่างหนึ่งสำหรับคนท้องถิ่นก็คือ ไม่มีสิทธิสิ่งใดที่ได้มาง่ายโดยไม่มีการร้องขอ ซึ่งการร้องขอสิทธินั้น ต้องไม่ร้องขอเกินกว่าสิทธิที่ควรจะได้ หรือที่เรียกว่า “ไม่เกินสิทธิ” หรือเป็นไปตามสิทธิตามสมควรที่ข้าราชการโดยทั่วไปพึงมีพึงได้เท่านั้น นอกจากนี้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นยังขาดจิตสำนึกในการปกป้องและดูแลสิทธิของตนเองเฉกเช่นข้าราชการพลเรือนทั่วไป เพราะข้าราชการส่วนท้องถิ่นยังมีประเด็นปัญหาอื่นอีกมากมายที่มารุมเร้าเข้ามากระทบ จนทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นโดยทั่วไปได้หลงลืมถึง “สิทธิที่พึงมีพึงได้ของตนเอง” ไปเสียเกือบทั้งหมด บัดนี้ คงถึงเวลาแล้วกระมังที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นคงต้องหันมาทำความเข้าใจและหาทางแก้ไขปัญหาในเรื่อง “สิทธิ” ของตนเอง เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คือบ้านของพวกเรานั่นเอง

ประเด็นท้องถิ่นที่ขาดหายไป

แม้หลักการที่คนท้องถิ่นอยากเห็น อยากให้มีบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปี 2559 แต่ปรากฏว่าไม่มีบทบัญญัติดังกล่าวในร่างใหม่ เพราะปัญหาสืบเนื่องจากการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 จนมีวิวัฒนาการที่ปรับปรุงแก้ไขหลักการให้ดีขึ้นมาเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 แต่เหตุไฉนฉบับใหม่ปี 2559 กลับบกพร่องขาดหายไปได้ จนเป็นที่น่าแปลกใจว่า สิ่งดีๆที่คนท้องถิ่นอยากเห็น ซึ่งเคยมีปรากฏในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 มาแล้ว ได้ขาดตกไป ที่อาจถือว่าเป็นวิวัฒนาการที่ถอยหลัง เป็นประเด็นที่น่าคิดน่าศึกษาของคนท้องถิ่น

บทบัญญัติที่ขาดหายไปได้แก่ “คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น” [8] ซึ่งราชการพลเรือนได้มีบทบัญญัตินี้เป็นกฎหมายลูกแล้ว [9] ปัจจุบันข้าราชการส่วนท้องถิ่นจึงขาดกระบวนการตามระบบคุณธรรมในการขอความเป็นธรรม นอกจากนี้หลักการเกี่ยวกับ “การรวมกลุ่มเป็นสหภาพของข้าราชการส่วนท้องถิ่น” [10] ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือนด้วย ก็ยังไม่มีกฎหมายรองรับ ประเด็นที่สำคัญที่สุดอีกประการหนึ่งที่ข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้เรียกร้องในเรื่อง “การบริหารงานบุคคลของท้องถิ่นที่ขาดดุลยภาพ” ระหว่างฝ่ายผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น กับฝ่ายข้าราชการท้องถิ่นซึ่งเป็นฝ่ายประจำ รวมไปถึงหลักการเรื่องมาตรฐานคุณธรรมและจริยธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น และ นักการเมืองท้องถิ่นก็ได้ขาดหายไป เพราะข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีบริบทที่แตกต่างจากข้าราชการพลเรือนโดยทั่วไป ที่มิอาจนำมาเปรียบให้เหมือนกันได้ เป็นต้น

คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น (กพถ.)

บทบัญญัตินี้ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ค่อนข้างละเอียดเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ การกระจายอำนาจ เรื่องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม จริยธรรมในการบริหารงานบุคคล [11] เพียงแต่ไม่ได้มีการตรากฎหมายลูกให้แล้วเสร็จตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำให้ท้องถิ่น โดยเฉพาะข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่ได้สิ่งใด เพิ่มเติมหรือไม่ได้แก้ไขปัญหาใด ๆ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา

มาบัดนี้บทบัญญัติบางอย่างได้ขาดหายไป เช่นเรื่องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น หรือ “คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น” ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของการบริหารงานบุคคลที่ข้าราชการท้องถิ่นต่อสู้มาตลอด เพื่อเป็นระบบป้องกันการทุจริต หรือการตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองในการกระทำความผิด เช่นการถูกบีบบังคับให้ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือความมิชอบด้วยประการใด ๆ ซึ่งการตราเป็นกฎหมายลูกเป็นสิ่งจำเป็น แต่การบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหมายความว่าเป็น “บทบังคับ” แม้ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 จะมีบัญญัติคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่นไว้ก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่าได้มีการตรากฎหมายลูกไว้แต่อย่างใด คราวนี้ก็เช่นกัน ชวนให้คิดว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไฉนเลย “กฎหมายลูก” จะได้บัญญัติไว้ได้อย่างไร เมื่อไม่บัญญัติไว้ ก็ยิ่งไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยที่จะต้องมีการตรากฎหมายลูก

ข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีความวิตกกังวลว่า หากยังไม่มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น ทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นไม่มีหลักประกันในเรื่อง “คุณธรรม” ในการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ ได้แก่ การบรรจุ แต่งตั้งโอนย้าย เลื่อนขั้น เลื่อนระดับ การประเมินผลงานฯ การพิจารณาความดีความชอบ การดำเนินการทางวินัย การอนุญาตลา อนุญาตไปราชการ ฯ ที่ ไม่ต่างจากทาสแรงงานของบริษัท หรืออาจยิ่งกว่า เพราะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีมากมายหลายองค์กร ย่อมมีมาตรฐานที่แตกต่างกันไป อปท. ใดมีผู้บริหารท้องถิ่นที่มีคุณธรรมดีก็ถือว่าข้าราชการท้องถิ่นโชคดีไป แต่หาก อปท.ใดมีผู้บริหารท้องถิ่นที่เป็นผู้รับเหมา นักเลือกตั้ง นักวิ่งงบประมาณ นักเลง ฯลฯ ข้าราชการท้องถิ่นอาจโชคไม่ดีในชีวิตราชการ เพราะอาจเกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ผู้บริหารท้องถิ่นมีผลประโยชน์ทับซ้อน อาจมีปัญหาต่อพนักงาน ข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ต้องร่วมมือหรือรู้เห็นเป็นใจในผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น ๆ [12] ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จะมีหลักประกันใดที่จะคอยปกป้องคุ้มครองข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นได้บ้าง ความจริงใจในการแก้ไขปัญหานี้ต้องเริ่มจาก “บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ” เช่น ร่างรัฐธรรมฉบับปี 2559 ควรมีบทบัญญัติเพิ่มเติมว่าด้วย “คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมท้องถิ่น” ซึ่งหลักการนี้ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมิชอบในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ประสบความสำเร็จได้ สิ่งนี้เป็นความปรารถนาของข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่ไม่ได้เรียกร้องให้ตนเองมีอำนาจ เพียงแต่อยากมีระบบที่สร้างความมั่นใจและปกป้องการปฏิบัติหน้าที่ราชการบ้าง

ฉะนั้น บทบัญญัติในส่วนที่ขาดหายไปในร่างรัฐธรรมนูญ จึงเป็นที่น่าวิตกห่วงใยของข้าราชการส่วนท้องถิ่น แม้จะมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้น “ขวัญกำลังใจ” ของข้าราชการส่วนท้องถิ่นที่เป็นฝ่ายประจำถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก ที่มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าขององค์กร โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ในการจัด “บริการสาธารณะ” เพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชนในทุกหย่อมหญ้า



[1] Phachern Thammasarangkoon & Ong-art saibutra, Municipality Officer ทีมวิชาการ สมาคมพนักงานเทศบาลแห่งประเทศไทย, หนังสือพิมพ์สยามรัฐรายวัน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ 2559 ปีที่ 66 ฉบับที่ 22941 หน้า 10, การเมืองท้องถิ่น & หนังสือพิมพ์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 63 ฉบับที่ 22 วันศุกร์ที่ 19– วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559, หน้า 80, เจาะประเด็นร้อน อปท.

[2] The Hel(l)met Show EP.72 : เปิดร่างรัฐธรรมนูญมีชัย ซื้อเวลา-รักษาอำนาจ, 5 กุมภาพันธ์ 2559, http://www.matichon.co.th/news/27348 & นันทเดช เมฆสวัสดิ์, รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงทำให้สัมภะเวสีแตกตื่น จะต้องผ่านประชามติแน่นอน, 10 กุมภาพันธ์ 2559, http://www.oknation.net/blog/nunrimfar/2016/02/10/entry-1

[3] สำรวจ แนวรบ ร่าง ‘รัฐธรรมนูญ’ มีชัย ผ่านฉลุย, มติชนรายวัน, 9 กุมภาพันธ์ 2559, http://www.matichon.co.th/news/30652

ตามคำยืนยันของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี” ภายหลังการรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 อดีตเป็น “ผู้อำนวยการ” สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

& ‘อานันท์’ไม่ฟันธงร่างรธน.ผ่านประชามติ, 9 กุมภาพันธ์ 2559, http://www.mozaaf.com/post/4391938 & Thitinan Pongsudhirak, “The return of constitutional blackmail”, Associate Professor at Chulalongkorn University, (รศ.ดร.ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), 5 Feb 2016, http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/852648/the-return-of-constitutional-blackmail

[4] ดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 303 (5) กฎหมายว่าด้วยการกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายรายได้ท้องถิ่น กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายเกี่ยวกับข้าราชการส่วนท้องถิ่น และกฎหมายอื่นตามหมวด 14 การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ภายในสองปีนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาตามมาตรา 176 ในการนี้ จะจัดทำเป็นประมวลกฎหมายท้องถิ่นก็ได้

ในกรณีที่ปรากฏว่ากฎหมายใดที่ตราขึ้นก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มีเนื้อหาสาระเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ให้ถือเป็นการยกเว้นที่จะไม่ต้องดำเนินการตามมาตรานี้อีก

[5] ร่างรัฐธรรมนูญปี 2558 (ฉบับไม่รับร่างเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2558)

มาตรา 207 การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนต้องใช้ระบบคุณธรรม

ให้มีคณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม ประกอบด้วย กรรมการจำนวนเจ็ดคนซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาจากบุคคลซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นกลางทางการเมือง ดังต่อไปนี้

(1) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนซึ่งได้รับเลือกจากคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จำนวนสองคน

(2) ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง และได้พ้นจากราชการแล้ว จำนวนสามคน ซึ่งได้รับเลือกโดยผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

(3) ประธานกรรมการจริยธรรมของทุกกระทรวงซึ่งเลือกกันเอง จำนวนสองคน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

ให้วุฒิสภาพิจารณาประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลตามวรรคสอง

ในกรณีที่วุฒิสภาเห็นว่าบุคคลดังกล่าวไม่สมควรดำรงตำแหน่งกรรมการตามวรรคสอง ให้ประธานวุฒิสภาส่งรายชื่อนั้นกลับไปให้ดำเนินการเลือกใหม่

ให้กรรมการตามวรรคสามประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ

ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคสองและวรรคสาม

ประธานกรรมการและกรรมการตามมาตรานี้มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปีนับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว

คณะกรรมการตามวรรคสองมีอำนาจหน้าที่พิจารณาการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการโดยเสนอชื่อบุคคลที่เห็นสมควรต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง และให้มีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

[6] ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2558 รับมอบเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2558 เพื่อลงมติในวันที่ 6 กันยายน 2558 มี 285 มาตรา (ร่างเดิม 315 มาตรา), http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/draftconstitution/more_news.php?cid=67 & http://www.parliament.go.th/ewtcommittee/ewt/draftconstitution/download/article/article_20150822125747.pdf

[7] “มีชัย” จวก สปท. “ไม่มีหน้าที่ออกกม.ลูก ก็อย่าจุ้นเดาเอาเอง”, 9 กุมภาพันธ์ 2559, http://www.matichon.co.th/news/31410

[8] ดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 288 วรรคสอง “ในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคุ้มครองคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

[9] ดู พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 24 “ใหมีคณะกรรมการพิทักษระบบคุณธรรมคณะหนึ่ง เรียกโดยยอวา “ก.พ.ค.” ประกอบดวยกรรมการจํานวนเจ็ดคนซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ แตงตั้งตามมาตรา 26

กรรมการ ก.พ.ค. ตองทํางานเต็มเวลา

ใหเลขาธิการ ก.พ. เปนเลขานุการของ ก.พ.ค.”, http://www.ocsc.go.th/ocsc/th/uploads/law/Act_law2551.pdf

[10] ดู ร่างพระราชบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการรวมกลุ่มข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. …., http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/elaw_parcy/download/article/article_20111012110400.doc & ดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 64 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

“บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร องค์การเอกชน องค์การพัฒนาเอกชน หรือหมู่คณะอื่น

ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมมีเสรีภาพในการรวมกลุ่มเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความต่อเนื่องในการจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ”

[11] ดู รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 288

“การแต่งตั้งและการให้ข้าราชการและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพ้นจากตำแหน่ง ต้องเป็นไปตามความเหมาะสมและความจำเป็นของแต่ละท้องถิ่น โดยการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีมาตรฐานสอดคล้องกัน และอาจได้รับการพัฒนาร่วมกันหรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วยกันได้ รวมทั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นองค์กรกลางบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่นก่อน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

ในการบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบคุ้มครองคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

คณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่นตามวรรคหนึ่งจะต้องประกอบด้วย ผู้แทนของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่นและผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีจำนวนเท่ากัน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การโยกย้าย การเลื่อนตำแหน่ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษข้าราชการและลูกจ้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ”

[12] ดู สัมภาษณ์พิเศษ คณะกรรมการ ป.ป.ช. “อปท.โปร่งใส หัวใจคุณธรรม” โดยประสาท พงษ์ศิวาภัย กรรมการ ป.ป.ช.

ใน “จุลสารสุจริต” เดือน กรกฎาคม - กันยายน 2558.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Local Administration



ความเห็น (0)