ความคิดจากการเฝ้ามองสถานการณ์ที่พุทธมณฑล

ผมมีเวลาเช้านี้ประมาณ ๑ ชม.ก่อนเวลา ๐๘.๐๐ น. จึงเข้ามาในโกทูโนว์ พร้อมกับเปิดเพลง โลกนี้คือละครของพ่อลุงสุเทพ วงศ์คำแหง คลอไปด้วย ระหว่างเดินทางมาทำงาน ไม่มีอะไรชวนให้คิด เมื่อวานต่างหากที่มีบางอย่างชวนให้คิด กรณี การปะทะกันระหว่างพระภิกษุสามเณรและทหารหนุ่มๆ กรณีนี้ทำเอาหัวใจของผมกระชุ่มกระชวย ผมเป็นคนที่ชอบทหาร อยากเป็นทหาร สอบอยู่สองปี เมื่อไม่ได้ก็เลยยุติความอยากลง ด้วยความคิดว่า "ไม่จำเป็นที่เราจะต้องเป็นอย่างที่เราอยากเป็น..เมื่อเป็นไม่ได้ก็ไม่ต้องเป็น...จงเป็นอย่างที่พระผู้เป็นเจ้าเปิดทางให้" จากภาพเหตุการณ์เมื่อวานที่ดูจากสื่อ ซึ่งจะต้องกลั่นกรอง เทียบเคียงจากหลายแหล่ง แต่ก็บอกตัวเองว่า หากไม่อยู่ในเหตุการณ์และเบื้องหลังเหตุการณ์ จงอย่าเชื่อ ผมรับรู้ตัวเองว่า ผมไม่พึงพอใจทหารวัยกลางคนที่ถามพระรูปหนึ่ง ว่า เขาจ้างมาเท่าไร? ส่วนเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารกับพระภิกษุสามเณรนั้น ผมมองว่าเป็นเรื่องเงื่อนไขทางสังคมของแต่ละฝ่าย แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากเหตุการณ์ดังกล่าวคือ ความเห็นของเหล่าผู้บริโภคสื่อออนไลน์ที่มีมุมมองอย่างไรต่อองค์กรสงฆ์ในขณะนี้ ซึ่งพอจะแยกออกเป็น ๓ กลุ่มคือ (๑) กลุ่มไม่เห็นด้วยกับพระภิกษุสามเณร กลุ่มนี้จะให้ความเห็นเชิงลบ ด่าด้วยคำหยาบคายกับการออกมาที่พุทธมณฑลของพระภิกษุสามเณร และการเชื่อมโยงกับความเชื่อของตนด้วยความมั่นใจในความรู้ที่ได้จากแหล่งต่างๆ ซึ่งน่าจะไม่ต่างจากคนทั่วไปที่สนใจความเป็นไปของสังคมผ่านสื่อ (๒) กลุ่มที่เห็นด้วยกับพระภิกษุสามเณร การให้เหตุผลของกลุ่มนี้ ไม่ได้รู้สึกว่าการกระทำของพระภิกษุสามเณรตามสื่อนั้นผิดพระวินัยหรือไม่? ใช่กิจของสงฆ์หรือไม่? เหมือนอย่างที่กลุ่มแรกตั้งคำถามและด่าทอ (๓) กลุ่มที่ดูแล้ววางใจประมาณกลางๆ พยายามปรามกลุ่มแรกไม่ให้ใช้ความรู้สึกรุนแรง และปรามกลุ่มที่สองไม่ให้หลงไหลเกินไป ขณะเดียวกัน พยายามศึกษาที่มาเช่น พระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาทำอะไรกันที่พุทธมณฑล ทำไมน้องๆทหารจึงมาตั้งเครื่องกีดขวางที่พุทธมณฑล เกิดอะไรขึ้นกับประวัติศาสตร์ไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกกลุ่มเป็นเหมือนกันคือ บริโภคสื่อ ขณะที่สื่อก็เสนอไปตามลักษณะทางจิตวิทยาสื่อ ส่งผลเป็นความรุนแรงทางความรู้สึกของผู้บริโภคสื่อ ซึ่งไม่ใช่รุ่มร้อนเฉพาะเหตุการณ์ในพุทธมณฑล สำหรับผมผู้เขียน ก็บริโภคสื่อเช่นกัน เป็นเหยื่อของสื่อเช่นกัน

จากกรณีดังกล่าว เพื่อนถามผมว่า มันเกิดจากสาเหตุอะไร? มีอะไรที่พุทธมณฑลหรือ? ผมซึ่งไม่รู้เรื่องนี้ หากชาวพุทธจะด่าว่าผมโง่ดักดาน ผมก็ยอมรับว่าโง่เรื่องนี้จริงๆ เพราะไม่ได้ติดตามข่าว จากการติดตามสื่อเมื่อวานพบว่า มีการจัดสัมมนาที่พุทธมณฑล เรื่อง สกัดแผนล้มล้างการปกครองคณะสงฆ์ไทยและปฏิบัติธรรม น่าเสียดายเกิดการปะทะกันเสียก่อน อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าว ผมมีความคิดในหลายเรื่อง

(๑) ต้องขอแสดงความนับถือพระเมธีธรรมาจารย์ ที่หาญกล้าออกมาแสดงจุดยืนของตน ในความเชื่อที่ตนเชื่อว่าใช่

(๒) การหลั่งไหลมาของพระภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา ล้วนแต่เป็นบุคคลที่ใกล้ชิดองค์กรสงฆ์

(๓) พระหนุ่มเณรน้อย เป็นบุคคลธรรมดา การมองพระหนุ่มเณรน้อยของชาวไทยที่ปฏิเสธองค์กรสงฆ์ มักมองว่า การออกมาของพระหนุ่มเณรน้อยเหล่านี้ไม่ใช่กิจของสงฆ์ พระหนุ่มเณรน้อยควรสละโลก ขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยจะมองว่า เป็นกิจของสงฆ์ เพราะเป็นการพยายามปกป้องตนเองและสิ่งที่ตนเองเชื่อ

(๔) การเชื่อมโยงระหว่างการเดินทางมาพุทธมณฑลกับเรื่องลับซ่อนเงื่อนในการบริหารบ้านเมืองและการจัดการองค์กรสงฆ์

(๕) ความเห็นเกี่ยวกับการกระตุ้นเตือนผู้ใกล้ชิดองค์กรสงฆ์ซึ่งผูกโยงกับพุทธศาสนาในประเทศไทย ที่ถูกริดรอนจากสถานการณ์ทางศาสนาในสังคมไทย

ฯลฯ

สิ้นสุดเวลาการเขียนบันทึกลงด้วยเวลา ๐๘.๐๐ น.

คำคมท้ายบันทึกที่ยังไม่จบวันนี้ "อ่านตำราคนละเล่ม ยังมีความเห็นต่างกัน ประสาอะไรกับตำราต่างเล่ม"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน โอโห...มโนสาเร่



ความเห็น (0)