อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ ภาคที่ 2
Internet of Things Part II
พันเอก มารวย ส่งทานินทร์
1 กุมภาพันธ์ 2559
บทความเรื่อง อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ ภาคที่ 2 (Internet of Things Part II) สรุปมาจาก The Internet of Things: Mapping the Value Beyond the Hype จัดพิมพ์โดยMcKinsey & Company, June 2015
ผู้ที่สนใจเอกสารนี้ในรูปแบบ PowerPoint (PDF file) สามารถ Download ได้ที่ http://www.slideshare.net/maruay/internet-of-things-part-ii
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
- อินเตอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ เป็นกระแสนิยม ที่จะช่วยสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้มากขึ้น ถ้ามองให้ออก
- อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ มีศักยภาพพื้นฐาน ในการเปลี่ยนวิธีที่เราโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมของเรา
- ความสามารถในการตรวจสอบและจัดการวัตถุทางกายภาพโดยอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้มีการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ พัฒนากระบวนการเพื่อประหยัดเวลาสำหรับผู้คนและธุรกิจ และใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
คำนิยาม
- อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ (Internet of Things) คือเซ็นเซอร์และตัวกระตุ้น ที่มีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์
- ระบบเหล่านี้สามารถตรวจสอบ หรือจัดการการกระทำของวัตถุที่มีการเชื่อมต่อ
- เครื่องเซ็นเซอร์ที่เชื่อมต่อ ยังสามารถใช้ตรวจสอบ ธรรมชาติ ผู้คน และสัตว์
ตัวอย่างที่น่าสนใจ
- การทำงานร่วมกัน (Interoperability): การบูรณาระบบอินเตอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ ช่วยเพิ่มคุณค่าได้ร้อยละ 40
- สุขภาพของมนุษย์ (Human health): ลดค่าใช้จ่ายของการรักษาโรคเรื้อรังได้ร้อยละ 50
- การบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ (Predictive maintenance): การใช้ข้อมูลในเวลาจริง ในการคาดการณ์และป้องกันการเสียหาย ลดการหยุดทำงานได้ร้อยละ 50
บทนำ
- โดยการผสมอาณาจักรทางกายภาพและดิจิตอลของ อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ (Internet of Things: IoT) ทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ขยายตัวขึ้นอย่างมากมาย
- มีความเป็นไปได้อย่างมาก ในการตรวจสอบและควบคุมสิ่งทางกายภาพโดยอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรม และความกระตือรือร้น
- กระแสของ IoT ทำให้บริษัทต่าง ๆ นำมาจัดการสินทรัพย์ทางกายภาพ วิธีที่ผู้บริโภคให้ความสนใจกับสุขภาพและการออกกำลังกาย และวิธีการทำงานของเมืองต่าง ๆ
- นอกจากนี้ ยังเป็นแรงบันดาลใจ และเป็นวิสัยทัศน์ของอนาคตอีกด้วย
- 1.การทำงานร่วมกัน ระหว่างระบบIoT สร้างคุณค่าได้ ร้อยละ 40
- 2. ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เก็บรวบรวมจากIoT ในวันนี้ ไม่ได้นำมาใช้ทั้งหมด และไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
- 3. คุณค่าIoT ของประเทศกำลังพัฒนา มีปริมาณเทียบได้กับประเทศเศรษฐกิจขั้นสูง
- 4. การใช้งานIoT ของB2B (business-to-business) มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ มากกว่าการใช้งานของผู้บริโภค
- 5. ผู้ใช้เทคโนโลยีของIoT เป็นผู้ได้รับคุณค่ามากที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป
- 6. อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ จะเปลี่ยนฐานของการแข่งขัน และผลักดันธุรกิจรูปแบบใหม่ สำหรับบริษัทผู้ใช้และบริษัทผู้ส่งมอบ
สรุปการค้นพบจากการวิจัย
ข้อที่ 1. การทำงานร่วมกัน เป็นแหล่งสำคัญที่สร้างคุณค่าในระบบ IoT
- IoT สองระบบหรือมากกว่า จะต้องมี การทำงานร่วมกัน (interoperability) จึงสามารถสร้างคุณค่าโดยรวม ได้ที่ประมาณร้อยละ 40
- ประโยชน์มากที่สุดของการทำงานร่วมกัน เกิดใน หน่วยปฏิบัติงาน (worksites setting) ที่มีการทำงานร่วมกัน ร้อยละ 60
- ศักยภาพขนาดใหญ่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อน และการเชื่อมต่อของอุปกรณ์
ข้อที่ 2. ข้อมูลส่วนใหญ่ที่เก็บรวบรวมโดย IoT ไม่ได้ใช้ และข้อมูลที่ใช้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่
- แท่นเจาะน้ำมันแห่งหนึ่งที่เราศึกษา พบว่าน้อยกว่าร้อยละ 1 ของข้อมูลที่รวบรวมได้ถูกนำมาใช้ เพราะส่วนใหญ่ของข้อมูล ไม่เคยถูกโอนมาจากแท่นขุดเจาะ
- IoT ควรจะเป็นแหล่งสำคัญของ ข้อมูลขนาดใหญ่ (big data) ที่สามารถใช้วิเคราะห์ในการสร้างคุณค่า และเป็นข้อมูลที่เปิดเผย ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้มากกว่าหนึ่งกิจการ
- ข้อมูลของIoT โดยมากมักจะใช้สำหรับการตรวจสอบความผิดปกติ หรือใช้ในการควบคุมในเวลาจริง มากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพหรือการคาดการณ์ ที่เป็นการเพิ่มคุณค่าของข้อมูลขนาดใหญ่
ข้อที่ 3. คุณค่าจะถูกสร้างขึ้นมากในประเทศที่มีเศรษฐกิจขั้นสูง แต่ก็มีโอกาสอย่างมากในประเทศที่กำลังพัฒนา
- ในปี ค.ศ. 2025 เราคาดว่าร้อยละ 38 ของผลกระทบทางเศรษฐกิจประจำปี ที่เกิดจากศักยภาพของการใช้งานIoT จะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา และร้อยละ 62 จะอยู่ในประเทศเศรษฐกิจขั้นสูง
- แม้เราได้คาดการณ์ว่า การใช้งานIoT จะถูกนำไปใช้ในประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นก็ตาม
- คุณค่าที่มีศักยภาพสูงในประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้ามีสูง เพราะการใช้งานที่สูง เนื่องจากปัจจัย คือ อัตราค่าจ้างและค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น
ข้อที่ 4. การใช้งาน IoT ของ B2B มีศักยภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าการใช้งาน B2C
- กว่าสองในสามของคุณค่าที่สร้างขึ้นของการใช้งาน IoT จะอยู่ในสถานการณ์ ธุรกิจกับธุรกิจ (B2B: business-to-business)
- ทั่วทั้งโลก ปริมาณรวมของการทำธุรกรรมB2B จะสูงกว่าปริมาณของ ธุรกิจกับลูกค้า (B2C: business-to-customer)
- เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานโดยทั่วไป เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมหลายB2B เช่น วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตชิ้นส่วน ถูกสร้างขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และในที่สุดถูกซื้อโดยผู้บริโภคหรือธุรกิจอื่น
ข้อที่ 5. ผู้ใช้เทคโนโลยีของ IoT เป็นผู้ได้รับคุณค่ามากที่สุดเมื่อเวลาผ่านไป
- อินเทอร์เน็ตมีการพัฒนา ที่มอบคุณค่าต่อเนื่องกับผู้ใช้งาน เช่น ผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีกว่า และได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น
- อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นไปตามรูปแบบเดียวกัน
- เราคาดว่าบริษัทที่ใช้ระบบIoT ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน (เช่นเดียวกับผู้บริโภค) จะได้รับคุณค่าร้อยละ 90 ของคุณค่าที่เกิดขึ้น จากการใช้งาน IoT ในปี ค.ศ. 2025
ข้อที่ 6. IoT จะเปลี่ยนฐานของการแข่งขัน และผลักดันรูปแบบธุรกิจใหม่ สำหรับบริษัทผู้ใช้และผู้ส่งมอบ
- อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ ให้โอกาสมากมายสำหรับผู้ผลิตอุปกรณ์ ด้วยความสามารถในการตรวจสอบขณะที่มีการใช้งานโดยลูกค้า ผู้ผลิตอุปกรณ์อุตสาหกรรม สามารถเปลี่ยนจากการขายสินค้า เป็นการให้บริการด้วยผลิตภัณฑ์แทน
- หรือร้านค้าปลีก อาจจะสร้างรายได้ใหม่จากการขายโฆษณา บนพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลสินค้าที่อยู่ภายในร้าน
การใช้งาน IoT ในการสร้างคุณค่าที่แตกต่างกัน
- มูลค่ารวมที่อาจเกิดขึ้น เราคาดการณ์สำหรับการใช้งาน ในเก้าประเภทเป็น $3.9 ล้านล้าน ถึง $11.1 ล้านล้าน ต่อปี ($3.9 trillion to $11.1 trillion per year)
- 1. มนุษย์ (Human)
- 2. บ้านเรือน (Home)
- 3. สภาพแวดล้อมการค้าปลีก (Retail environments)
- 4. สำนักงาน (Offices)
- 5. โรงงาน (Factories)
- 6. พื้นที่ปฏิบัติงาน (Worksites)
- 7. ยานพาหนะ (Vehicles)
- 8. เมือง (Cities)
- 9. นอกเหนือจากที่กล่าวมา (Outside)
การใช้งาน IoT ในการสร้างคุณค่า
1. การใช้งานกับมนุษย์:
- ประเภทแรกคือ ด้านสุขภาพและการออกกำลังกาย การใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อในการตรวจสอบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่พวกเขามีชีวิตอยู่ เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาในโรงพยาบาล (และภาวะแทรกซ้อน) และใช้ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้หลายร้อยล้านคน
- โปรแกรมที่สอง ในการทำงาน เช่น แว่นตาที่สามารถแสดงข้อมูลแนวทางในการปฏิบัติงาน ที่เทคโนโลยีIoT ช่วยคนงานในภาคสนาม มีการติดต่อสื่อสารได้ต่อเนื่อง และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การยอมรับของการใช้ IoT ในด้านสุขภาพและออกกำลังกาย
- จากการใช้งานในปัจจุบันและแนวโน้มอัตราการเติบโต เราคาดว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจของIoT ในสุขภาพของมนุษย์อาจจะเป็น $170 พันล้าน ถึงเกือบ $1.6 ล้านล้าน ทั่วโลกในปี ค.ศ. 2025
- แหล่งใหญ่ที่สุดของคุณค่า อยู่ที่การใช้อุปกรณ์IoT ตรวจสอบและรักษาโรค ($170 พันล้าน ถึง $1.1 ล้านล้าน ต่อปี) จากการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการขยายช่วงชีวิตที่มีสุขภาพที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง และการลดค่าใช้จ่ายของการรักษา
- แหล่งที่ใหญ่เป็นอันดับสองของคุณค่าสำหรับมนุษย์ เกี่ยวกับการออกกำลังกายหรืออุปกรณ์สวมใส่ (wearables) อื่น ๆ ในการติดตามและปรับเปลี่ยน อาหาร และการออกกำลังกาย
การประยุกต์ใช้งานด้านสุขภาพของมนุษย์
- อุปกรณ์ที่ใช้ในการดูแลสุขภาพของมนุษย์ แบ่งออกเป็นสามประเภท:
- 1. wearables: อุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาให้สวมใส่ หรือติดตัวไปด้วย
- 2. Implantables, injectables และ ingestibles: อุปกรณ์อัจฉริยะที่มีการฝัง ฉีด หรือกลืนกิน เข้าไปในร่างกาย
- 3. Non-wearable measurement devices อุปกรณ์การวัดแบบไม่สวมใส่ ที่รวบรวมและส่งข้อมูลสุขภาพจากร่างกายมนุษย์เป็นระยะ ๆ แต่ไม่ยึดติดตัวอย่างต่อเนื่อง เช่นpulse oximeters (การเต้นของชีพจร) ที่ใช้งานผ่าน Bluetooth หรือเครื่องชั่งน้ำหนักใช้งานผ่านWiFi
การลดค่าใช้จ่ายของการรักษาโรคเรื้อรัง
- โดยรวมแล้ว เราประเมินว่าการใช้งานIoT สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้ 10 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์
- การตรวจสอบระยะไกล ลดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นได้เกินกว่าร้อยละ 50 ในการรักษาประชากรที่เป็นโรคเฉียบพลัน
- ถ้าเทคโนโลยีด้านสุขภาพระยะไกล สามารถที่จะบรรลุเต็มศักยภาพ การรักษาผู้ป่วยโดยการใช้IoT สามารถลดค่าใช้จ่ายของการรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังได้กว่าร้อยละ 50
2. การใช้งานกับบ้านเรือน
- มีอุปกรณ์IoT ที่หลากหลายเกิดขึ้นใหม่ สำหรับการใช้งานในบ้าน เช่น การตั้งอุณหภูมิ เครื่องใช้ในเรือนแบบอัจฉริยะ และเครื่องดูดฝุ่นทำงานได้ด้วยตัวเอง
- มีการคาดหวังว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ ในบ้านอัตโนมัติ สามารถประหยัดได้ประมาณ 100 ชั่วโมงของการใช้แรงงานต่อปี สำหรับการใช้แรงงานในครัวเรือนทั่วไป
3. การใช้งานกับสภาพแวดล้อมของการค้าปลีก
- IoT ใช้ได้กับห้างสรรพสินค้า ร้านขายของชำ โชว์รูมแสดงสินค้า (ไม่ได้มีไว้สำหรับขาย) นอกจากนี้ ยังใช้ได้กับสถานที่ทางกายภาพ เช่น สาขาธนาคาร โรงละคร และสนามกีฬา
- เทคโนโลยีIoT ยังสามารถให้ข้อมูลที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการวางรูปแบบของสินค้า การชำระเงินอัตโนมัติ การบริหารลูกค้าสัมพันธ์แบบอัจฉริยะ โปรโมชั่นส่วนบุคคลในห้าง และปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลัง
4. การใช้งานกับสำนักงาน
- ประโยชน์สำคัญของIoT ที่ใช้ในสำนักงาน คือการรักษาความปลอดภัย และการจัดการพลังงาน
- โดยการใช้กล้องรักษาความปลอดภัยแบบดิจิตอล ที่มีความสามารถการประมวลผลภาพขั้นสูง สามารถตรวจสอบกิจกรรมตลอดทั้งอาคาร โดยไม่ต้องมียามลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง
- เราประเมินว่าการบริหารจัดการพลังงานของIoT ที่ใช้ในสำนักงาน สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 20
5. การใช้งานกับโรงงาน
- นี้เป็นหนึ่งในแหล่งใหญ่ที่สุดในการสร้างคุณค่า จากการใช้งานของ อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ
- อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ สร้างคุณค่าในโรงงาน จากการปรับปรุงการผลิต เช่น การประหยัดพลังงานร้อยละ 10 - 20 และการปรับปรุงประสิทธิภาพแรงงานร้อยละ 10-25
- การปรับปรุงในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ เพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลัง และสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ยังเป็นแหล่งที่มาของการสร้างคุณค่าในโรงงาน
อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ และยุคอุตสาหกรรม 4.0
- อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในระยะต่อไปของระบบอัตโนมัติในโรงงาน ที่ได้รับการเรียกว่า อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบเต็มรูปแบบของกระบวนการผลิต ที่ผสมผสานโลกดิจิตอลและทางกายภาพเข้าด้วยกันภายในโรงงาน
- อุตสาหกรรม 4.0 มีความสามารถในการตรวจสอบและควบคุมเครื่องมือทั้งหมดในการผลิต และใช้ข้อมูลที่รวบรวมได้เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพ
การบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ และการเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าคงคลัง (predictive maintenance and inventory optimization)
- การบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ เกี่ยวกับการใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจสอบเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียหาย และมีการบำรุงรักษาเมื่อต้องทำ มากกว่ามีการกำหนดการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตร
- IoT ปรับปรุงการจัดการสินค้าคงคลังโดยอัตโนมัติ โดยการสต็อกชิ้นส่วนขึ้นที่อยู่กับน้ำหนักหรือความสูง ของข้อมูลที่บันทึกไว้โดยเซ็นเซอร์
การบำรุงรักษาแบบคาดการณ์
- IoT เปลี่ยนรูปแบบการบำรุงรักษา จาก การซ่อมแซมและแทนที่ (repair and replace) เป็น การคาดการณ์และป้องกัน (predict and prevent) ซึ่งเราประเมินว่า การบำรุงรักษาแบบคาดการณ์ จะลดค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษาอุปกรณ์ในโรงงานได้ร้อยละ 10 ถึง 40
- นอกจากนี้ การบำรุงรักษาที่ดีกว่าของการคาดการณ์โดยใช้IoT สามารถลดการหยุดทำงานได้ถึงร้อยละ 50 และลดการลงทุนอุปกรณ์ร้อยละ 3 ถึง 5 โดยการยืดอายุการใช้งานของเครื่องจักร
รูปแบบของโรงงาน
- สำหรับการนำIoT มาใช้ในโรงงาน เครื่องจักรบางส่วนจะต้องมีการอัพเกรดหรือเปลี่ยน เพื่อรองรับเซ็นเซอร์และตัวกระตุ้น
- นอกจากนี้ ยังจะต้องมีการปรับปรุงในการเชื่อมต่อ และการทำงานร่วมกันในโรงงานเป็นจำนวนมาก
- ต้องมีการปรับปรุงการวิเคราะห์ข้อมูล และมีค่าใช้จ่ายของเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานเช่น เซ็นเซอร์ ระบบไมโครเทคโนโลยี การจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์ และการคำนวณ
- สุดท้าย สำหรับการใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากIoT ในโรงงาน จะต้องตระหนักถึงการรักษาความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข
6. การใช้งานกับหน่วยปฏิบัติงาน
- หน่วยปฏิบัติงาน คือสภาพแวดล้อมที่ใช้ในการผลิต เช่นการทำเหมืองแร่ โรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซ และสถานที่ก่อสร้างต่าง ๆ
- การใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจสอบสภาพของเครื่องจักรในการใช้งาน บริษัทสามารถเปลี่ยนเป็นรูปแบบการบำรุงรักษาสภาพ โดยการบำรุงรักษาอุปกรณ์เมื่อมีความจำเป็นที่เกิดขึ้นจริง ผ่านการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ แทนที่จะอาศัยในตารางการบำรุงรักษาตามปกติ หรือซ่อมแซมอุปกรณ์เฉพาะเมื่อมีการเสียหาย
7. การใช้งานกับยานพาหนะ
- ในยานพาหนะ เราประเมินศักยภาพของIoT คือ การตรวจสอบและปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของ เครื่องบิน รถไฟ และยานพาหนะอื่น ๆ ในขณะที่ใช้งาน
- การติดตามข้อมูลประสิทธิภาพการทำงาน ยังช่วยให้ผู้ผลิตรถยนต์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ที่น่าเชื่อถือมากขึ้น และค้นพบวิธีการอื่น ๆ เพื่อให้บริการลูกค้า
- IoT มีการติดตามอย่างมีนัยสำคัญ สามารถลดการโจรกรรมรถยนต์ และทำให้เบี้ยประกันถูกลง
8. การใช้งานกับเมือง
- เมืองเป็นสถานที่ของการจัดการที่ดีของนวัตกรรม และการทดลองด้วยเทคโนโลยีIoT ที่เรียกว่า เมืองอัจฉริยะ (smart city)
- เมืองจะได้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ สี่ประการคือ การขนส่ง ความปลอดภัยและสุขภาพของประชาชน การจัดการทรัพยากร และการให้บริการ
- การขนส่ง เป็นโปรแกรมที่ใหญ่ที่สุด ที่ใช้ระบบIoT ในการจัดการการจราจร และยานพาหนะแบบอัตโนมัติ (รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงด้วยการขับรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังสามารถจอดรถได้ด้วยตัวเอง)
9. การใช้งานกับสิ่งนอกเหนือจากที่กล่าวมา
- การใช้งานของเทคโนโลยีIoT นอกจากที่กล่าว คือการใช้นอกสถานที่ของสภาพแวดล้อมในเมือง
- ยกตัวอย่างเช่น การใช้IoT ในการปรับปรุงการกำหนดเส้นทางของเรือ เครื่องบิน และยานพาหนะอื่น ๆ ระหว่างเมือง โดยใช้ระบบการนำทางขั้นสูง ที่ได้รับแจ้งจากเซ็นเซอร์ต่างๆ
- นอกจากนี้ ยังรวมถึงการใช้อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ ในการติดตามภาชนะใช้บรรจุ และแพคเกจในการขนส่ง
ผลกระทบต่างๆ
- ผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญสำหรับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ได้แก่ ผู้บริโภค บริษัทที่ใช้IoT ผู้ส่งมอบเทคโนโลยี ผู้วางนโยบาย และบุคลากร
ผลกระทบต่อผู้บริโภค
- เทคโนโลยีIoT มีศักยภาพที่จะลดค่าใช้จ่ายของสินค้าและบริการ อย่างที่ได้เห็นจากการวิเคราะห์
- หนึ่งในแหล่งที่สำคัญที่สุดของคุณค่าคือ ความสะดวกสบาย และการประหยัดเวลามากขึ้นของผู้บริโภค
- อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งเกิดจากโปรแกรมIoT ที่แพร่กระจายนั้น ผู้บริโภคจะต้องรู้ทันเกี่ยวกับข้อมูลของพวกเขาที่มีการรวบรวม และวิธีการใช้ข้อมูลเหล่านั้น
ผลกระทบต่อบริษัทที่ใช้ IoT
- บริษัทต่าง ๆ จะต้องตัดสินใจว่า เมื่อใดและอย่างไร ที่จะลงทุนในอินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ และจะต้องมีการพัฒนาความรู้ให้เพียงพอที่จะลงทุนได้อย่างฉลาด
- เมื่อผู้ใช้ในองค์กรมีความรู้ในการระบุคุณสมบัติ ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน เพื่อใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ได้เต็มศักยภาพ
- ผู้ใช้รายแรก ๆ มีโอกาสที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (ผ่านต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่า โอกาสที่จะได้ลูกค้าใหม่ และการใช้ประโยชน์สินทรัพย์มากขึ้น) แต่ผู้ใช้รายหลัง ๆ อาจจะได้รับผลประโยชน์เหล่านั้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า
ผลกระทบต่อผู้ส่งมอบเทคโนโลยี
- เช่นเดียวกับตลาดเทคโนโลยีอื่น ๆ ตลาดของIoT จะมีผู้เล่นและกลยุทธ์ที่มีความหลากหลาย ผู้ส่งมอบบางรายจะแข่งขันโดยมีเทคโนโลยีที่โดดเด่น ในขณะที่คนอื่น ๆ มีข้อมูลที่โดดเด่น ทำให้มีโอกาสที่จะสร้างรูปแบบธุรกิจใหม่ เช่น การถือว่าอุปกรณ์ที่ใช้งานIoT เป็นการบริการ
- ผู้ส่งมอบเทคโนโลยีจะต้องทำงานร่วมกันในเรื่อง มาตรฐาน โปรโตคอล และแพลตฟอร์ม ที่มีความสำคัญสำหรับการเพิ่มผลประโยชน์ของIoT
ผลกระทบต่อผู้กำหนดนโยบาย
- สำหรับการใช้งานIoT ให้ไปถึงศักยภาพ มีปัญหาสามประเด็น คือ ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการใช้งาน การรักษาความปลอดภัย และการทำงานร่วมกัน ที่ต้องได้รับการแก้ไข
- ในแต่ละประเด็นเหล่านี้ รัฐบาลมีบทบาทในการพัฒนามาตรฐานที่จะช่วยให้การทำงานร่วมกันของอุปกรณ์และระบบIoT ซึ่งรัฐบาลจะเป็นทั้งผู้คุมกฎ เป็นผู้คุ้มครองผู้มีส่วนได้เสีย และเป็นผู้ซื้อระบบ
ผลกระทบต่อบุคลากร
- ความต้องการอาจตก สำหรับบุคลากรในการให้บริการบางอย่าง เช่น การเตรียมอาหาร บริการทำความสะอาดบ้านและสำนักงาน การรักษาความปลอดภัย และการชำระเงินของร้านค้าปลีก
- บุคลากรที่ทำหน้าที่ติดตั้งและบำรุงรักษาองค์ประกอบทางกายภาพของระบบIoT เช่นเซ็นเซอร์ กล้อง ดาวเทียม และอื่น ๆ จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น
- บุคลากรอื่น ๆ จะเป็นที่ต้องการคือ การออกแบบ การพัฒนา การขาย และการสนับสนุนระบบIoT
สรุป
- แม้ในขั้นต้นนี้ อินเทอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ ก็เริ่มส่งผลกระทบ เช่น เปลี่ยนแปลงวิธีการทำและกระจายสินค้า แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ และวิธีการที่แพทย์และผู้ป่วยจัดการสุขภาพเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี
- การจะดักจับศักยภาพได้ ต้องมีนวัตกรรมในเทคโนโลยีของอินเตอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ รูปแบบธุรกิจใหม่ การลงทุนในความสามารถใหม่ ๆ และการลงทุนในคนเก่ง
- การมีนโยบาย ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน ความมั่นใจในการรักษาความปลอดภัย การปกป้องความเป็นส่วนตัว และสิทธิในทรัพย์สิน จึงจะทำให้อินเตอร์เน็ตของสิ่งต่าง ๆ สามารถใช้งานได้เต็มศักยภาพ
**********************************