ปกติเมื่อต้องเริ่มเวทีกระบวนการใดๆ ผมจะต้อง BAR ก่อนเสมอ หากแต่ครั้งนี้ไม่เป็นเช่นนั้น –
ในเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ว่าด้วยเรื่อง “5 คณะต้นแบบการทำงานวิชาการรับใช้สังคม” เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2559 ณ เรือนแก้วรีสอร์ท ภายใต้เงื่อนไขเวลาอันจำกัด ผมตัดสินใจแจก “บัตรคำ” ไปยังอาจารย์ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ พร้อมๆ กับประเด็นคำถามประมาณว่า “อะไร คือ มรรคผลของการทำงานวิชาการรับใช้สังคม”
ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมหาสารคามขับเคลื่อนงานวิชาการรับใช้สังคมผ่านมิติที่หลากหลาย และที่โดดเด่นอยู่ในปัจจุบันคืองานบริการวิชาการในชื่อ โครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน และโครงการวิจัยเพื่อชุมชน รวมถึงงานวิจัย มมส เพื่อชุมชน ซึ่งขับเคลื่อนร่วมกับ สกว.ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่นอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2555
การขับเคลื่อนงานวิชาการรับใช้สังคมทั้งสองส่วน (บริการวิชาการและวิจัย) มีจุดเด่นคือการมุ่งบูรณาการภารกิจ 4 ด้านเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า 4 In 1 (บริการวิชาการ > การสอน > ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม > วิจัย) หรือ (วิจัย > การสอน > การบริการวิชาการ > ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม)
แนวคิดการบูรณาการภารกิจเช่นนี้ ถือเป็นการปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อบ่มเพาะกระบวนทัศน์เกี่ยวกับการศึกษาเพื่อการรับใช้สังคมอย่างไม่ต้องกังขา โดยมีจุดแข็งคือนิสิต (ผู้เรียน) เป็นศูนย์กลาง และใช้ชุมชนเป็นห้องเรียน โดยขับเคลื่อนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนตามปรัชญา “เรียนรู้คู่บริการ”
ในเวทีดังกล่าวนั้น ผมมีเจตนาที่จะชวนให้ผู้บริหาร อาจารย์จากคณะต้นแบบ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ทบทวน หรือสรุปผลการดำเนินภายในส่วนงานของตนเองอีกครั้ง ซึ่งนี่คือส่วนหนึ่งที่แต่ละท่านได้สะท้อนไว้ เช่น
การเรียนการสอน
- นิสิตได้เรียนรู้ความเป็นชุมชนในมิติต่างๆ
- นิสิตได้เรียนรู้การทำงานจริงกับชุมชน และการทำงานร่วมกับเพื่อนอย่างเป็นทีม
- นิสิตได้นำความรู้ไปบริการสังคม เช่น ผลิตสื่อเรื่องราวในท้องถิ่นสู่การเผยแพร่สาธารณะ
- เป็นกระบวนการบ่มเพาะความเป็นอัตลักษณ์นิสิต และเอกลักษณ์ประจำคณะ
วิจัย
- นำประเด็นการบริการวิชาการจากชุมชนมาสู่การเป็นงานวิจัย
- นำองค์ความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนไปสู่การเผยแพร่ต่างประเทศ
- ผลิตสื่อเผยแพร่เรื่องราวของชุมชนผ่าน Thai PBS จำนวน 10 ตอน
- ชุมชนตื่นตัวและเห็นคุณค่าของการพัฒนาตัวเองมากขึ้น
- นิสิตได้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิจัย
- เป็นกระบวนการบ่มเพาะความเป็นอัตลักษณ์นิสิต และเอกลักษณ์ประจำคณะ
ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
- เป็นกระบวนการบ่มเพาะความเป็นอัตลักษณ์นิสิต และเอกลักษณ์ประจำคณะ
- เป็นกระบวนการบ่มเพาะความเป็นอัตลักษณ์นิสิต และเอกลักษณ์ประจำคณะ
- ชุมชนตื่นตัวและเห็นคุณค่าของการพัฒนาตัวเองมากขึ้น
การบริการวิชาการ
- นิสิตได้นำความรู้ไปบริการสังคม ทั้งในสถานะ วิทยากร และผู้ช่วยวิทยากร
- นิสิตได้เรียนรู้หลักคิดของการเป็นปัญญาปฏิบัติผ่านการลงมือทำจริง
- นิสิตมีกระบวนทัศน์และมีทักษะในการเชื่อมโยงวิชาชีพกับการรับใช้สังคมได้
- เป็นกระบวนการบ่มเพาะความเป็นอัตลักษณ์นิสิต และเอกลักษณ์ประจำคณะ
ด้วยเหตุนี้เวทีดังกล่าว หรือกระบวนการอันเรียบง่ายดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นเสมือนเวทีของการจัดการความรู้ร่วมกัน หรือสรุปบทเรียนแบบง่ายๆ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การสรุปบทเรียน/ถอดบทเรียนร่วมกันอีกครั้ง ผ่านวิธีการหรือเครื่องมือของการเล่าเรื่อง การสัมภาษณ์ เป็นหลัก
ประเด็นต่างๆ ข้างต้น ไม่ใช่สกัดออกมาจาก “บัตรคำ” เท่านั้น ทว่ายังมาจากกระบวนการ “โยนไมค์” ที่ผมเพิ่มเข้ามา โดยเริ่มจากให้แต่ละท่านแนะนำตัว เพื่อบ่งบอกชื่อเรียงเรียงนาม-สถานะที่เกี่ยวกับการงานในเวทีนี้ และเชื้อเชิญให้แต่ละท่านได้บอกเล่าถึงมรรคผลเพิ่มเติม ซึ่งอาจจะเป็นประเด็นเดิมในบัตรคำ ขยายความจากบัตรคำ หรือประเด็นใหม่ที่ไม่ปรากฏในบัตรคำ ---
- จะเห็นว่าสิ่งที่สะท้อนออกมานั้น เห็นภาพตัวละคร (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ครบทุกส่วน ทั้งผู้สอน ผู้เรียน และผู้รับที่หมายถึงชุมชนอย่างแจ่มชัด และมีนัยสำคัญว่าขณะเดียวกันชุมชนเองก็มีสถานะของการเป็นผู้ให้ความรู้แก่นิสิตและอาจารย์ด้วยเช่นกัน
- เห็นหลักคิดของการมีส่วนร่วม (เรียนรู้คู่บริการ) ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน หรือชุมชนกับมหาวิทยาลัยอย่างน่าชื่นใจ
- นอกจากนั้นเรายังเห็นหลักคิดของการเพียรพยายามนำองค์ความรู้จากชั้นเรียนไปสู่การบริการสังคมนอกชั้นเรียนโดยมีชุมชนเป็นห้องเรียน ผสมผสานการเรียนรู้และพัฒนาชุมชนบนบริบทของชุมชน เชื่อมร้อยการเรียนรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น และหวนกลับสู่ห้องเรียนในมหาวิทยาลัยอีกครั้งในรูปของการเรียนและการวิจัย
ครับ, นี่อาจเป็นเพียงเสียงสะท้อนเล็กๆ จากมุมการทำงานของคณะต้นแบบ (คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ คณะการบัญชีและการจัดการ คณะเทคโนโลยี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์) ที่ซึ่งมุ่งนำความรู้เฉพาะทางของแต่ละหลักสูตรไปสู่การรับใช้สังคมร่วมกันระหว่างผู้สอน (อาจารย์) ผู้เรียน (นิสิต) รวมถึงการแสดงความเคารพต่อชุมชนอันหมายถึงการขอรับความรู้จากชุมชน และร่วมยกระดับความรู้โดยบูรณาการความรู้จากมหาวิทยาลัยและชุมชนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อมหาวิทยาลัยและชุมชน ---


เป็นกำลังใจให้คนทำงานจ้ะ
ครับ พี่
มะเดื่อ
กรณีศึกษา หรือการประชุมวันนี้ เสมือนการดูงานไปในตัว เสมือนการค้นหาเรื่องดีๆ รอบตัว เสมือนการอ่านหนังสือ หรือเล่าเรื่องการงานให้กันฟังดีๆ นั่นเองครับ
การทำงานวิชาการรับใช้สังคม ยังเป็นเรื่องใหม่ในวิถีอุดมศึกษา แต่ มมส เองก็เริ่มต้นมาได้ดีในระยะหนึ่งแล้ว ครับ