ชื่อสยามนาม "ศรี-ยำ”

พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ที่มา: wikipedia

อินทภาสบาทสยาม ตอนจบ 7)

นักวิชาการมอญได้ระบุไว้ว่าชาวเขมรรู้จักชาวมอญมานานตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11-12 คงพร้อมๆกับรู้จักชาวสยาม มีชื่อปรากฏอยู่ในจารึกโบราณของเขมรว่า “Raman” หรือ “Rmman” และ “Ramanya” หากไม่ได้บอกว่าเป็นทาสทัสยุแบบนางสยามและลูกหรือไม่....ซึ่งชัดเจนว่ารามัญและสยามเป็นคนละกลุ่มกัน อย่างน้อยภาษาที่ใช้พูดจาสื่อสารต้องบ่งบอกความแตกต่าง และสยามในสมัยนั้นก็คงไม่ใช่เขมร จามปา ได๋เวียด พะยูหรือแม้แต่มาลายูและชวา สยามน่าจะเป็นพวกที่เข้าใกล้กับพวกลูกหลานเหล่ากอปู่แถนมากกว่าใครๆ

เป็นพวกที่นับถือวัฒนธรรมผีฟ้านับถือธรรมชาติมาก่อนจะรับวิถีพุทธอย่างมั่นคงไม่แปรเปลี่ยน เมื่อเทียบกับจามปา เขมร ธมบราลิงก่ะ มาลายู และชวา อาจเป็นหนึ่งในพวกชาวลุ่มแต่ครั้งดั้งเดิมที่หนีน้ำท่วมมาพึ่งเมืองฟ้าของปู่แถนและค่อยๆทยอยลงมาเมื่อน้ำลดตัว ถ้าเปรียบเทียบวัฒนธรรมของผู้คนในย่านนี้อาจพอเห็นร่องรอยวัฒนธรรมเชิงรับ-รุก เช่นจีนและอินเดียเป็นสายรุกขนาดใหญ่ ชวามาลายูจามปาและเขมรรวมถึงพม่าในรุ่นหลังนั้นตามมาในเชิงรุก ในขณะที่พะยูมอญไต-ลาวและสยามส่วนมากกลับเป็นฝ่ายตั้งรับ

แต่ถ้าเทียบสายมอญกับลูกหลานปู่แถนแล้วต้องถือว่าเขาเป็นฝ่ายรุกและเราเป็นฝ่ายรับ จวบจนทำความรู้จักปรับตัวเปลี่ยนพฤติกรรมสายพันธุ์ดั้งเดิม จึงมีเลือดผสมของสายรุกเข้าแทรกซึมอยู่ในตัวและสำแดงการรุกออกมาในภายหลัง แต่ก็ยังมีลักษณะการตั้งรับมากกว่าการรุก

ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ “จิตร” ได้อธิบายแนวคิดไว้ในหนังสือ “สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา” ว่าคติรูปแบบของวัฒนธรรมปู่แถนหรือพุทธกับวัฒนธรรมพระเวทนั้นแตกต่างกัน ฝ่ายหนึ่งนั้นไม่มีอำนาจศูนย์กลางที่แท้จริงหรือมีก็เป็นแบบมันดาล่ากระจายพลังออกไปจากศูนย์กลาง ในขณะที่ฝ่ายหลังนั้นมักยึดรวมอำนาจสู่ศูนย์กลางบ่อยๆ ซึ่งตั้งแต่ยุคก่อตั้งรัฐสุโขทัยไล่ลงมาอิทธิพลศูนย์กลางอำนาจในแบบพระเวทก็เข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นคติเรื่องพระอินทร์ที่เปลี่ยนสภาพปู่แถนไป คติเรื่องรามเกียรติ เรื่องเขาพระสุเมรุ เป็นต้น

“จิตร” ย้ำอย่างหนักแน่นว่าพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีผู้คนอาศัยเป็นเมืองอยู่ทั่วไปมีรากฐานพัฒนาการและความมั่นคงทางวัฒนธรรมอย่างสูงมาก่อนหน้ากรุงศรีอยุธยาจะก่อตั้งเป็นร้อยๆปีแล้วตั้งแต่รุ่นสุโขทัย โดยมีศูนย์กลางอยู่สองฝั่งทั้งสุพรรณบุรีและฝั่งลพบุรี ฝั่งหนึ่งเป็นพวกทยอยอพยพลงมาจากทางเหนือเรียกวงศ์พระอินทร์ ในขณะที่อีกพวกเป็นวงศ์พระราม มีการแย่งชิงการนำในช่วงห้าสิบปีแรกของการก่อตั้งกรุงศรีอยุธยาและที่สุดสายพระอินทร์ได้รับชัยชนะและค่อยๆกลืนผสมวงศ์พระรามจนผสานเป็นเนื้อเดียวกันในภายหลัง

อันที่จริงวิถีพราหมณ์และโหราศาสตร์จากชมพูทวีปอาจค่อยๆแทรกซึมเข้ามาในชีวิตและชุมชนของปู่แถนตั้งแต่ยุครวมตัวกันสร้างบ้านสร้างสังคมเมือง เช่นเมืองต้นแบบ Halin ของพวกพะยูนั่นแล้ว หรืออย่างน้อยก็ตั้งแต่สมัยพญาคันคากท้ารบกับปู่แถนที่ไม่ยอมให้พวกนาคปล่อยน้ำลงมาจากฟ้าและเรียกหมู่พวกครุฑมาช่วยเหลือ สังเกตจะเห็นเส้นปะทะทางอารยธรรมของทวีปซุนด้านั้นวางตัวอยู่ราว 10 - 13 องศาเหนือหรืออ่าวไทยถึงกรุงเทพมหานครฯ บางครั้งแนวรบก็กินลึกลงใต้ไปจนเกือบสุดแผ่นดิน และบางครั้งก็โฉบตีขึ้นเหนือจนเกือบถึงเมืองแถนของพระอินทร์เช่นกัน

ซึ่ง “จิตร” ได้สรุปเป็นสมมุติฐานชั่วคราวไว้ว่าคำสยามคนดั้งเดิมจะต้องมีความเป็นมาในสี่ห้าลักษณะคือ

- เป็นคำคล้ายคลึงกับ ซาม-เซียม ในเชิงนิรุกติศาสตร์

- ต้องแปลว่าลุ่มแม่น้ำหรือน้ำเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตเกษตรกรรมของชาวไต ถ้าพงศาวดารจีนจดได้ถูกต้อง

- คำเช่น “ซำ” ที่แปลว่าน้ำผุดน้ำซับจากใต้ดินอาจเข้ากับคำสยาม

- อาจมีต้นกำเนิดจากพวกสยามกลุ่มน้ำกก

- มาจากภาษาพื้นเมืองทางตอนเหนือของแม่น้ำโขงทั้งทางฝั่งพม่าลาวและจีนตอนใต้แถบกวางสีหรือจ้วง

เท่าที่คิดและตริตรองอย่างน้อยพุทธศตวรรษที่ 11-12 ก็มีนาม “สยาม” ผุดขึ้นมาแล้วถึงเป็นพวกทัสยุก็ตาม ในช่วงนั้นแถบลุ่มเจ้าพระยาก็มีเมืองหลายเมืองในเขตอิทธิพลของทวารวดีอย่างที่เขาศึกษาและฟันธงกันว่าเป็นสังคมของชาวมอญมากกว่าจะเป็นพวกวงศ์อินทร์และวงศ์ราม ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ใช่หลักฐานชี้ชัดแบบหนักแน่น ไม่เช่นนั้นเราก็คงกลายเป็นพวกพระเวทกันไปหมด

หากบอกว่าเป็นสังคมที่มีการผสมผสานของสามสี่เชื้อชาติ โดยชนเชื้อมอญเป็นพวกชั้นปกครองที่ได้ผสมผสานรวมกับคนถิ่นเดิมแล้วหรือเป็นพวกกูรูคอยชี้นำชี้แนะทางสังคมแบบนี้พอรับได้ค่อยคล่องคอ ถึงลูกหลานปู่แถนจะเป็นชนพื้นเมืองทั่วๆไปใช้แรงงานในนาเป็นกรรมกรแบกหามหรือทัสยุก็ไม่เห็นน่าดูแคลน ค่อยซึมซับวัฒนธรรมและวิทยาการเรียนรู้เติบโตจนกล้าแกร่งเป็นตัวของตัวเองกล้าประกาศนามในที่สุด....หมายถึงต้องมีการอพยพคืนถิ่นเดิมมานานปีก่อนกำเนิดนามสยามและก่อนการเกิดเมือง “tolo poti ศรีทวารวดี” บางทีอาจตั้งแต่น้ำทะเลเริ่มลดระดับนั่นทีเดียว ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากของ “จิตร”

หากสยามเป็นชื่อที่เรียกขานโดยชาวบ้าน “สยาม” ก็อาจมาจากคำที่มีความหมายธรรมดาในแบบใกล้เคียงกับแนวคิดของ “จิตร” เป็นคำพื้นเมือง แต่ไม่น่าใช่แปลมาจากคำว่า “ซำ” เพราะคำนี้เท่าที่รู้จักไม่ใช่คำเฉพาะถิ่น แถวเมืองจันท์ของเจ้าแม่กาไวควนคราบุรี ก็มีคำนี้เรียก “ขี้ซำ” ซึ่งหมายถึงดินเละๆดินสกปรกมีน้ำขังมักเกิดที่หลังบ้านหรือใต้ถุนลานครัว หรือถ้าข้ามทะเลไปฝั่งอินโดฯมีคำว่า “sumber ซุมเบ่อร์” แปลว่าน้ำผุดจากใต้ดิน แอ่งน้ำธรรมชาติ หรือทรัพยากรและบ่อน้ำก็ได้....ซึ่งคิดว่าถ้าชาวบ้านเรียกนามแทนพวกหรือแผ่นดินของตัว คำว่าไตหรือไทอาจเข้าใจง่ายกว่า

หากสยามมาจากชื่อรัฐหรือแผ่นดินที่คนชั้นปกครองรวมตัวกันก่อตั้งก็น่าจะมาจากคำที่มีความหมายเข้ากับยุคสมัยและวิถีทางแห่งดวงดาว ในแบบเดียวกับชื่อเมืองอาณาจักรที่ตั้งเรียงรายรอบตัวทั้งออกตกเหนือใต้ เช่น อินทปัตถ์ อิศานปุระ Khmer (ซึ่งสมาสจาก kambu+mera) จามปา ศรีเกษตร สุธรรมมาวดี ทวารวดี ธมบราลิงก่ะ ศรีวิจาย่า หรือไศเลนทรา....แนวโน้มเขามาทางนี้และก็คงไม่ใช่ชื่อที่เกิดจากการเรียกขานของคนต่างชาติต่างภาษา

ยกตัวอย่างคำสันสกฤต “Svayambhu” มาจาก “svayam” แปลว่าเป็นตัวเอง ด้วยตัวเอง “bhu” แปลว่าผุด เกิดขึ้น รวมความว่าทำได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นคำสูงเหมาะที่จะใช้กับการบรรลุธรรมเช่นพระพุทธเจ้า ไม่เหมาะจะนำมาเรียกในทางโลกียะทั่วไป หรือแม้แต่การตั้งชื่อเมือง

อีกคำที่น่าสนใจ “ศรียำ”

คำว่า “ศรี” ใช้กันทั่วไปในประเทศแถบนี้ตั้งแต่อินเดียยันเวียดนามลงไปถึงชวานู๊น แปลว่าความเป็นมงคลเจริญรุ่งเรืองมิ่งขวัญและร่มเย็น มักใช้ขึ้นต้นหรือประกอบชื่อเมือง อาณาจักร หรือพระมหากษัตริย์....มีแต่ศรีกันทั้งนั้น

คำว่า “ยำ” หาความหมายในคำสันสกฤตสมัยใหม่ยังไม่เจอ แต่ปรากฏในหลักศิลาจารึกเก่าแก่ของอินโดนีเซียหลายแห่งซึ่งเขียนเป็นภาษาสันสกฤตในร่างปัลลวะ ย้อนไปถึงอาณาจักรแรกสุดบนเดลต้าปากแม่น้ำมหาคามฝั่งตะวันออกของเกาะกะลิมันตัน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 9 ร่วมสมัยฟูนัน เขียนนำหน้าองค์เทพเทวา

ในภาษาชวาโบราณมีคำหนึ่งเขียนว่า “yamadipati” ในความหมายว่า “dewa kematian” คำว่า “dewa” แปลว่าเทพหรือคนที่ถูกยกพิเศษสุด และ “kematian” แปลว่าล่วงลับ หลังความตาย นัยว่าชีวิตในอีกภพก็เป็นได้ ซึ่งรวมความแล้วหมายถึง “ทวยเทพยดา”

คำว่า “yamadipati” ยังอาจแบ่งออกได้เป็น “yam+adipati” โดยคำว่า “adipati” นั้นเป็นสันสกฤตแน่ๆ ภาษาไทยเราก็เรียก “อธิบดี” ภาษาสันสกฤตแปลว่าหัวหน้า เจ้าของ พระราชา ขุนนางประจำเมือง ส่วนภาษาอินโดฯแปลคล้ายกันว่า หัวหน้าอายุน้อย เจ้าของพื้นที่ เจ้าชายก็ได้ เป็นในลักษณะที่ยังไม่ได้สถาปนาในตำแหน่งสูงสุดขององค์กรคงคล้ายกับระดับอธิบดีที่ยังเป็นลูกน้องปลัดกระทรวง ดังนั้นคำว่า “yam” จึงแทนสิ่งที่ล่วงไปแล้วอยู่คนละภพและใช้กับเพศชายเท่านั้น

ถ้าเป็นเพศหญิงเขาจะใช้นำหน้าว่า “nyi ญี่” หรือ “nyai ญาย” แสดงถึงผู้หญิงที่อาวุโสหรือสูงเกียรติ....และน่าคิดต่อว่าคำ “ญาย” ทำไมจึงมาพ้องกับ “ย่าและยาย” ของไทยทั้งการออกเสียงและความหมาย

“จิตร” ได้เขียนอธิบายในหนังสือความเป็นมาของคำสยามถึงเรื่องคำว่า “ยำ” ที่มีนักวิชาการโบราณคดีบางท่านแปลคำจารึกภาษาจามโบราณพุทธศตวรรษที่ 16 ว่าหมายถึง “ยา” นั้นไม่ใช่ แต่แท้จริงตรงกับภาษามาลายูและชวาคือ “ยัง” ซึ่งหมายถึงเทพ เทพเจ้า พระผู้เป็นเจ้า และคล้ายกับความหมายของพวกจามด้วย เพิ่มว่าหมายถึงผี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และกษัตริย์ในบางที ปัจจุบันพวกจามเรียกคำนี้เพี้ยนเสียงไปนิดว่า “ยัง” และยังพบคำนี้ใช้แพร่หลายในย่านนี้

เขียนถึงตอนนี้ถึงบางอ๋อว่าคำ “ยำ” นี้ที่แท้น่าจะเป็นภาษาสันสกฤตโบราณมากกว่า เขียนแบบจามและชวาโบราณนั้นถูกต้องแล้วว่า “ยัม” หรือ “ยำ”....อะไรก็แล้วแต่ ในความหมายที่คล้ายคลึงกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ได้คำตอบเป็นส่วนตัวว่า “ศรี-ยำ” คือที่มาของคำ....“สยาม” เมื่อศรีตอนนี้ถูกปากคนไทยลดรูปเหลือ “สะ” และ “ยำ” กลายเป็น “หยาม” อ่านว่า “สะ-หยาม” ในขณะที่ผู้อื่นยังคงเอกลักษณ์เค้าเดิมได้ดีกว่าว่า “สฺยำ” ถ้าอ่านออกเสียงรวมเร็วแบบพี่ไทยผ่านปากไรฟันก็ว่า “เสียม” แต่ถ้าพูดแยกคำโดยออกเสียง “สฺ” ช้าลงครึ่งหนึ่งและนานขึ้นก็จะได้ว่า “สี” และออกเสียง “ยำ” ตามมาก็จะได้ “สี-ยำ” แจ่มชัด....คงต้องบอกลูกหลานเรียกให้ถูกต้องและได้ความหมายที่แท้จริง

ในความหมายออกตรงตัวว่า.... “แผ่นดินร่มเย็นภายใต้การปกป้องคุ้มครองของเหล่าเทพเทวดา”..... และถ้าอยากเติมต่อท้ายในส่วนสำคัญว่า “ศรียำพุทโธ” ก็แปลได้อย่างดีว่า.....“แผ่นดินใต้ร่มโพธิ์ของพระพุทธศาสนา”....สมเกียรติและฐานะของลูกหลานเหล่ากอพญาแถน

จันทบุรี 16 สิงหาคม 2557

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รอยไถของจักรวาล



ความเห็น (0)